
นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
มนุษย์ไม่ได้สูงส่งกว่าสัตว์
1 คุณคิดว่ามนุษย์เหนือชั้นกว่าสัตว์ชนิดอื่นหรือไม่?
เพราะอะไรจึงคิดเช่นนั้น?
งานวิชาการทางมานุษยวิทยาในช่วงเวลานี้มีความน่าสนใจ เพราะกำลังอยู่ในสมัยเปลี่ยนผ่านที่มีโจทย์ใหม่ๆ ให้ทำความเข้าใจ ‘ความเป็นมนุษย์’ มากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรวมถึงภัยธรรมชาติที่เกิดถี่รัวก็เป็นมุมหนึ่งที่ทำให้ต้องหันมาตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติมากขึ้น
ในหนังสือ ‘โลกหลากสายพันธุ์’ อาจารย์พนา กันธา ไล่เรียงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยบอกว่าก่อนหน้ายุคอุตสาหกรรม (ศตวรรษที่ 19) ชาวตะวันตกรับรู้ธรรมชาติในฐานะทรัพยากรหลักในการดำรงชีวิตและภัยคุกคามมนุษย์ แต่พออุตสาหกรรมเฟื่องฟูขึ้น มนุษย์เริ่มถูกมองเป็นภัยคุกคามธรรมชาติบ้าง มุมมองนี้ยังต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ในสายตาคนที่ขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม
ความน่าสนใจคือ ในโลกช่วง 200-300 ปีที่ผ่านมา เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ และวัฒนธรรมกับธรรมชาติ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าสองสิ่งนี้อยู่กันคนละโลก หากต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติก็ต้องกันมนุษย์ออกไป อย่าไปแตะต้องธรรมชาติ ใครเคยอยู่อาศัยในป่าก็ต้องถูกไล่ออกมา
เราไม่ค่อยมีภาพของการอยู่ร่วมกัน ตรงกันข้าม เรามีภาพว่ามนุษย์อยู่อาศัยในเมืองหรือสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้าง ขณะที่สัตว์ ต้นไม้ และธรรมชาติก็มีพื้นที่ของมัน มีขอบเขตแบ่งกันชัดเจน

2 มนุษย์ใช้เวลาอยู่ในสังคมมนุษย์ ติดต่อสื่อสารทำกิจกรรมกับมนุษย์ด้วยกัน ผลิตและบริโภคซึ่งกันและกัน ออกกฎกติกาและสร้างวัฒนธรรมต่างๆ ด้วยกันจนรู้สึกว่าโลกนี้เป็น ‘โลกมนุษย์’ เราออกห่างจากธรรมชาติกระทั่งมีคนบอกว่าเด็กๆ รุ่นใหม่กินข้าวหรือข้าวโพดทุกวันโดยไม่เคยเห็นต้นของมันด้วยซ้ำ เนื้อสัตว์ต่างๆ ก็หยิบจากตู้เย็นในซูเปอร์มาร์เก็ตโดยไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านี้มีชีวิตความเป็นอยู่ยังไง
มนุษย์จึงมองทุกอย่างโดยวางอยู่บนพื้นฐานว่า ‘มนุษย์เป็นศูนย์กลาง’ ทุกเรื่องราว
โดยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมทำให้เราค่อยๆ มองเห็นว่าธรรมชาติทั้งมวลรวมทั้งสัตว์ต่างๆ เป็น ‘วัตถุ’ และ ‘สินทรัพย์’ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างผลกำไรได้ ทะเล ภูเขา ต้นไม้ในป่า รวมถึงสรรพชีวิตกลายมาเป็น ‘สินค้า’ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ในกลุ่มปศุสัตว์หรือปลาในทะเลลึก
เราเติบโตขึ้นมาท่ามกลางมุมมองเช่นนี้
มนุษย์เป็นใหญ่ เป็นผู้ใช้ทรัพยากรในโลกนี้
ถ้าลองคิดดูดีๆ เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามว่า มนุษย์ได้สิทธิในการใช้สอยสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตต่างๆ ในโลกใบนี้มาจากไหน เหตุใดเราจึงเป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่กระทำต่อ ‘สิ่งอื่น’ ได้โดยชอบธรรม ทั้งที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนใช้สอยโลกแบบมนุษย์ คือครอบครอง นำมาเลี้ยง ใช้เป็นแรงงาน ทำฟาร์มเป็นอาหาร แปรรูปเป็นสินค้า
สิ่งมีชีวิตอื่นเพียงแค่ใช้ชีวิตอย่างมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวตามธรรมชาติ ท่ามกลางธรรมชาติ
3 มนุษย์เปลี่ยนวิถีชีวิตจากเก็บของป่าล่าสัตว์กลายมาเป็นเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์โดยเปลี่ยนให้โลกธรรมชาติทั้งพืชและสัตว์มาอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ คือการทำให้เชื่อง (domestication) เรามักมองเรื่องนี้ว่าเป็นความเจ๋งของมนุษย์ เป็นความเหนือกว่าที่สามารถทำให้สัตว์ป่ากลายเป็นสัตว์บ้านได้ เรามองตัวเองเป็นเจ้าของสัตว์เหล่านั้น
แต่ในความเป็นจริง เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทำให้สัตว์เชื่องเท่านั้น สัตว์เองมีความอิสระและไม่จำเป็นต้องกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของเราก็ได้ ทว่า การอยู่อาศัยกับมนุษย์นั้นทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์จากกันและกัน เช่น หมาป่าที่กลายมาเป็นหมาบ้านก็ไม่ต้องล่าเอง ส่วนคนก็ได้หมามาเฝ้าบ้าน และถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็มิใช่ว่ามีแต่สัตว์เท่านั้นที่เปลี่ยน คนนี่แหละที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการมีสัตว์เลี้ยง เช่น ไม่ต้องเร่ร่อนเพราะเลี้ยงสัตว์ได้แล้ว หรือทำเครื่องดนตรีจากหนังสัตว์ ขนสัตว์ หรือมีเสื้อผ้าจากขนสัตว์ มีเพลง คำ ความเชื่อ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์
วัฒนธรรมมนุษย์จึงไม่ได้แยกขาดจากสัตว์
หรือพูดอีกอย่าง สัตว์มีส่วนสร้างวัฒนธรรมมนุษย์ด้วยซ้ำไป
แล้วทำไมคนมองว่าสัตว์เป็นวัตถุที่ใช้สอยได้?
ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ อาจารย์พนาอธิบายว่า ในมุมมองของศาสนาคริสต์ มนุษย์กับธรรมชาติคือสิ่งตรงกันข้ามกันและมนุษย์เป็นนายเหนือธรรมชาติ สิ่งสร้างของพระเจ้าที่เหลือทั้งหมดคือสิ่งที่ดำรงอยู่เพื่อผลประโยชน์ของมนุษย์เท่านั้น วิธีคิดแบบนี้เองที่สร้างความชอบธรรมและสภาวะยกเว้นให้มนุษย์สามารถขูดรีดธรรมชาติและสัตว์ได้ ซึ่งเป็นมุมมองและสิ่งที่เกิดขึ้นในพฤติกรรมของชาวตะวันตก
เมื่อสังคมวิวัฒน์ขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์เริ่มมีการเรียกร้องสิทธิให้สัตว์ โดยให้ความสนใจไปที่สัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก มีการออกกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองสัตว์เหล่านั้น กระนั้น ก็มีนักวิชาการที่มองว่าการใช้กฎหมาย (ที่เขียนโดยมนุษย์) ในการปกป้องสัตว์ก็ยังคงอยู่ในโหมดของการที่มนุษย์มองว่าตัวเองเหนือกว่าสัตว์อยู่ดี เพราะใช้กฎของมนุษย์
และแม้มนุษย์จะเห็นอกเห็นใจสัตว์มากขึ้นแล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าสัตว์คุกคามมนุษย์ สุดท้ายมนุษย์ก็ตัดสินใจ ‘จัดการ’ สัตว์พวกนั้นโดยใช้เกณฑ์ว่า “มนุษย์ต้องปลอดภัย” อยู่ดี เช่น เหตุการณ์ในปี 2016 ที่เด็กชายสี่ขวบพลัดตกลงไปในพื้นที่ของกอริลลาในสวนสัตว์ที่สหรัฐอเมริกา นำไปสู่การตัดสินใจฆ่ากอริลลาตัวนั้น ทั้งที่มันอยู่ในที่ของมันแท้ๆ หรือกรณีเฟรยา (Freya) ใหญ่ยักษ์กว่า 600 กิโลกรัมที่ปรากฏตัวอยู่ตามท่าเรือและชายฝั่งอยู่บ่อยๆ ทางการนอร์เวย์ตัดสินใจฆ่ามันเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์
จะเห็นว่า โดยทั่วไปแล้วมนุษย์สมัยใหม่ตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ต่างๆ ด้วยวิธีคิดว่ามนุษย์สำคัญกว่าและเหนือกว่าสัตว์
4 อย่างที่เราทราบกันว่าในวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ชนพื้นเมืองทั้งหลายมีมุมมองต่อสัตว์และธรรมชาติแตกต่างจากคนในโลกสมัยใหม่อย่างมาก พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกับมัน เคารพ ยำเกรง ให้เกียรติ หากมีการฆ่าสัตว์ก็จะมีการขออภัย ขอบคุณ และใช้ทุกส่วนของสัตว์ตัวนั้นให้คุ้มค่าที่สุด เป็นวิถีชีวิตที่สัมพันธ์ต่อกันอย่างลึกซึ้ง
ดังเช่นที่หัวหน้าซีแอตเทิล (Chief Seattle) อเมริกันพื้นเมืองเผ่าซูความิช (Suquamish) กล่าวว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก และโลกเป็นส่วนหนึ่งของเรา ดอกไม้หอมคือน้องสาวของเรา ทั้งกวาง ม้า และอินทรีใหญ่ ต่างเป็นพี่น้องของเรา ทั้งยอดผา น้ำหวานในทุ่งหญ้า ไออุ่นในตัวลูกม้าและในกายมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดต่างอยู่ร่วมกัน ในครอบครัวเดียวกัน”
สัตว์และธรรมชาติรอบตัวกำหนดความเป็นมนุษย์ขึ้นมาด้วยเช่นกัน ในตัวเรามีส่วนของชีวิตอื่นเหล่านั้น หากไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน มนุษย์ก็อาจไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่ ฉะนั้น จึงมิได้มีเส้นแบ่งระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติ
ธรรมชาติของมนุษย์คือความสัมพันธ์ระหว่างสายพันธุ์
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวิถีดั้งเดิมหลายแห่งในโลก ก่อนที่เราจะแยกตัวเองออกจากทั้งหมดนั้น สร้าง ‘โลกมนุษย์’ ขึ้นมาแล้วดำรงอยู่ในโลกใบนั้นด้วยความรู้สึกตัดขาดและเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น
5 ผมชอบตัวอย่างที่อาจารย์พนาหยิบเรื่องการบูชายัญแพะของชาวปาฮารี (Pahari) ที่อินเดียตอนเหนือมาเล่า หญิงชาวปาฮารีเป็นผู้เลี้ยงดูแพะมาตั้งแต่แรกคลอด เตรียมหญ้า ต้อนแพะไปกินอาหาร คลุกคลีตีโมงจนเข้าอกเข้าใจกัน รับรู้ความต้องการของแพะได้ เหมือนเวลาเราซี้กับหมาตัวโปรด ภารกิจนี้สร้างความผูกพัน ความเป็นเครือญาติ ทำให้รู้สึกราวกับเป็นแม่ของแพะตัวนั้น
เมื่อถึงวันที่ต้องนำแพะตัวนี้ไปบูชายัญจึงเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งเศร้าโศกและสะท้อนความรักในเวลาเดียวกัน มันคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้บูชา (หญิงดูแลแพะ) ผู้ถูกสังเวย (แพะ) ผู้รับการสังเวย (เทพเจ้า)
หญิงคนนั้นรักแพะมากแต่ก็ยินดีถวายสิ่งที่ตนรักที่สุดให้แก่เทพเจ้าเพราะก็รักและศรัทธาเทพเจ้าเช่นกัน กิจกรรมบูชายัญที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเช่นนี้จึงไม่ใช่การทารุณกรรม หากเป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
แพะในพิธีมิได้อยู่ในฐานะของ ‘ทรัพย์สิน’ แต่เป็น ‘ผู้ที่ผูกพันกัน’
เรื่องนี้ชวนให้ผมคิดถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม มนุษย์ที่เลี้ยงสัตว์ใช้ชีวิตอยู่กับฝูงสัตว์ที่ตนดูแล ความใกล้ชิดนั้นสร้างความเข้าใจ ผูกพัน และความรักเกิดขึ้นด้วย มันสร้างบุคลิกและมุมมองที่มนุษย์มีต่อตนเองด้วย คือไม่ได้เป็นเจ้าของ ‘ทรัพย์สิน’ เหล่านี้ แต่เป็นเพื่อนหรือพี่น้องที่ใช้ชีวิตร่วมกัน คล้ายกับมุมมองของชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีชีวิตร่วมกับสัตว์ทั้งหลาย
เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ วัฒนธรรมและธรรมชาติ จึงพร่าเลือน มีรอยประให้แต่ละฝ่ายข้ามไปข้ามมาสู่กันได้ มิใช่เส้นทึบแข็งทื่อในแบบโลกสมัยใหม่ที่เราแทบไม่มีความรู้สึกอะไรกับสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่น ยกเว้นก็แต่น้องหมาน้องแมว
ความรู้สึกว่ามนุษย์สูงส่ง สำคัญ และเป็นใหญ่กว่าสัตว์ทั้งมวล รวมถึงต้นไม้ใบหญ้าป่าเขาลำเนาไพร อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เวลามนุษย์บริโภค สูบกินทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อม เราทำไปโดยไม่ค่อย ‘รู้สึก’ ว่ากำลังทำร้ายญาติมิตรของตนเอง นำไปสู่ความพังพินาศของสภาพแวดล้อมในโลกใบนี้
เราตัดขาดสายสัมพันธ์ไปจนสิ้น ราวกับอยู่คนละโลก เวลาอนุรักษ์ธรรมชาติหรือสัตว์ทั้งหลายก็ทำในลักษณะ ‘กั้นพื้นที่’ เอาไว้แบบมนุษย์ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งก็ไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้และสัมพันธ์กันอยู่ดี เป็นไปได้ไหมว่า ถ้าต้องการสร้างความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม เราจำเป็นต้องฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์และธรรมชาติเสียใหม่ เราต้องการการปรับเปลี่ยนในระดับจิตสำนึก โดยเลิกมองว่ามนุษย์สำคัญที่สุดในโลก แต่มองเห็นความสัมพันธ์ที่สัตว์สร้างสิ่งต่างๆ ให้เรา รู้สึกเชื่อมโยง ผูกพัน เคารพ ขอบคุณ และรักด้วยหัวใจ ซึ่งต่างจากห่วงใยด้วยข้อมูล
หัวใจของหญิงสาวปาฮารีที่ต้องฆ่าแพะที่เธอฟูมฟักมาเพื่อบูชายัญย่อมต่างจากความรู้สึกของคนที่เชือดไก่หรือฆ่าวัวในโรงเลี้ยงสัตว์ เพราะวิถีชีวิตและสำนึกที่มีต่อสัตว์นั้นต่างกัน การปลิดชีพมันจึงมิใช่การทำร้ายแบบไร้หัวใจ หากคือการกระทำเปี่ยมด้วยความรัก
หัวใจที่มีความรักนั้นหายไปพร้อมสายสัมพันธ์ที่ห่างเหิน อย่าว่าแต่สัตว์เลย ทุกวันนี้เรากำลังอยู่ในโหมดของการที่มนุษย์พยายามแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงความเหนือกว่า สำคัญกว่า เก่งกว่ามนุษย์คนอื่น
น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า
บนเส้นทางสู่ความเหนือกว่านั้นเราทำความรักหล่นหายไปใช่ไหม?
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
