
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (15)
ฝันได้เสมอ แต่อาจไม่เป็นจริง
“ปูตินหวังและคาดว่า การบุกอย่างสายฟ้าแลบของกองทัพรัสเซียไม่เพียงแต่จะตัดปีศาจตะวันตกหลายหัวที่เข้ามาแทรกแซง [ในยูเครน] ให้หยุดตลอดไป แต่ชัยชนะที่เขาได้รับอย่างรวดเร็วนั้น จะทำให้เขากลับสู่ความนิยมชมชอบในระดับเดียวกับเมื่อครั้งที่เขาได้ไครเมีย [กลับคืนมาสู่รัสเซีย]”
Owen Matthews
Overreach (2023)
สงครามยูเครนถือเป็นดังการเดิมพันครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีปูติน เพราะกองทัพรัสเซียจะต้องชนะและต้องชนะอย่างรวดเร็วเท่านั้น เนื่องจากสถานการณ์ในเวทีโลกและในรัสเซียนั้น ไม่เปิดโอกาสให้รัสเซียต้องเข้าไปติดกับดักสงครามที่ยูเครน เหมือนเช่นที่กองทัพโซเวียตเคยติดกับดักเช่นนี้มาแล้วในสนามรบที่อัฟกานิสถานในช่วงปลายยุคสงครามเย็น
แต่อย่างน้อยสงครามไครเมีย 2014 เป็น “สัญลักษณ์ของความสำเร็จ” ของชัยชนะอย่างรวดเร็ว ที่กองทัพรัสเซียสามารถเอาคาบสมุทรไครเมียกลับสู่ “มาตุภูมิรัสเซีย” ได้อย่างที่ต้องการ และเป็นความสำเร็จที่เป็นดัง “ซิกเนเจอร์” ของปูตินในการเมืองปัจจุบัน ที่ทำให้ผู้คนในสังคมรัสเซียยอมรับการอยู่ในอำนาจของระบอบปูติน ดังจะเห็นได้จากเสียงสนับสนุนในโพลการเมืองรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม สำหรับกองทัพรัสเซียแล้ว การติดกับดักเช่นนี้เป็นผลโดยตรงจากความล้มเหลวของสงครามสายฟ้าแลบในช่วงต้นของการบุก จึงทำให้สภาพของสงครามถูกแปรเปลี่ยนให้เป็น “สนามรบของการทอนกำลัง” และกลายเป็นคำตอบสำหรับผู้นำรัสเซียเองว่า ชัยชนะอย่างรวดเร็วเช่นที่กองทัพรัสเซียเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ที่เป็นดัง “อภินิหารสงคราม” ในปี 2014 นั้น อาจจะเป็นไปไม่ได้ (หรืออาจเรียกว่าเป็นชัยชนะแบบ “magical Crimean-style victory”)
เพราะในครั้งนั้น ชัยชนะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนฝ่ายตะวันตกไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน และไม่สามารถเข้าไปมีส่วนในสงครามได้ นอกจากการออกมาตรการแซงก์ชั่นในทางเศรษฐกิจ
ความคาดหวัง
การที่กองทัพรัสเซียมีอาการเข้ามาติดกับดักสงครามในสนามรบทอนกำลังที่ยูเครน และตามมาด้วยการรุกกลับของกองทัพยูเครนในช่วงกลางปี 2022 นั้น ทำให้ความหวังของประธานาธิบดีที่จะเห็นอภินิหารสงครามเช่นในปี 2014 นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เวลาของชัยชนะอย่างรวดเร็วของกองทัพรัสเซียสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อการบุกแบบสงครามสายฟ้าแลบล้มเหลวในช่วงแรกของสงคราม
ขณะเดียวกันการรุกตอบโต้กลับของกองทัพยูเครนที่เริ่มต้นด้วยความสำเร็จในหลายพื้นที่อย่างไม่น่าเชื่อนั้น ก็กลายเป็นความหวังอย่างมากสำหรับฝ่ายยูเครน ที่ดูเหมือนว่าชัยชนะในการขับไล่กองทัพรัสเซียออกไปจากดินแดนที่ถูกยึดครอง น่าจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น
แต่ความหวังเช่นนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่สำคัญว่า ฝ่ายตะวันตกจะต้องตัดสินใจสนับสนุนด้านอาวุธอย่างเต็มที่ เพื่อให้กองทัพสามารถทำการรบได้อย่างเต็มกำลัง ซึ่งจะทำให้ชัยชนะเช่นนี้น่าจะไม่ไกลเกินเอื้อมเท่าใดนัก เพราะกองทัพยูเครนสามารถทำการรบได้อย่างต่อเนื่อง แม้กำลังพลและยุทโธปกรณ์จะประสบกับการถูกทอนกำลังในสนามรบก็ตาม เพราะสถานการณ์ที่เป็นจริงของกองทัพยูเครนคือ ความขาดแคลนด้านยุทโธปกรณ์ ที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอก
ปัญหาที่กดดันการทำแผนสงครามของประธานาธิบดีเซเลนสกีอย่างมากก็คือ ชีวิตของพลเมืองยูเครนที่อยู่ในพื้นที่การยึดครองของรัสเซีย ในช่วงแรกของสงครามนั้น ชาวยูเครนในพื้นที่ดังกล่าวที่เป็นพวก “โปรยูเครน” ได้แก่ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง อาสาสมัครทหาร ทหารผ่านศึก และพลเรือนที่ทำงานให้กับองค์กรด้านประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอีกส่วนคือ นักชาตินิยมยูเครน ซึ่งคนเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายของการจับกุม และการสังหารของทหารรัสเซีย
แต่เมื่อกองทัพรัสเซียประสบปัญหาในสนามรบมากขึ้น การจับกุมจึงไม่ใช่แต่เพียงเป็นพวก “สายนิยมยูเครน” เท่านั้น แต่ทหารรัสเซียจะจับกุมทุกคนที่ไม่ใช่ “สายนิยมรัสเซีย”… ใครที่ไม่ “โปรรัสเซีย” จะถูกจับและสังหาร โดยมีเกณฑ์ว่า ใครที่ไม่ขอหนังสือเดินทางรัสเซีย ใครที่ไม่เคยแสดงออกถึงความนิยมชมชอบรัสเซียในที่สาธารณะ หรือใครที่ไม่เคยแสดงความภักดีต่อรัสเซียอย่างเปิดเผยในโลกโซเชียล สามารถถูกจับกุมด้วยข้อหาไม่นิยมรัสเซียได้เสมอ
การจับกุมพลเมืองชาวยูเครนเหล่านี้นำไปสู่การคุมขัง การซ้อมทรมาน การจับแยกครอบครัวของผู้ถูกจับกุม โดยเฉพาะการจับแยกลูกจากพ่อแม่ที่เป็นพวกไม่นิยมรัสเซีย และจำนวนของชาวยูเครนที่ถูกจับเช่นนี้มีจำนวนเพิ่มอย่างมากจากช่วงต้นสงคราม เพราะในช่วงแรกนั้น การจับกุมจะเน้นในเรื่องของพวกที่เป็นสายนิยมยูเครนโดยตรง และเป็นแรงกดดันรัฐบาลเซเลนสกีอย่างมากที่จะต้องปลดปล่อยพื้นที่จากการยึดครองของกองทัพรัสเซียให้ได้ อันจะเป็นหนทางในการช่วยรักษาชีวิตของคนเหล่านั้น
ดังนั้น ทางออกที่สำคัญในทางทหารจึงได้แก่ การเตรียมแผนยุทธการในการรุกตอบโต้กลับในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2023 แต่ข้อจำกัดที่ผู้นำยูเครนและผู้นำชาติพันธมิตรตระหนักดีว่า กองทัพยูเครนยังมีความขาดแคลนด้านยุทโธปกรณ์ กระนั้น ก็มีความคาดหวังอย่างมากว่า หากกองทัพยูเครนสามารถจัดทำแผนสงคราม ในความหมายของ “แผนยุทธศาสตร์ทหาร” ให้ได้อย่างดีแล้ว การรุกกลับของกองทัพยูเครนในปี 2023 ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้
จุดศูนย์ดุลที่ไครเมีย
แผนยุทธศาสตร์ทหารของยูเครนในการรุกกลับในปี 2023 จึงวางน้ำหนักไว้กับการจัดการกับคาบสมุทรไครเมีย กล่าวคือ ถ้ากองทัพยูเครนสามารถเปิดหัวหอกมุ่งเข้าสู่ทะเลอาซอฟ (Sea of Azov) และตัดเส้นทางการคมนาคมติดต่อของไครเมียออกจากรัสเซีย พร้อมกับเปิดการโจมตีคาบสมุทรนี้ด้วยโดรน และจรวดนำวิถีแบบครุยส์ (cruise missile)
ปฏิบัติการทางทหารเช่นนี้เป็นความคาดหวังที่สำคัญ ในการเป็นปัจจัยที่จะบีบให้ประธานาธิบดีปูตินยอมเปิดการเจรจากับยูเครน หรืออีกนัยหนึ่งความหวังเช่นนี้สะท้อนความคิดทางยุทธศาสตร์ของยูเครนที่ชัดเจนว่า คาบสมุทรไครเมียคือ “จุดศูนย์ดุล” (center of gravity) ของแผนนี้ ซึ่งก็เห็นได้ชัดในทางการเมืองว่า ไครเมียคือตัวแทนของความเป็นจักรวรรดิรัสเซียยุคปัจจุบัน ดังเห็นได้จากเมื่อครั้งที่กองทัพรัสเซียสามารถยึดไครเมียสำเร็จในปี 2014 นั้น คะแนนความนิยมชมชอบประธานาธิบดีปูตินพุ่งขึ้นอย่างท่วมท้น
ถ้าแผนยุทธศาสตร์ในการปิดล้อมไครเมียประสบความสำเร็จตามที่ยูเครนหวัง เซเลนสกีเชื่อว่า ปูตินน่าจะยอมเปิดการเจรจา และจะทำให้ไครเมียไม่กลายเป็นพื้นที่ทางทหาร หรือเกิดสภาวะ “demilitarization” ไครเมีย ด้วยกระบวนการทางการทูต ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นดังความฝันใหญ่ของยูเครนในปี 2023
ในทำนองเดียวกัน สำหรับชาติพันธมิตรของยูเครนนั้น ล้วนมีความฝันที่จะเห็นความพ่ายแพ้ของกองทัพรัสเซียในสนามรบยูเครน… โปแลนด์และรัฐบอลติกต้องการเห็นรัสเซียแพ้ ซึ่งจะส่งผลให้รัสเซียไม่เป็นภัยคุกคามตนเอง และหวังอีกว่าความพ่ายแพ้นี้อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบการปกครองในรัสเซีย
ส่วนอังกฤษ ฝรั่งเศส และบรรดารัฐยุโรป ต้องการเห็นความทะเยอทะยานของความเป็นจักรวรรดินิยมรัสเซียถูกทำลายลงด้วยการรบในยูเครน และต้องการให้เกิดการยอมรับเส้นเขตแดนของยูเครนอย่างเป็นทางการในเวทีระหว่างประเทศ (หรือมีนัยที่ยอมรับต่อความเป็นรัฐเอกราชของยูเครน) สำหรับสหรัฐและเยอรมนี ต้องการแต่เพียงไม่ให้ยูเครนแพ้สงครามเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวในเบื้องต้นในอีกมุมหนึ่งได้ว่า บรรดารัฐพันธมิตรอาจต้องการเพียงชัยชนะทางยุทธวิธีของยูเครน คือเชื่อมั่นว่าสภาวะของการ “ยัน” ทางทหาร (military stalemate) จะเป็นปัจจัยที่กดดันให้ปูตินยอมเปิดการเจรจาสันติภาพกับยูเครน
แต่ในอีกด้าน ก็มีข้อถกเถียงอย่างมากว่า ชาติเหล่านี้อาจไม่ต้องการชัยชนะจากการรบแบบแตกหักในแบบที่ยูเครนต้องการ คือการที่กองทัพยูเครนเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะเด็ดขาด เพราะหากเกิดสภาวะเช่นนั้นจริง ผู้นำรัสเซียอาจตัดสินใจ “ยกระดับสงคราม” ขึ้น จนกลายเป็นสงครามใหญ่ของยุโรป ที่อาจมีนัยถึงการเป็น “สงครามโลกครั้งที่ 3” หรืออาจนำไปสู่การใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการโจมตีเป้าหมายในยูเครน เพื่อแก้ปัญหาความพ่ายแพ้ทางทหาร ซึ่งก็อาจนำไปสู่ “สงครามนิวเคลียร์ทั่วไป” (general nuclear war เป็นภาษาทางวิชาการที่หมายถึง “สงครามนิวเคลียร์ล้างโลก”)
หากเกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์กับเป้าหมายของยูเครนแล้ว ทางฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะนาโต คงไม่ยอมปล่อยให้เกิดการโจมตีเช่นนั้น โดยไม่ตอบโต้ แม้ยูเครนจะมิได้เป็นสมาชิกของนาโตก็ตาม เพราะหากไม่ตอบโต้กลับ ก็จะเท่ากับเป็นสัญญาณถึงความอ่อนแอทางด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐ หรือของทางนาโตเอง
หรือในทางทฤษฎีคือ ฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ จะไม่มี “เครดิต” ของการเป็นผู้คุ้มครองภัยอาวุธนิวเคลียร์เหลืออีกเลย หากไม่แสดงการตอบโต้ ซึ่งจะส่งผลอย่างมากกับเครดิตของอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐในเอเชีย
ความจริงที่โหดร้าย
การรุกกลับของกองทัพยูเครนในปี 2023 ทำลายความหวังที่ยูเครนจะรบชนะกองทัพรัสเซีย จนสามารถผลักดันรัสเซียให้ออกไปจากดินแดนของตนได้ และยังทำลายความคาดหวังของพันธมิตรยูเครนว่า ถ้าชัยชนะเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว สภาวะการเป็นภัยคุกคามทางทหารของจักรวรรดิรัสเซียร่วมสมัยในพื้นที่แถบนี้ จะผ่อนคลายลง และอาจจะได้เห็นรัฐบาลใหม่ของรัสเซียที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (หรืออย่างน้อยมีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น)… ความหวังเช่นนี้แขวนอยู่กับความสำเร็จของการรุกกลับของกองทัพยูเครน
ในความเป็นจริงนั้น การเปิดการรุกของกองทัพยูเครนอาจจะลดทอนอำนาจกำลังรบของกองทัพรัสเซียได้ แต่ก็ไม่ถึงระดับที่จะทำให้รัสเซียแพ้ และในทางกลับกัน กองทัพรัสเซียก็รับมือกับการรุกกลับของกองทัพยูเครนได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดคะเน หรือกล่าวในทางทฤษฎีการทหารได้ว่า การรุกกลับที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถทำให้ยูเครนบรรลุวัตถุประสงค์ของการรุกทางทหารได้จริง
สภาวะเช่นนี้เท่ากับตอกย้ำในอีกด้านว่า รัฐบาลยูเครนจะบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองตามที่ต้องการได้นั้น การเปิดการรุกใหญ่เพื่อให้ได้รับชัยชนะด้วยการรบแตกหักคือ คำตอบเดียวทางยุทธศาสตร์ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงจากสนามรบว่า คำตอบเช่นนี้ไม่ง่ายเลย เพราะกองทัพรัสเซียปรับตัวจากความพ่ายแพ้ทางยุทธวิธีกับยูเครนในหลายเรื่อง
ข้อสรุปในภาพรวมคือ กองทัพรัสเซียรบดีขึ้น ป้องกันตนเองจากการรุกของกองทัพยูเครนได้มากขึ้น แต่คำตอบเช่นนี้ก็เป็นมุมกลับที่บอกกับเราว่า ความหวังของยูเครนที่จะรบชนะรัสเซียในปี 2023 ไม่เป็นความจริง!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
