bg-single

ประติมากรรมสำริดประโคนชัย ที่ไทยจะได้คืนจากอเมริกามาจากไหน?

01.06.2025

เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมานี้ ดร.ดำรง ลีนานุรักษ์ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย (คณะกรรมการชุดนี้ถูกแต่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2560 ในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับ San Francisco Asian Art Museum (SFAAM) ได้ยืนยันว่า ผลการประชุมเพื่อพิจารณาถอนสถานการณ์ครอบครอง ประติมากรรมสำริดประโคนชัย 4 องค์ ได้ผลสรุปว่า จะจัดคืนโบราณวัตถุทั้ง 4 องค์นี้ให้แก่ประเทศไทย โดยจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการต่อไปในเร็วๆ นี้

อนึ่ง ประติมากรรมสำริดประโคนชัยทั้ง 4 องค์ อยู่ในรายการโบราณวัตถุ 32 รายการ ที่รัฐบาลไทยส่งหนังสือไปยังรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2562 จนทำให้หน่วยสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ (Homeland Security Investigations หรือที่เรียกกันอย่างย่อๆ ว่า HSI) และอัยการกลาง นำขึ้นศาล และขอหมายเรียก และเจรจากับพิพิธภัณฑ์ทั้ง 7 แห่งที่มีโบราณวัตถุทั้ง 32 รายการนี้อยู่ในครอบครอง

และนี่ก็คือที่มาของการที่ การที่ทาง SFAAM จะส่งคืนประติมากรรมสำริดประโคนชัยทั้ง 4 องค์ อันประกอบไปด้วย รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 2 องค์ (ขนาดความสูง 94 ซ.ม.หนึ่งองค์ และ 69.9 ซ.ม.อีกหนึ่งองค์), รูปพระโพธิสัตว์ (ไม่มีสัญลักษณ์ระบุว่าคือพระโพธิสัตว์องค์ใด สูง 25.4 ซ.ม.) 1 องค์ และพระพุทธรูปประทับยืนอีก 1 องค์ (สูง 21.6 ซ.ม.) นั่นเอง

ที่เรียกว่า ประติมากรรมสำริดประโคนชัยนั้น มักสร้างเป็นรูปพระโพธิสัตว์ และพระพุทธรูปในพุทธศาสนามหายาน มีลักษณะเฉพาะทางงานช่างที่โดดเด่นด้วยการนุ่งผ้าสั้น เรียบ ไม่มีริ้ว แล้วคาดทับด้วยเข็มขัดเชือกที่ไม่ประดับลวดลาย และมีมุ่นมวยผมทรงกระบอก โดย “ประโคนชัย” นั้น เป็นชื่อของอำเภอหนึ่งในเขตจังหวัดบุรีรัมย์

ส่วนที่มีการเรียกประติมากรรมกลุ่มนี้ว่าแบบประโคนชัย เป็นเพราะเชื่อกันว่า ประติมากรรมกลุ่มนี้ขุดได้ในเขตอำเภอดังกล่าวนี่แหละ

แน่นอนว่าที่ผมบอกว่า “เชื่อกันว่า” เป็นเพราะของกลุ่มนี้มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน เพราะเป็นของที่ได้จากการลักลอบขุดหาของเก่า แล้วเข้าไปสู่กระบวนการขายออกสู่ต่างประเทศ ดังนั้น ชื่อ “ประติมากรรมสำริดประโคนชัย” แต่เดิมจึงเรียกกันอยู่ในแวดวงนักค้าและสะสมโบราณวัตถุ ก่อนที่จะถูกใช้เรียกในแวดวงโบราณคดี และประวัติศาสตร์ศิลปะโลกในภายหลัง

 

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อ พ.ศ.2507 (แต่บางแหล่งข้อมูลก็รายงานว่าพบเมื่อปี พ.ศ.2508 ต่างหาก) ได้มีการค้นพบประติมากรรมสำริดขนาดไม่ใหญ่นักราว 300 ชิ้น ที่บริเวณ อ.ประโคนชัย โดยส่วนมากมีขนาดอยู่ระหว่าง 3-18 นิ้ว แถมยังมีที่ขนาดสูงกว่า 3 ฟุตขึ้นไป อีกประมาณ 10 ชิ้น เกือบทั้งหมดเป็นรูปพระโพธิสัตว์ และมีที่เป็นพระพุทธรูปพบร่วมอยู่ด้วยแต่มีก็อยู่ไม่มากนัก

แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วนะครับว่า โบราณวัตถุกลุ่มดังกล่าวถูกค้นพบโดย “นักล่าสมบัติ” ไม่ใช่ “นักโบราณคดี” เราจึงไม่มีข้อมูลอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเป็นของที่ถูกลักลอบขุดขึ้นมา (และนั่นก็หมายความด้วยว่า ข้อมูลแวดล้อมต่างๆ ของโบราณวัตถุชุดนี้ถูกทำลายไปหมด แม้กระทั่งความน่าเชื่อถือของตัวโบราณวัตถุเองด้วยซ้ำ)

และกว่าที่หน่วยงานของภาครัฐ โดยเฉพาะกรมศิลปากรจะทราบเรื่อง และดำเนินการใดๆ ได้ทัน โบราณวัตถุทั้งหมดนั้นก็ถูกจำหน่าย หรือลักลอบนำออกนอกประเทศไปจนหมดแล้ว

น่าตลกสิ้นดีที่หนึ่งในข้อมูลแวดล้อมที่ถูกทำลายไปพร้อมกับการลักลอบขุดเอาโบราณวัตถุชุดนี้ขึ้นมาก็คือ ที่มาที่แท้จริงของโบราณวัตถุชุดนี้ว่าขุดได้จากที่ไหนกันแน่?

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว บางกระแสก็ว่ารูปสำริดจำนวนมากเหล่านี้ได้จาก อ.ละหานทราย ซึ่งก็อยู่ในเขต จ.บุรีรัมย์ เหมือนกันต่างหาก

อ.ประโคนชัย กับ อ.ละหานทราย นั้น มีอาณาเขตตั้งอยู่ติดกัน พวกนักล่าสมบัติจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่ตรงที่ตัวเองขุดลงไปนั้นอยู่ในเขตพื้นที่อำเภออะไร ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลกอะไรนัก

แต่ตลกร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในพื้นที่บริเวณคาบเกี่ยวของสองอำเภอนี้ มีเขาลูกเล็กๆ ขนาดย่อมที่ชื่อว่า “เขาปลายบัด” และบนเขาลูกนั้นก็เป็นที่ตั้งของปราสาทขอมขนาดย่อมสองหลัง แต่หลังหนึ่งตั้งอยู่ในเขต อ.ประโคนชัย คือ ปราสาทปลายบัด 1 ตามชื่อเรียกในทะเบียนของกรมศิลปากร

และแน่นอนว่าอีกหลังก็ต้องทะลึ่งไปตั้งอยู่ในเขต อ.ละหานทราย คือ ปราสาทปลายบัด 2

 

เอ็มม่า ซี. บังเกอร์ (Emma C. Bunker) อดีตที่ปรึกษาทางด้านการวิจัยด้านศิลปะเอเชีย ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองเดนเวอร์ (Denver Art Museum) สหรัฐอเมริกา ได้เคยเขียนบทความเสนอว่า โบราณวัตถุกลุ่มที่เรียกว่าประติมากรรมสำริดประโคนชัยนี้ ได้มาจากปราสาทเขาปลายบัด 2 ที่ตั้งอยู่ในเขต อ.ละหานทราย

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน พื้นที่ตั้งของปราสาทปลายบัด 2 ได้เปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับ อ.เฉลิมพระเกียรติ ที่ถูกตั้งขึ้นใหม่ในโครงการจัดตั้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อเรือน พ.ศ.2539

โดยในครั้งนั้นได้มีการจัดตั้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ ขึ้นในโอกาสนี้ถึง 5 แห่ง ประกอบไปด้วยเขตพื้นที่ใน จ.นครราชสีมา, จ.นครศรีธรรมราช, จ.น่าน, จ.สระบุรี และก็ จ.บุรีรัมย์ นี่แหละ

และเมื่อพิจารณาจากภูมิหลังของบังเกอร์แล้ว ก็คงทำให้ใครหลายคนต้องหันมาฟังข้อเสนอของเธออย่างไม่อาจขัดขืนได้เลยทีเดียว เพราะเธอมีความสนิทสนมกันกับชายชาวอังกฤษที่ชื่อ นายดักลาส แลชฟอร์ด (Douglas Lashford) ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกฟ้องร้องในข้อหานำกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัย ส่งออกไปต่างประเทศให้กับบริษัท Spink and Son ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อย่างผิดกฎหมาย ก่อนที่จะได้มีการเสนอขายในระดับโลก

พูดง่ายๆ ก็คือ นายแลชฟอร์ดเป็นผู้ต้องสงสัยในการรับซื้อประติมากรรมสำริดประโคนชัยจากชาวบ้าน แล้วลักลอบนำออกไปขายนั่นแหละครับ

ประติมากรรมสำริดทั้ง 4 องค์ (ภาพจาก เฟซบุ๊ก สำนึก ๓๐๐ องค์ / Asian Art Museum)

มีข้อมูลระบุว่า นายแลชฟอร์ดเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2499 ต่อมาได้โอนสัญชาติเป็นไทย มีชื่อ-นามสกุลเป็นภาษาไทยว่า นายภัคพงษ์ เกรียงศักดิ์ ซ้ำยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาเพาะกายแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือนายกสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย) ตั้งแต่ พ.ศ.2545 มา 7 สมัย จนกระทั่งต้องลงจากตำแหน่งด้วยปัญหาสุขภาพ บนวัย 83 ปี เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2559 ก่อนที่จะเสียชีวิตลงเมื่อ พ.ศ.2563

ประติมากรรมจากประโคนชัยกลุ่มเจ้าปัญหานี้ถูกลักลอบขุดขึ้นมาใน พ.ศ.2507 ดังนั้น ถ้านายแลชฟอร์ดอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2499 จริงอย่างที่แหล่งข้อมูลระบุไว้ ก็เป็นไปได้ที่เขาจะบังเอิญไปได้พระโพธิสัตว์องค์นี้มา

ยิ่งเมื่อนายแลชฟอร์ดเป็นผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับโบราณวัตถุ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมขอมโบราณ ถึงขนาดที่เคยมีผลงานเล่มเขื่องที่ชื่อว่า “Adoration and Glory : The Golden Age of Khmer Art” ซึ่งก็เป็นหนังสือที่เขียนร่วมกันกับ เอ็มมา ซี. บังเกอร์ คนดี คนเดิมนี่แหละครับ

น่าสังเกตด้วยว่า บังเกอร์ได้เขียนทั้งบทความทางวิชาการ และหนังสือเกี่ยวกับกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัยอยู่เนืองๆ ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่จะถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าโบราณวัตถุกลุ่มนี้

และนี่ก็ยิ่งทำให้ความน่าจะเป็นที่กลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัยจะถูกขุดพบที่ปราสาทปลายบัด 2 อย่างที่บังเกอร์ได้บอกไว้ เป็นไปได้สูงมากเลยทีเดียว

 

นอกจากนี้แล้ว แลชฟอร์ดยังได้เคยนำประติมากรรมสำริดประโคนชัยองค์หนึ่ง คือรูปพระโพธิสัตว์ หล่อด้วยสำริด ขนาดเล็ก มีส่วนสูง 22.5 ซ.ม. ไปมอบให้กับพิพิธภัณฑ์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2516

พิพิธภัณฑ์ของคณะโบราณคดี เคยตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของพระตำหนักใหญ่ วังท่าพระ ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งก็เป็นตึกเรียนเก่าของคณะโบราณคดีเอง โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2516 ปีเดียวกับที่นายแลชฟอร์ดได้มอบรูปพระโพธิสัตว์สำริดประโคนชัยชิ้นนี้ไว้กับพิพิธภัณฑ์

แต่ต่อมาได้มีการยกเลิกพิพิธภัณฑ์นี้ไปอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ตั้งแต่ช่วงก่อน พ.ศ.2532 โดยในหนังสือที่ระลึก 5 รอบ 60 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ บางส่วนถูกกรมศิลปากรเรียกคืนไป แต่บางชิ้นถูกนำมาเก็บไว้ที่ตึกคณะโบราณคดี ซึ่งก็รวมถึงรูปพระศรีอาริยเมตไตรยที่ได้จากนายแลชฟอร์ดด้วย

อย่างไรก็ตาม รูปพระโพธิสัตว์องค์นี้ปัจจุบันไม่มีข้อมูลระบุว่าถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด? •

 

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’
เหมืองทองที่ล่องแจ้ง