bg-single

ถามหาความแน่นอน-ชัดเจน จากโฮปเวลล์-เขากระโดง ยุติธรรมระส่ำ

02.06.2025

เหยี่ยวถลาลม

 

ถามหาความแน่นอน-ชัดเจน

จากโฮปเวลล์-เขากระโดง

ยุติธรรมระส่ำ

 

“ค่าโง่ 2.4 หมื่นล้านบาท” จากคดีโฮปเวลล์ ถึงแม้รัฐจะยังไม่ได้จ่ายไปจริงๆ แต่ก็ควรจะได้รับการถกเถียงและสะสางมากกว่าการวางเฉย

สัญญา สถิรบุตร วิชิต ปลั่งศรีสกุล และ อันวาร์ สาและ จึงนัดพร้อมจูงมือกันไปยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ “ประมุข” ของฝ่ายนิติบัญญัติ

ที่ทั้งสามท่านอดีต ส.ส.กังขานักก็คือ กลไกกระบวนการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ น่าจะสับสน ก้าวก่ายกันและกัน ไม่มีความชัดเจนแน่นอน และอาจมีขบวนการแทรกแซงจนทำให้ “ผล” บิดเบือนเคลื่อนคลาดไป

สภาพเช่นนี้ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อถือและเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม จึงขอให้ “ประธานวันนอร์” แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มาจากทุกพรรคการเมือง ร่วมกันศึกษาและร่างกฎหมาย “สกัดกั้น” หรือป้องกันไม่ให้มี “ขบวนการใดๆ” แทรกแซงหรือบิดเบือนกลไกการใช้อำนาจของแต่ละฝ่าย

ยกตัวอย่าง 2 คดีที่เป็นมหากาพย์ ลากยาวมาถึง “ครึ่งศตวรรษ”

 

1. คดีโฮปเวลล์

กระทรวงคมนาคมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)ลงนามกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2533 ครั้งที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายมนตรี พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ให้สัมปทานสร้างทางรถไฟและถนนยกระดับระยะทาง 60 ก.ม.ใน กทม. โดยให้โฮปเวลล์ลงทุนเองทั้งหมด กำหนดแล้วเสร็จในปี 2543

แต่สัญญาสัมปทานถูกยกเลิกในปี 2541 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

โฮปเวลล์จึงทิ้งแท่งคอนกรีตยักษ์สูงโด่เด่นับพันต้นไว้เป็นสักขีแห่งความล้มเหลว!

“โฮปเวลล์” ฟ้อง

สองฝ่ายต่อสู้กันผ่านศาลอนุญาโตตุลาการ กินเวลายืดเยื้อยาวนานเกือบ 30 ปี จนกระทั่งศาลตัดสินตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการว่า ให้กระทรวงคมนาคมและ ร.ฟ.ท.คืนเงินที่โฮปเวลล์ลงทุนไปพร้อมด้วยดอกเบี้ยรวม 2.4 หมื่นล้านบาท

“แม้ผู้รับสัมปทานจะมีข้อบกพร่องในการดำเนินงานอยู่บ้าง แต่การที่หน่วยงานรัฐใช้อำนาจโดยพลการยกเลิกสัญญานั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหาย”

ในโลกเสรีนิยม ไม่มีคำว่า “ทำตามอำเภอใจ”

ก่อนจะมีคำพิพากษา กฎหมายให้เวลา 90 วัน สำหรับการ “ยื่นคำร้องคัดค้าน” คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ว่าให้รัฐชดใช้ 2.4 หมื่นล้าน

การจัดการเรื่องพิพาทกับโฮปเวลล์ครั้งนี้จึงมีเดิมพันสูง!

ถามว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไม “กระทรวงคมนาคม” และ “ร.ฟ.ท.” จึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจน “หมดสิทธิ” ที่จะยื่นคำร้องคัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ศาลจึงพิพากษาให้รัฐชดใช้ 2.4 หมื่นล้านบาท

การตัดสินคดีเป็นที่สิ้นสุด!

แต่กระทรวงคมนาคมกับ ร.ฟ.ท.เพิ่งเริ่มต้นดิ้นรน

“ร.ฟ.ท.” ไปฟ้องศาลว่า สัญญาที่ทำกับโฮปเวลล์นั้นเป็น “โมฆะ” ตั้งแต่แรกเพราะยังไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม.สมัยนั้น

ศาล “ไม่รับฟ้อง” เพราะสัญญานั้นรัฐร่างเอง ลงนามเอง และดำเนินโครงการเองทั้งสิ้น

เดือนกันยายน ปี 2563 ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม มีหนังสือแจ้งกับ ผอ.สำนักบังคับคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครอง ว่า “นายกฯ ประยุทธ์” ตั้งคณะกรรมการเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2562 ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วพบว่า การรับจดทะเบียนบริษัทโฮปเวลล์เมื่อปี 2533 ไม่ชอบตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลง 24 พฤศจิกายน 2515 (สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร)

ใครได้ยินได้ฟังก็คงจะหัวเราะหงายกลิ้ง

กระทรวงคมนาคมถือว่า สภาพความเป็นนิติบุคคลของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เป็นโมฆะ

ยกขึ้นมาใช้เป็น “เหตุ” ลบล้างหนี้ด้วยการระบุในหนังสือราชการว่า “ยังไม่สามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เพราะการปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก”

ในเดือนถัดมา นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟฯ ก็นำสำนวนทั้งหมดนั้นไปใช้เป็นหนังสือราชการถึง ผอ.สำนักบังคับคดีปกครองเช่นเดียวกัน

แต่โฮปเวลล์ก็ยืนยัน จัดตั้งบริษัทเป็นไปตามกฎหมายและมติ ครม. 20 มิถุนายน 2533 เพื่อลงนามและดำเนินการตามสัญญาสัมปทานซึ่งได้รับการยกเว้นการประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าวในกิจการขนส่ง ตามข้อ 2 ของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 แล้ว

ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่ง “ไม่รับฟ้อง” ที่กระทรวงคมนาคมและ ร.ฟ.ท.ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ ( ประเทศไทย) จำกัด

 

2. คดีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์

ที่ตรงนั้นมีพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่ปี พ.ศ.2462 สมัยรัชกาลที่ 6 ไว้สร้างทางรถไฟสายอีสาน ต่อมาพื้นที่บางส่วนราษฎรทำหนังสือขออาศัยทำกิน “ร.ฟ.ท.” ก็อนุญาต แต่พออยู่นาน ที่ดินนั้นถูกขายสิทธิ์ทำกิน จึงเป็นเหตุให้ ร.ฟ.ท.ต้องฟ้องขับไล่กันเรื่อยมา ช่วงปี 2560-2561 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมที่ดินเพิกถอนสิทธิ์ใบ สค.1 และ นส.3 ที่ไปยื่นออกโฉนด ทุกรายกรมที่ดินเพิกถอนตามคำสั่งศาล

เว้นแต่พื้นที่ยาวราว 8 กิโลเมตร เนื้อที่ 5,083 ไร่ ที่ “เขากระโดง” ซึ่งทั้งศาลอุทธรณ์ ภาค 3 และศาลฎีกา วินิจฉัยว่า “ที่ดินบริเวณเขากระโดง 5,083 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ ตาม พ.ร.ก.กำหนดเขตสร้างทางรถไฟสายอีสาน พ.ศ.2462”

ให้กรมที่ดินเพิกถอนสิทธิ์โฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบ

“กรมที่ดิน” การ์ดไม่ตก ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งแล้วสรุปว่า ไม่มีแผนที่ท้าย พ.ร.ก. เพื่อยืนยันแนวเขตที่ดินที่ชัดเจน

คราวนี้ “ร.ฟ.ท.” ก็เคว้งคว้างจากกรรมเก่า นั่นคือ ความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพย์สินของการรถไฟฯ

ในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจของไทยแต่ละหน่วย บางยุคก็ได้คนดี บางทีก็ได้คนร้าย กระนั้นก็เถอะ ต่อให้นับย้อนไปร้อยปี ก็ไม่เคยมี “เจ้าพนักงานของรัฐ” ที่เสียค่าโง่ให้กับใคร

มีแต่ประเทศเท่านั้นที่เสียค่าโง่ซ้ำซาก

ระบบป้องกัน “มี” แต่ “คน” ไม่ทำ!?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ ‘เสริมโอกาส สร้างอาชีพ’ ปี 4 ประเดิมที่แรก APCD หนุนกลุ่มเปราะบาง
เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)