
ดุสิตธานี ตำนานธุรกิจโรงแรมแห่งแรกๆ สะท้อนพัฒนาการสังคมธุรกิจไทย ภายใต้ร่างเงาธุรกิจครอบครัว วางรากฐานผ่านมาเพียง 2-3 รุ่น
เรื่องราวเปิดสู่สาธารณะ เมื่อการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT (25 เมษายน 2568) โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด (บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในสัดส่วน 49%) ไม่อนุมัติงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำต้องมีการเลื่อนการประชุมผู้ถือหุ้นออกไป (เป็น 28 พฤษภาคม 2568)
ปัญหาจึงขมวดปมไว้ให้ติดตามตอนต่อไปอย่างระทึกในวันนั้น
ข้อเขียนชิ้นนี้ มีขึ้นก่อนหน้าวันสำคัญ (28 พฤษภาคม 2568) ที่ว่านั้น เล็กน้อย ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร มิได้กระทบต่อแนวคิดหลักที่จะนำเสนอ เพื่อให้ภาพและบทเรียนหนึ่งสำหรับสังคมธุรกิจไทย ว่าด้วยความสัมพันธ์กับธุรกิจครอบครัว ส่วนใหญ่ผ่านมา 2-4 รุ่น เชื่อว่าเรื่องราวทำนองนี้ มิใช่กรณีสุดท้าย
หากย้อนกลับไปในยุคตั้งต้น เมื่อ DUSIT เป็นบริษัทแรกๆ เข้าตลาดหุ้นไทยซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้น (ปี 2518) แม้อยู่ในบางจังหวะบางช่วงคาบเกี่ยวนั้น ไม่ดีนัก เผชิญวิกฤตการณ์น้ำมันโลก จำต้องลดค่าเงินบาท จากช่วงปลายสงครามเวียดนาม สหรัฐพ่ายแพ้และถอนฐานทัพ ธุรกิจอเมริกันบางส่วนถอนการลงทุนจากไทย ภัยคุกคามคอมมิวนิสต์กับทฤษฎีโดมิโน สั่นคลอนอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆ ผ่อนคลาย
ในจังหวะนั้นเอง DUSIT ได้โอกาส มีแผนการขยายโรงแรมครั้งแรก (2521) เพิ่มห้องอีกเกือบเท่าตัว เป็นไปตามกระแส ท่ามกลางความเชื่อมั่นของสังคมไทย มีการขยับขยายการลงทุนระลอกใหญ่ กิจการโรงแรมเอง นักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาร่วมวง เปิดตัวในย่านใหม่ๆ ของกรุงเทพฯ อาทิ โรงแรมปาร์คนายเลิศ (ปี 2523) และโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว (ปี 2526)
โอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างในช่วงนั้น มีความต่อเนื่องพอสมควร จนถึงภาวะเศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู ทศวรรษ 2530 DUSIT ขยายเครือข่ายครั้งใหญ่ครั้งแรก สู่หัวเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว ทั้งภูเก็ต หัวหิน และเชียงใหม่
DUSIT ภายใต้การนำของนักธุรกิจสตรีไทยผู้โดดเด่น-ชนัตถ์ ปิยะอุย (15 พฤษภาคม 2465-3 พฤษภาคม 2563) อย่างที่ว่าไว้ในตอนที่แล้ว เปิดฉากตอนใหม่ภายใต้ร่างเงาธุรกิจครอบครัว นำทายาทเข้ามา ค่อยๆ มีบทบาท โดยเฉพาะบุตร-บุตรี ถึง 2 คน (จาก 3 คน) ในเวลาเดียวกัน (ปี 2522) ชนินทธ์ โทณวณิก บุตรคนโต กับ สินี เธียรประสิทธิ์ บุตรี เริ่มต้นด้วยตำแหน่งสำคัญ ในฐานะกรรมการ DUSIT ตั้งแต่เพิ่งก้าวสู่วัย 20 ปี ทั้งนี้ ทั้งสองคนยังมีอยู่ในคณะกรรมจากวันนั้นจนถึงวันนี้
แน่ละ ชนินทธ์ โทณวณิก ถูกวางบทบาททายาทไว้อย่างสูงเด่นอย่างตั้งใจแต่แรก เขาถูกส่งไปศึกษาในต่างประเทศตั้งแต่เยาว์วัย ว่าไปแล้ว เป็นแบบฉบับการสร้างบุคลากรของธุรกิจครอบครัวในยุคนั้น เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาที่อังกฤษ
ก่อนจะไปศึกษาด้านบริหารธุรกิจในสหรัฐ ตามกระแสอิทธิพลโลกตะวันตกอีกมิติหนึ่ง
ตัดฉากมาสู่ยุค ชนินทธ์ โทณวณิก อย่างแท้จริง เมื่อราวทศวรรษมานี่เอง DUSIT มีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายทีเดียว เป็นไปท่ามกลางสถานการณ์ พลิกผันและอ่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จากวิกฤตการณ์ COVID-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ซึ่งพัฒนาไปเป็นขั้นๆ เข้มข้นและขยายวงมากขึ้น
ยุค ชนินทธ์ โทณวณิก เริ่มต้นในช่วงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร DUSIT (2559-ปัจจุบัน) และอีกตำแหน่งที่สำคัญ คือกรรมการการลงทุน DUSIT (2560-ปัจจุบัน) ในช่วงเวลานั้น โครงสร้างคณะกรรมการมีการเปลี่ยนแปลงเกือบทั้งหมด 10 ใน 12 คน (นอกจากเขาและน้องสาว)
ผู้มาใหม่ล้วนมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ อาทิ อาสา สารสิน (ประธานกรรมการ) นวลพรรณ ล่ำซำ สมประสงค์ บุญยะชัย กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ และ ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ อย่างที่ว่าในตอนที่แล้ว ภาพของ DUSIT ดูดีขึ้นไม่น้อย
ขณะเดียวกัน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (2559-ปัจจุบัน) ในฐานะมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง ด้วยผ่านประสบการณ์ทั้งจากเครือข่ายธุรกิจระดับโลก สู่เครือข่ายธุรกิจใหญ่ไทย
ที่น่าสนใจในทีมบริหารมีบุคคลหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา ศิรเดช โทณวณิก บุตรชายของชนินทธ์ โทณวณิก นั่นเอง เขาเข้ามามีบทบาทสำคัญครั้งแรกในตำแหน่งผู้อำนวยฝ่ายบัญชี DUSIT (2548-2557) ในวัยราว 20 ปีเท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่เขาผ่านการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองจากอังกฤษ ขณะนั้นยังอยู่ในช่วง ชนัตถ์ ปิยะอุย มีบทบาทบริหารอย่างแข็งขัน
จากนั้นเมื่อเข้าสู่ยุคบิดาของเขา ศิรเดช โทณวณิก มีบทบาทมากขึ้น ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการลงทุน และขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นรองประธานฝ่ายปฏิบัติการ (2561-2565) และปัจจุบันเป็นรองประธานฝ่านพัฒนาธุรกิจโรงแรม (2565-ปัจจุบัน) ในวัย 40 ปี
เท่าที่สำรวจ ไม่ปรากฏมีคนในตระกูลคนอื่นๆ โดยเฉพาะที่มาจากคนในครอบครัวน้องสาว ชนินทธ์ โทณวณิก เข้ามามีบทบาทในการบริหาร DUSIT
เป็นช่วงเวลา DUSIT มีแผนการลงทุนใหม่ๆ ทั้งขยายเครือข่ายโรงแรม สู่ธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะอาหารและอสังหาริมทรัพย์ ในนั้นมีดีลสำคัญอย่างเกริ่นไว้ในตอนที่แล้ว “ความร่วมมือทางธุรกิจครั้งใหญ่ ระหว่างดุสิตธานีกับกลุ่มเซ็นทรัล ตามแผนการสร้างมูลค้าเพิ่มทางธุรกิจครั้งใหญ่ในพื้นที่เดิม-โรงแรมดุสิตธานี… ด้วยแรงขับเคลื่อน โดยธุรกิจใหญ่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน…”
ว่าไปแล้วเป็นแผนการใหญ่ที่แตกต่างหลายมิติ ไม่เพียงเป็นดีลระหว่างเครือข่ายธุรกิจใหญ่ไทย หากเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของเครือข่ายธุรกิจที่ถือเป็นคู่แข่งขันทางธุรกิจกันด้วย ทั้งในเครือเซ็นทรัล มีธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจหลัก 1 ใน 3 ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าว (บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL) อยู่ในตลาดหุ้นด้วย
ในแง่มุมหนึ่ง เป็นไปตามภาวะการลงทุนครั้งใหญ่ การระดมทุนจำวนมากตามลำพังของ DUSIT คงมีข้อจำกัด ทั้งนี้ เท่าที่มีข้อมูล DUSIT มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2540 (จาก 600 ล้านบาท เป็น 850 ล้านบาท)
เครือเซ็นทรัลผ่านบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN นอกจากร่วมมือกับ DUSIT ลงทุนโครงการ mix-used มูลค่ากว่าสามหมื่นล้านบาท (ปี 2560) เพื่อปรับโฉมโรงแรมดุสิตธานีเดิม โดยมีห้างสรรพสินค้ากลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาเปิดพื้นที่ด้วย
ยิ่งไปว่านั้น CPN ลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท เข้าถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT (2561) ในจำนวนมีนัยยะพอสมควร โดยแสดงความประสงค์ไม่เข้ามีบทบาทในการบริหาร จากข่าวสารในช่วงแรกระบุว่า ได้เข้าถือหุ้นถึงราว 23% แต่ปัจจุบันจากรายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุ CPN ถือหุ้นใน DUSIT เป็นอันดับสองในสัดส่วน 17.09%
ในช่วงที่ผ่านมา DUSIT ถือว่าอยู่ระยะเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อพิจารณาจากผลประกอบการ (พิจารณา “ข้อมูลจำเพาะ” ประกอบ) ไม่เพียงประสบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งได้งดการจ่ายเงินปันผลมาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน •
วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
