
Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ย้อนรอยประวัติศาสตร์
อาวุธชีวภาพสุดสยอง (1)
มนุษย์รู้จักความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาณ และความตายที่มาพร้อมโรคระบาด และพิษจากธรรมชาติมาช้านาน มันเป็นของขวัญจากปิศาจที่ชวนให้ความคิดสร้างสรรค์ด้านมืดของเราได้ประดิษฐ์อาวุธมาประหัตประหารกัน
พิษจากสัตว์หรือพืชถูกใช้กันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หนึ่งในตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดคือร่องรอยการใช้ ricin (โปรตีนพิษจากเมล็ดละหุ่งที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน) โดยเผ่านักล่าทางตอนใต้ของแอฟริกาตั้งแต่ 24,000 ปีที่แล้ว
ส่วนการใช้ “เชื้อโรค” ก็มีตัวอย่างให้เห็นมาหลายร้อยหลายพันปีก่อนเราจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า “จุลินทรีย์” ด้วยซ้ำ
บันทึกของนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกตั้งแต่สี่ร้อยปีก่อนคริสตกาลกล่าวถึงกลยุทธ์ของชาวซีเทีย (Scythian) ที่เอาซากมนุษย์และงูหรืออุจจาระผสมเลือดมาเคลือบหัวธนูยิงใส่ศัตรู รอยแผลเพียงเล็กน้อยจากอาวุธนี้มีโอกาสที่จะเน่าลุกลามถึงตายได้ (คาดว่าจะเกิดจากการติดเชื้อกลุ่ม Clostridium)
ช่วงศตวรรษที่สิบสี่ขณะที่กองทัพตาร์ตาร์ (Tartar) ล้อมเมืองท่าที่แหลมไครเมียก็ได้มีการยิงศพของคนตายจากกาฬโรค (black death) ข้ามกำแพงไปโดยหวังกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียดกดดันเมืองให้ยอมแพ้
ซากศพติดเชื้อเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นหนึ่งในต้นเหตุของการระบาดของกาฬโรคครั้งใหญ่ของยุโรปในเวลาต่อมา
อาวุธชีวภาพเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบๆ ด้วยความรู้เพียงว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ “อันตรายแต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” ที่สามารถเอามาใช้ทำร้ายกันได้
ดังนั้น ประสิทธิภาพของพวกมันยังวัดผลไม่ได้ชัด หรือบางครั้งก็ส่งผลกระทบมาโดนผู้ใช้งานเอง
ที่สำคัญคือ ข้อมูลอันจำกัดในหลักฐานบันทึกต่างๆ ก็มักจะไม่เพียงพอจะแยกแยะระหว่างโรคภัยที่เกิดเองตามธรรมชาติกับที่เกิดจากความตั้งใจของมนุษย์

Cr.ณฤภรณ์ โสดา
การปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงศตวรรษที่ 18-19 และด้านจุลชีววิทยาช่วงศตวรรษที่ 19-20 ทำให้มนุษย์เริ่มสามารถคัดแยก ศึกษา และเพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ในสเกลใหญ่
เทคโนโลยีเหล่านี้ให้กำเนิดอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ สารเติมอาหาร ยา และเคมีภัณฑ์จากกระบวนการหมัก (ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 1-3) แน่นอนว่าชาติมหาอำนาจย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะใช้มันเป็นอาวุธสงคราม
ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีข่าวลือว่าทั้งฝั่งฝรั่งเศสและเยอรมนีต่างพยายามพัฒนาอาวุธชีวภาพจาก Bacillus anthracis (โรคแอนแทรกซ์) และ Burkholderia mallei (โรคแกลนเดอร์ส) แต่ไม่มีฝ่ายไหนยอมรับอย่างเป็นทางการ
ตัวอย่างที่มีหลักฐานชัดตามบันทึกจดหมายเหตุแห่งชาติของสหรัฐ คือกรณีของ Anton Dilger แพทย์และนักจุลชีววิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ผู้กลายเป็นผู้ก่อการร้ายชีวภาพคนแรกที่ปฏิบัติการบนแผ่นดินสหรัฐ
สหรัฐวางตัวเป็นกลางในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแต่สนับสนุนฝั่งสัมพันธมิตรด้วยการส่งยุทธปัจจัยรวมทั้งม้าและล่อจำนวนหลายแสนตัวไปยังยุโรป
ฝ่ายการทหารของเยอรมนีพยายามตัดเส้นทางลำเลียงนี้ผ่านการก่อวินาศกรรม
Dilger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก เป็นศัลยแพทย์หนุ่มเสน่ห์แรง ฝั่งใฝ่เยอรมนี ถือพาสปอร์ตอเมริกัน แถมยังเชี่ยวชาญการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ เขาจึงถูกหน่วยข่าวกรองเยอรมนีชักชวนให้กลับมาทำภารกิจลับในอเมริกา
ในปี 1915 เขาได้จัดตั้งห้องแล็บลับขึ้นในบ้านเช่าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ภายหลังรู้จักกันในชื่อ “Tony’s Lab” เพื่อเพาะเชื้อโรคร้ายแรงอย่างแอนแทรกซ์และแกลนเดอร์ส ร่วมกับน้องชาย และกลุ่มสายลับเยอรมนี
เชื้อเหล่านี้ถูกส่งไปยังท่าเรือต่าง ๆ ที่ซึ่งลูกเรือและกรรมกรที่ได้รับค่าจ้างจะแอบฉีดเข้าไปในม้าและล่อที่กำลังจะถูกส่งไปสมทบกับกองกำลังฝ่ายพันธมิตรในยุโรป
แม้จะฆ่าม้าและล่อไปสำเร็จนับพันตัว แต่ผลกระทบต่อสงครามโดยรวมยังถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับอีกหลายแสนตัวที่ยังถูกส่งไปยุโรปสำเร็จ
เมื่อเริ่มมีการจับตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ Dilger จึงรีบเดินทางกลับเยอรมนีและภายหลังยังคงพัวพันกับกิจกรรมจารกรรม รวมถึงปฏิบัติการในเม็กซิโก ก่อนจะเสียชีวิตลงในสเปนเมื่อปี 1918 ด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สเปน (แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าเขาอาจถูกลอบวางยาจากฝ่ายเดียวกันเองเพื่อปิดปากไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล)
เรื่องราวของ Dilger แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้ความรู้ทางชีววิทยาเพื่อการทำลายล้าง เป็นการเริ่มต้นยุคเริ่มต้นของการก่อการร้ายชีวภาพโดยรัฐ และได้กลายเป็นต้นแบบให้กับโครงการอาวุธชีวภาพยุคหลัง

การใช้อาวุธชีวภาพจากของสกปรกและซากศพในยุคโบราณและยุคกลาง
Cr.ณฤภรณ์ โสดา

สายลับเยอรมนีในอเมริกาฉีดเชื้อโรคทำลายม้าและล่อช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
Cr.ณฤภรณ์ โสดา
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
