bg-single

ประติมากรรมสำริดประโคนชัย ที่ไทยจะได้คืนจากอเมริกามาจากไหน? (อีกสักตอน)

08.06.2025

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัย ก็คือเป็นกลุ่มรูปเคารพในพุทธศาสนาแบบมหายาน เพราะนอกเหนือจากจะมีการหล่อพระพุทธรูปแล้ว ก็ยังพบรูปหล่อสำริดของพระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมากอยู่ด้วย

และยังน่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่า มักจะพบการหล่อรูปของ “พระศรีอาริยเมตไตรย” มากเป็นพิเศษ

ในจักรวาลความคิดแบบพุทธศาสนาเถรวาทนั้น “พระโพธิสัตว์” หมายถึง ผู้ที่รอจะลงมาประสูติเป็นพระอนาคตพุทธเจ้า โดยประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต อันเป็นสวรรค์ห้องฟ้าที่ 4 ในฉกามาพจรภพ คือสวรรค์ทั้ง 6 ห้องฟ้า

ดังนั้น ตามมติของเถรวาท “พระศรีอาริยเมตไตรย” จึงเป็นพระโพธิสัตว์เพียงองค์เดียวในห้วงปัจจุบันขณะ

ในขณะที่พุทธศาสนาแบบมหายานนั้น แปลความคำว่า “พระโพธิสัตว์” แตกต่างไปจากนั้นมาก เพราะหมายถึงผู้ที่สามารถบรรลุหลุดพ้นจากสังสารวัฏ แต่กลับตัดสินใจที่จะยังไม่ก้าวเข้าสู่พระนิพพาน เพื่ออยู่คอยช่วยเหลือสัตว์โลกต่างๆ ให้เข้าสู่พระนิพพานไปก่อน

ดังนั้น ในขณะที่ฝ่ายเถรวาทมีพระโพธิสัตว์อยู่รอเข้ารับตำแหน่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป อยู่แค่ตามลำพังเพียงองค์เดียว

แต่ในท้องจักรวาลของมหายานนั้น กลับมี “พระโพธิสัตว์” ท่องทะยานอยู่ให้เพียบองค์ไปหมด ที่รู้จักกันมากหน่อยก็เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งก็คือ เจ้าแม่กวนอิม ในความเชื่อแบบจีน เป็นต้น

แน่นอนว่า ในความเชื่อแบบมหายานนั้น พระศรีอาริยเมตไตรย ก็ถูกนับว่าเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ไม่ต่างไปจากพระอวโลกิเตวศวรด้วยเช่นกัน

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ภาพจากกรมศิลปากร

ในกรณีของกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัยนั้น พบทั้งรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (สังเกตได้จากการมีสัญลักษณ์รูปพระอมิตาภะพุทธเจ้า อันเป็นพระพุทธเจ้าองค์สำคัญตามตติมหายาน นั่งขัดสมาธิอยู่บนมุ่นมวยผม) และรูปพระศรีอาริยเมตไตรย (อันมีสัญลักษณ์ทำเป็นรูปเจดีย์ประดับอยู่บนมุ่นมวยผมของพระองค์) นอกจากนี้ ยังมีรูปสำริดที่เข้าใจกันว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ไม่ทราบว่าคือองค์ใด เพราะไม่ปรากฏเครื่องหมายสัญลักษณ์บ่งบอกใดๆ อยู่ด้วยอีกหลายองค์

การพบรูปสัญลักษณ์บ่งชี้ถึงพระอวโลกิเตศวร และพระศรีอาริยเมตไตรย เพียง 2 องค์นี้ จึงมีนัยยะที่แสดงถึงการให้ความสำคัญกับพระโพธิสัตว์ทั้งคู่เป็นพิเศษ

โดยเฉพาะ “พระศรีอาริยเมตไตรย” ซึ่งไม่ค่อยจะพบร่องรอยของการเคารพบูชาพระองค์มากเป็นพิเศษอย่างนี้ ต่างกับพระอวโลกิเตศวร ซึ่งดูจะเป็นที่ป๊อปปูลาร์กว่ากันมาก ในหลายๆ กลุ่มวัฒนธรรมที่ยอมรับนับถือในพุทธศาสนาแบบมหายาน

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ภาพจากกรมศิลปากร

หัวหน้ากลุ่มศิลปะเอเชีย (Department of Asian Art) คนปัจจุบันของพิพิธภัณฑ์ Ruth and Bruce Dayton Curator of Asian Art มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง เดนิส พาตรี ไลดรี (Denise Patry Leidy) ได้เคยตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับรูปพระศรีอาริยเมตไตรย กลุ่มประโคนชัยเอาไว้ว่า ประติมากรรมกลุ่มนี้น่าสร้างขึ้นในศาสนาพุทธแบบตันตระ (หมายถึงพุทธศาสนาแบบที่เจริญในอินเดียเหนือ ช่วงก่อน พ.ศ.1000 เล็กน้อย ซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อไปให้กับเนปาล และทิเบต) มากกว่าที่จะเป็นพุทธศาสนามหายานแบบดั้งเดิม

คุณไลดรี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพุทธศิลป์ ได้ให้เหตุผลเอาไว้ว่า พุทธศาสนามหายานแบบก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นตันตระนั้น มักจะสร้างรูปพระศรีอาริยเมตไตรยในฉลองพระองค์อย่างกษัตริย์ แต่ในกลุ่มรูปพระศรีอาริยเมตไตรยในประติมากรรมสำริดประโคนชัยนั้น ครองเครื่องอย่างนักบวช เหมือนกับงานพุทธศิลป์ของฝ่ายตันตระ

(ผมไม่ได้หมายความว่า เมื่อพุทธแบบตันตระกำเนิดขึ้นมาแล้ว จะไม่มีพุทธศาสนามหายานแบบก่อนหน้าเหลืออยู่นะครับ เพราะก็มีปรากฏอยู่ควบคู่กันต่อจากนั้น ไม่ต่างจากเมื่อพุทธศาสนาแบบมหายานแตกออกไปจากเถรวาทนั่นแหละ)

ว่ากันว่า ที่ฝ่ายตันตระยานจับพระศรีอาริยเมตไตรยมาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นนักบวชนั้น เป็นเพราะมีความเชื่อที่ว่า พระโพธิสัตว์องค์นี้ทรงเป็นเลิศในทางเจริญวิปัสสนา ดังปรากฏความอยู่ในคัมภีร์ที่มีชื่อว่า คันธวยุหสูตร ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อก่อน พ.ศ.1000 แล้ว โดยถือเป็นคัมภีร์เล่มสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาความคิดของพุทธศาสนาแบบมหายาน ไปเป็นตันตระยานนี่แหละ

(ก็สำคัญขนาดที่ว่า เรื่องราวโดยละเอียดในคัมภีร์ฉบับนี้ ได้ถูกนำไปสลักเล่าเรื่องอยู่บนมหาสถูปบุโรพุทโธ บนเกาะชวาด้วยเลยนี่แหละ)

คุณไลดรียังได้เสนอต่อไปอีกด้วยว่า การเข้ามาของพุทธศาสนาแบบตันตระ ในดินแดนที่ผลิตประติมากรรมสำริดแบบประโคนชัยนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่มีชื่อว่า “บุณโยทัย”

พระบุณโยทัยรูปนี้เป็นชาวอินเดีย ที่เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังจักรวรรดิต้าถัง ที่เมืองฉางอัน (ปัจจุบันคือ ซีอาน ประเทศจีน) เมื่อ พ.ศ.1198 แต่หลังจากนั้นเพียง 1 ปี ท่านก็ได้รับคำสั่งของจักรพรรดิถังเกาจง ให้เดินทางมาเก็บสมุนไพรในดินแดนที่เรียกตามสำเนียงจีนว่า “เจนละ” โดยท่านได้ระบุเอาไว้ท่านได้มาเผยแผ่พุทธศาสนาแบบตันตระ ซึ่งต่อมาจะได้รับการยอมรับนับถือในดินแดนของเจนละเป็นอย่างมาก

แน่นอนว่า “ตันตระเจนละ” นั้นต้องอยู่ในอุษาคเนย์ และตั้งอยู่ในบริเวณที่ครอบคลุมพื้นที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัย ซึ่งไม่มีหลักฐานของพุทธศาสนาแบบตันตระในช่วงก่อนเรือน พ.ศ.1200 อยู่เลย ดังนั้น คุณไลดรีจึงเสนอว่า บุณโยทัยนี่แหละที่นำศาสนาพุทธแบบนี้มาเผยแผ่ จนเกิดเป็นการสร้างกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัยขึ้นมา

พระโพธิสัตว์ ภาพจากกรมศิลปากร

ในหนังสือซินถังซรู ที่แปลตรงตัวว่า พงศาวดารราชวงศ์ถังฉบับใหม่ (แต่แต่งขึ้นหลังสมัยราชวงศ์ถัง โดยจักรพรรดิจีนในสมัยราชวงศ์ซ่ง สั่งให้เรียบเรียงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ถังขึ้นใหม่ โดยให้สอบทานกับหลักฐานต่างๆ ให้มีความถูกต้องที่สุด โดยเริ่มเรียบเรียงใน พ.ศ.1587 และเขียนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.1603) ระบุว่า อะไรที่จีนเรียกว่า “เจนละ” นั้น ถูกแบ่งออกเป็น “เจนละบก” (เป็นที่ยอมรับกันในแวดวงวิชาการว่าคือ พื้นที่ภาคอีสานตอนล่างของไทย) กับ “เจนละน้ำ” (หมายถึงที่ราบลุ่มตนเลสาปเขมร) เมื่อเรือน พ.ศ.1250 อันเป็นช่วงเวลาหลังขากที่บุณโยทัยเดินทางเข้ามาในเจนละหลายสิบปีแล้ว

และจึงทำให้เป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะระบุชัดได้ว่า ตรงไหนของเจนละแน่ ที่บุณโยทัยได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาพุทธแบบตันตระระยะต้น ระหว่างพื้นที่เจนละบกในที่ราบสูงโคราช กับเจนละน้ำในที่ราบลุ่มตนเลสาปเขมร?

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ราบลุ่มตนเลสาปเขมรนั้น ก็ไม่ได้มีการค้นพบโบราณวัตถุ ที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของการนับถือศาสนาพุทธแบบตันตระระยะต้น ได้อย่างชัดเจนเท่ากับกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัย ที่สัมพันธ์อยู่กับพื้นที่เจนละบกหรอกนะครับ

โดยเฉพาะเมื่อการกำหนดอายุกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคนชัยเหล่านี้ ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ศิลปะแล้ว ก็ควรที่จะมีอายุอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ.1175-1350 อันเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันกับการเข้าของพระภิกษุบุณโยทัยในดินแดนเจนละ

พระพุทธรูปยืน ภาพจากกรมศิลปากร

สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมอีกอย่างก็คือ จากบันทึกของบุณโยทัย ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ท่านเป็นศิษย์ของท่านนาคารชุน อันเป็นผู้ประกาศพุทธศาสนานิกายมัธยามิกะขึ้นมา

แต่บุณโยทัยเองก็คงเป็นเพียงศิษย์ทางคำสอนของท่านนาคารชุนเท่านั้น เพราะนาคารชุนมีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่าง พ.ศ.700-800 ซึ่งนับว่าห่างจากยุคที่บุณโยทัยมีชีวิตอยู่เกือบ 400 ปี

แต่การที่พระบุณโยทัยอ้างอย่างนี้แหละ จึงทำให้ท่านถูกจักรพรรดิถังเกาชงสั่งให้ไปหาสมุนไพรอายุวัฒนะจากดินแดนทางใต้ (หมายถึงอุษาคเนย์ ที่มีเจนละรวมอยู่ในนั้น) มาให้ เพราะมีความเชื่อกันว่า ท่านนาคารชุน (จีนเรียกพระโพธิสัตว์หลงเหมิน) นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญทางยา บ้างก็ว่าท่านเป็นอมตะ บ้างก็ว่ามีอายุนับหลายร้อยปี

นิกายมัธยามิกะของท่านนาคารชุนนี้ ถือว่าเป็นต้นกระแสธารของพุทธศาสนาแบบตันตระ โดยช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่จะพัฒนาเป็นตันตระแบบเต็มตัวนั้น ก็มีนิกายที่สำคัญอีกนิกายหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงร่วมสมัยกันกับช่วงเวลาที่พระบุณโญทัยมีชีวิตอยู่ (ในทางโบราณคดี มักจะเรียกช่วงสมัยนี้ในอินเดียว่า หลังคุปตะ คือหลังราชวงศ์คุปตะ ซึ่งถือเป็นยุคคลาสสิคของอินเดียเสื่อมอำนาจลง) นั่นก็คือนาย “วิชญาณวาท” หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “โยคาจารย์”

ที่เรียกว่า นิกายโยคาจารย์ เพราะเป็นนิกายของผู้ปฏิบัติโยคะ มีท่านไมเตรยนาถ เป็นผู้ก่อตั้งนิกาย โดยมีความเชื่อเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรยได้ปรากฏกายขึ้นต่อพระสงฆ์ผู้เผยแพร่นิกายองค์สำคัญของนิกายที่มีชื่อว่า อสังคะ จนท่านได้บรรลุธรรมรู้แจ้ง

แต่ความเชื่อตามแบบตันตระในระยะหลังจากนั้นจะระบุว่า เมื่อพุทธศาสนาล่วงมาได้ 1,000 ปี ท่านอสังคะนั้นได้เดินทางขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อพบกับพระศรีอาริยเมตเตรย แล้วจึงได้รับคัมภีร์ลึกลับของพุทธศาสนาแบบตันตระลงมาเผยแผ่

พระภิกษุบุณโยทัยอ้างว่า เป็นศิษย์ท่านนาคารชุน ส่วนพุทธศาสนาแบบตันตระนั้น ก็ถือว่าท่านอสังคะ แห่งนิกายโยคาจารย์ ที่สืบสายมาจากนิกายของท่านนาคารชุนอีกทอด เป็นผู้นำคัมภีร์ลึกลับในนิกายตันตระของพระศรีอาริยเมตไตรยลงมายังโลกมนุษย์

แถมความนิยมของนิกายนิกายโยคาจารย์ในอินเดียนั้นก็ร่วมสมัยกันกับช่วงชีวิตของพระบุณโยทัย ผู้เคยเดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาแบบตันตระที่เจนละนี่แหละ

ไม่ต้องสงสัยเลยนะครับว่า ทำไมกลุ่มประติมากรรมสำริดประโคคนชัยจึงมีรูปพระศรีอาริยเมตไตรยเสียให้เพียบ •

 

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.