bg-single

Thai-style Neoclassical Revival กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง บนถนนราชดำเนิน (3)

19.06.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

Thai-style Neoclassical Revival

กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง

บนถนนราชดำเนิน (3)

กลางทศวรรษ 2530 ในห้วงขณะที่รูปแบบ Neo-Classic ก้าวสู่จุดสูงสุดทางสถานะและความหมายในสังคมไทย รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกอีกรูปแบบหนึ่งกลับเริ่มประสบชะตากรรมในทางตรงข้าม นั่นก็คือ รูปแบบ Art Deco ในยุคคณะราษฎร หรือที่เรียกกันในอีกชื่อว่า “สถาปัตยกรรมคณะราษฎร”

นับตั้งแต่คณะราษฎรหมดอำนาจจากการรัฐประหาร 2490 “สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” ก็หมดบทบาทไปและถูกแทนที่ด้วยรูปแบบ “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” ในส่วนที่เป็นอาคารราชการ และ “รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่” รูปแบบอื่นๆ ในส่วนที่เป็นอาคารเอกชน และเริ่มถูกอธิบายว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมที่เป็นของแปลกปลอมจากตะวันตก ไม่เข้ากับสภาพภูมิอากาศของไทย ไร้ซึ่งความเป็นไทย

อาคารบางหลัง เช่น ศาลาเฉลิมไทยบนหัวมุมถนนราชดำเนินกลาง ไปไกลถึงขนาดที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ “ต่ำทราม” และต้องถูกรื้อทิ้งเพราะเป็นทัศนอุจาดที่บดบังโลหะปราสาทวัดราชนัดดารามวรวิหาร

น่าสังเกตนะครับว่า รูปแบบ Neo-Classic ซึ่งก็สร้างขึ้นตามอย่างอิทธิพลตะวันตก ไม่เข้ากับสภาพภูมิอากาศแบบไทยๆ และไม่มีความเป็นไทยเช่นกัน กลับไม่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแบบเดียวกัน และในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมาต่างทยอยได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานในฐานะมรดกอันทรงคุณค่าของชาติ

ศาลาเฉลิมไทย ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า อาคารหลายหลังตระกูล Neo-Classic มีคุณค่าคู่ควรขึ้นทะเบียนแน่นอน แต่ประเด็นของผมก็คือ อาคารตระกูล Art Deco ยุคคณะราษฎร หลายหลังก็มีคุณค่าควรขึ้นทะเบียนและไม่ควรถูกรื้อเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลาเฉลิมไทย และกลุ่มอาคารศาลาฎีกาหลังเก่า

การเดินสวนกันทางสถานะและความหมายระหว่างรูปแบบศิลปะ-สถาปัตยกรรมตะวันตกสองแนวทางซึ่งต่างก็ไม่สื่อถึงความเป็นไทยทั้งคู่ แต่คุณค่าต่างกันราวฟ้ากับเหว เกิดขึ้นได้เพราะการเมืองเรื่องความทรงจำที่ยึดโยงรูปแบบสถาปัตยกรรมทั้งสองแบบผูกมัดเข้าไว้กับเรื่องเล่าว่าด้วยการปฏิวัติ 2475

Art Deco ยุคคณะราษฎร มีสถานะเป็นเพียงงานศิลปะของพวกปฏิวัติล้มล้างการปกครองที่ไม่มีดีเลยสักอย่าง ซึ่งไม่มีข้อความไหนจะสะท้อนทัศนะเช่นนี้ได้ดีไปกว่าปาฐกถาของ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อ พ.ศ.2528 ในงานสัมมนาศิลปกรรมหลัง 2475 ที่จัดขึ้น ณ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า

“…สำหรับศิลปกรรมของไทยหลัง 2475 นั้น ถ้าจะพูดกันตามตรง พูดกันด้วยความรักชาติตามสมควร ก็จะต้องบอกว่าเป็นยุคของศิลปกรรมที่เสื่อมโทรมที่สุด คือไม่มีศิลปกรรมไทยเกิดขึ้นในยุคนี้…ผู้นำปฏิวัติก็เท่ากับเป็นนักเรียนนอก กลับมาจากฝรั่งเศส รสนิยมในทางศิลปะอะไรของท่านเหล่านั้นอยู่แค่คาเฟ่ริมถนนที่กรุงปารีส ภาพที่เห็นสวยงามก็ภาพโป๊…”

ส่วน Neo-Classic รวมถึงรูปแบบตะวันตกอื่นๆ ในยุครัชกาลที่ 5 มีสถานะสูงส่งในระดับที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือนำพาสยามรอดพ้นการตกเป็นอาณานิคมของต่างชาติได้เลย

ซึ่งข้อเขียนที่สะท้อนทัศนะนี้ได้ดีที่สุดอีกเช่นกันก็คือ บทความของ คุณไกรฤกษ์ นานา เรื่อง “ความรุ่งเรืองสถาปัตยกรรมฝรั่งในบางกอก สวนทางกับชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ของช่างฝรั่งผู้สร้าง” ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2560 ความตอนหนึ่งว่า

“…ความอลังการของสถาปัตยกรรมตะวันตกในบางกอกจากสมัยรัชกาลที่ 5 สะท้อนห้วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง และวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ…การเปิดประเทศของสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ด้วยการรับเอาอารยธรรมตะวันตกเป็นแม่แบบใบการพัฒนา ทำให้เกิดการส่งเสริมศิลปะรูปแบบใหม่ทั้งการนำเข้าศิลปินสาขาต่างๆ ตลอดจนผลงานศิลปะจากยุโรปโดยตรง ทั้งจากความพยายามดัดแปลงประยุกต์ศิลปะยุโรปให้เข้ากับเอกลักษณ์ศิลปะแบบไทย ศิลปะฝรั่งได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างชาติให้ทันสมัยและมีเสถียรภาพจากการสบประมาทของนักล่าเมืองขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหมายรวมไปถึงการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้รัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ไปในตัว…”

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอาคาร Art Deco สองข้างถนนราชดำเนินกลาง ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ขอย้อนกลับไปประเด็นความนิยมแบบมวลชนในรูปแบบ Neo-Classic ที่นำมาซึ่งการสร้างอาคารสไตล์นี้กันล้นหลามในทศวรรษ 2530 ที่ลามไปจนถึงความนิยมในการเลือกอาคารแนวนี้เป็นฉากของบ้านผู้ดีไทยในละครหลังข่าว และการวางขายยอดโดม หัวเสาโรมัน น้ำพุ และรูปปั้นเทพโรมัน ริมถนนอีกครั้ง

กระแสนี้ใช่ว่าจะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใดนะครับ ในวงการสถาปัตยกรรม ณ ขณะนั้น (แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังปรากฎอยู่บ้าง) ต่างแสดงความเห็นต่อต้านการสร้างอาคารด้วยรูปแบบ Neo-Classic กันมากพอสมควร ทั้งในเชิงความไม่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแบบไทยๆ ไปจนถึงการวิจารณ์ในเชิงดูหมิ่นว่าเป็นรสนิยมที่ด้อยคุณภาพ

ยิ่งเมื่อเจอเข้ากับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในต้นทศวรรษ 2540 ก็ยิ่งทำให้กระแส Neo-Classic ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ส่วนตัวยังหาคำอธิบายที่น่าพอใจไม่ได้ว่าทำไมรูปแบบดังกล่าวจึงลดความนิยมลงไปมากหลังวิกฤต อาจเป็นได้ทั้งกระแสชาตินิยมไทยและโหยหาความเป็นไทยที่พุ่งสูงขึ้น กระแสแฟชั่นการออกแบบที่เปลี่ยนไป หรือความต้องการของตลาดเปลี่ยนแปลง ฯลฯ ซึ่งประเด็นนี้คงต้องรอให้ผู้สนใจมาศึกษาวิเคราะห์จริงจังกันต่อไป

แน่นอนนะครับ ทัศนะแบบคุณไกรฤกษ์ข้างต้นยังดำรงอยู่อย่างมั่นคงแข็งแรง แต่ในเชิงความนิยมชมชอบรูปแบบนี้ที่กระจายตัวลงมาสู่การสร้างงานแนวทางนี้ขึ้นใหม่ๆ ในสังคมไทย กลับมิได้พุ่งสูงขึ้นเหมือนในทศวรรษ 2530 แต่อย่างใด

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อสถานะและความหมายของ Neo-Classic จะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงหลังการรัฐประหาร 2557 ที่ส่งผลให้รูปแบบนี้กลับมาได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากกลุ่มชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมไปจนถึงประชาชนทั่วไป

ทำไมถึงต้องเป็นรัฐประหาร 2557

คําตอบคือ ปรากฏการณ์นี้สัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไม่นาน นั่นก็คือ ปรากฏการณ์ที่ผมชอบเรียกว่า “การเกิดใหม่ครั้งที่ 2 ของคณะราษฎร” หลังการรัฐประหาร 2549 ที่มาพร้อมกับการรื้อฟื้น ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ ตลอดจนเรื่องเล่าเชิงบวกต่างๆ ของกลุ่มคณะราษฎร ทั้งโดยกลุ่มคนเสื้อแดงและคนรุ่นใหม่ ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของการต่อต้านรัฐประหาร

ภายใต้กระบวนการรื้อฟื้นดังกล่าว ได้นำมาซึ่งการรื้อฟื้นสถานะและความหมายเชิงบวกของงานศิลปะ-สถาปัตยกรรมสไตล์ Art Deco ที่สร้างขึ้นในยุคคณะราษฎร ให้กลับมามีพลังทางสังคมและการเมืองอีกครั้งด้วย (ดูรายละเอียดใน ชาตรี ประกิตนนทการ, ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร : สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2563)

การหวนกลับมาให้คุณค่าดังกล่าวสร้างความไม่พอใจต่อชนชั้นนำเป็นอย่างมาก เพราะกระแสนี้มิได้เกิดขึ้นเพราะชมชอบในเชิงการออกแบบหรือความงดงามทางศิลปะ แต่มันคือการเมือง เป็นการใช้รูปแบบดังกล่าวในเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารนัยยะย้อนกลับไปยกย่องสิ่งที่คณะราษฎรทำและสร้าง ซึ่งแน่นอนย่อมรวมไปถึงการยกย่องการปฏิวัติ 2475 ที่ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง

ความหมายของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินกลาง หลังรัฐประหาร 2549 ในสายตาประชาชนคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก มิใช่อนุสาวรีย์ของพวกฟาสซิสต์ตามที่ภาครัฐและชนชั้นนำพยายามใส่ความหมายมาตลอดหลายสิบปีอีกต่อไป แต่คืออนุสาวรีย์ที่สื่อความหมายโดยตรงของยุคสมัยแห่งความรุ่งเรือง เป็นประชาธิปไตย อำนาจเป็นของประชาชน ความเสมอภาคเท่าเทียมทางสังคม ฯลฯ

ตึกสองข้างทางถนนราชดำเนินกลาง มิใช่สถาปัตยกรรมที่ต่ำทรามและไม่เป็นไทยอีกต่อไป แต่คือสถาปัตยกรรมไทยใหม่ในระบอบประชาธิปไตยต่างหาก ความรู้สึกชื่นชมยินดีในการรื้อศาลาเฉลิมไทยออกไปเริ่มเปลี่ยนกลายมาเป็นการโหยหาเสียดายมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ หลังการก่อรัฐประหาร 2557 รัฐบาลทหารและกลุ่มชนชั้นนำอนุรักษนิยมทั้งหลายจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะเข้ามาจัดการปรากฏการณ์ “การเกิดใหม่ครั้งที่ 2ฯ” ดังกล่าว โดยเริ่มทำการรื้อ ย้าย และบังคับสูญหายสิ่งก่อสร้างตลอดจนศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎร ที่สำคัญเช่น หมุดคณะราษฎร, อนุสาวรีย์ปราบกบฏ, อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญจำลองในต่างจังหวัด ฯลฯ

ขณะเดียวกัน เราจะเริ่มสังเกตเห็นถึงการฟื้นย้อนกลับมาของรูปแบบงานศิลปะ-สถาปัตยกรรมตระกูล Neo-Classic มากขึ้น หรือที่ผมเรียกมันว่า Thai-style Neoclassical Revival

สรุปก็คือ Thai-style Neoclassical Revival เป็นปรากฏการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำมาปะทะเข้ากับกระแส “การเกิดใหม่ครั้งที่ 2 ของคณะราษฎร” ที่มีรูปแบบ Art Deco เป็นสัญลักษณ์

Thai-style Neoclassical Revival คือสัญลักษณ์ของยุครุ่งเรืองศิวิไลซ์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสายตากลุ่มชนชั้นนำอนุรักษนิยม

ในขณะที่ Art Deco คือสัญลักษณ์ของยุคประชาธิปไตยและความเสมอภาคทางสังคมในทัศนะของกลุ่มที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐประหาร

สงครามความหมายผ่านรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมในครั้งนี้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นบนถนนราชดำเนินกลาง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน