bg-single

พระอรุณเทพบุตรในสถาปัตยกรรมคณะราษฎร กับสถาปัตยกรรมของฝั่งนิยมเจ้า

22.06.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมสมัยคณะราษฎร อย่าง ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เคยอธิบายไว้ในงานเขียนหลายชิ้นในทำนองที่ว่า สิ่งก่อสร้างและงานศิลปกรรมต่างๆ ที่คณะราษฎรจัดสร้างขึ้น ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 นั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งปลูกสร้างแบบจารีตดั้งเดิมของไทยไปหลายประการ

คือมีการละทิ้งแนวทางแบบจารีตนิยมเดิม หันมาสร้างอาคารแบบเรียบง่าย ไม่มีฐานานุศักดิ์ ซึ่งสะท้อนความหมายในเรื่องความเสมอภาค และความเป็นสามัญชน

ลักษณะอย่างนี้ได้สร้างให้เกิดรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยแบบใหม่ขึ้น ด้วยการพยายามลดทอนรายละเอียดของลวดลายไทยลงสู่ความเรียบง่าย ของรูปทรงเรขาคณิต รูปแบบศิลปะที่เรียบง่ายเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้สื่อสารในความหมายของงานสถาปัตยกรรมในระบอบประชาธิปไตย

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดประการหนึ่ง ที่แม้จะดูเหมือนยังคงลักษณะอย่างจารีตไว้ แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญคือ การเปลี่ยนลวดลายประดับบนหน้าบันของโบสถ์ ซึ่งแต่เดิมมักประดับด้วยลวดลายแบบจารีต โดยหลายครั้งจะประดับไว้ด้วยรูปเทพเทวดาชั้นสูงต่างๆ เช่น พระนารายณ์ทรงครุฑ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หรือบางครั้งก็เป็นรูปพระราชลัญจกรต่างๆ (คือ ตราสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน อันเป็นสมมุติเทพโดยนัยยะ) ให้เปลี่ยนมาเป็นรูปเทพเทวดาที่มีลำดับชั้นรองลงมาแบบใหม่

โดยเฉพาะลาย “พระอรุณเทพบุตร” ที่ผมอยากจะชวนคุยกันในที่นี้นั่นแหละครับ

ตามปรัมปราคติแล้ว “พระอรุณ” องค์นี้มีร่างกายเป็นครึ่งท่อนบน เพราะนางวินตาผู้เป็นแม่ได้แอบกะเทาะไข่ของพระอรุณเทพบุตรออกมาดูก่อนกำหนด จึงทำให้ไม่มีร่างกายท่อนล่าง จากนั้นพระอรุณก็ไปทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถม้าให้กับพระสุริยะ

ช่างโบราณจึงแสดงภาพพระอรุณถือ “แพนหางนกยูง” อันเป็นสัญลักษณ์ของ “แสงอาทิตย์” ทั้งนี้ พระอรุณยังมีน้องชายร่วมพ่อแม่เดียวกันอีกด้วย ซึ่งก็คือ “พญาครุฑ” นั่นเอง

อ.ชาตรีสันนิษฐานว่า “พระอรุณเทพบุตร” บนหน้าบันของสถาปัตยกรรมคณะราษฎรนั้น น่าจะมีความหมายสื่อถึง “แสงสว่างแรกขึ้นของไทยในยุคใหม่” หรือ “รุ่งอรุณใหม่ของชาติในระบอบประชาธิปไตย”

ซึ่งก็ดูจะสมเหตุสมผลดีทีเดียว เพราะคำว่า “อรุณ” หมายถึง ช่วงเวลาใกล้พระอาทิตย์ขึ้น ที่จะมีแสงเงินแสงทอง (แสงเงิน จะปรากฏขึ้นก่อนคือ แสงสีขาวเรื่อๆ ส่วนแสงทองหมายถึง แสงสีแดงเรื่อ ที่ปรากฏขึ้นตามมา ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่บางครั้งคำว่า อรุณ ก็แปลว่า แดงเรื่อ ได้อีกด้วย) ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า

แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หน้าบันที่ประดับไว้ด้วยรูป “พระอรุณเทพบุตร” นั้น ต่างก็ปรากฏอยู่สถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่คณะราษฏรพยายามสถาปนาขึ้นนั่นเอง

ตัวอย่างของหน้าบันบนสถาปัตยกรรมคณะราษฎร ที่มีรูป “พระอรุณเทพบุตร” ประดับอยู่ ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดก็คือ ชุดหน้าบันของพระอุโบสถวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน กับชุดหน้าบันบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทั้ง 6 ด้าน

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ได้มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2482 และได้ทำพิธีเปิดในวันเดียวกันของ พ.ศ.2483 คือ อีกหนึ่งปีต่อมาอย่างพอดิบพอดีนั้น มีหมุดหมายสำคัญที่จะสื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยแน่

แถมภายในตัวอนุสาวรีย์เอง ยังเต็มไปด้วยเลขกล และสัญลักษณ์ของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎร และเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองอีกให้เพียบไปหมด

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรนัก ถ้ารูปพระอรุณเทพบุตรบนหน้าบันของอนุสาวรีย์ที่มียอดเป็นรัฐธรรมนูญที่ตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้าแห่งนี้ จะเป็นสัญลักษณ์ “อรุณรุ่งของประชาธิปไตย” อย่างที่ อ.ชาตรีเสนอเอาไว้ด้วย

ลายอรุณเทพบุตร บนหน้าบันพระอุโบสถวัดพระศรีมหาธาตุ

ส่วนวัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขนนั้น แต่เดิมมีชื่อว่า “วัดประชาธิปไตย” เลยทีเดียว เพราะเป็นวัดที่คณะราษฎรได้สร้างขึ้นไว้บนทุ่งบางเขน อันเป็นสมรภูมิรบเมื่อครั้งเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” ซึ่งเกิดจากความไม่พอใจในรัฐบาลคณะราษฎรของกลุ่มอำนาจเก่า และได้ก่อการขึ้นจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2476

ภายหลังปราบปรามการกบฏในครั้งนั้น คณะราษฎรได้สร้าง “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” ขึ้นเพื่อบรรจุอัฐินายทหารและตำรวจฝ่ายรัฐบาลที่เสียชีวิตในครั้งนั้น จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2479 (ก่อนที่จะสูญหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุเมื่อ พ.ศ.2561) แล้วจึงค่อยเริ่มสร้างวัดประชาธิปไตยขึ้นที่ข้างกัน เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการปกครองระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ.2483 แต่มาแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2485 โดยได้มีการเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น “วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน” เพราะมีการนำพระบรมสารีริกธาตุ กิ่งพระศรีมหาโพธิ์ 5 กิ่ง และดินจากสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งของศาสนาพุทธ มาจากอินเดียมาประดิษฐานไว้ในวัดแห่งนี้ เมื่อ พ.ศ.2484 จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดเสียตั้งแต่ก่อนที่จะสร้างเสร็จ

แน่นอนว่า ทั้งที่อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และวัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขนนี้ต่างก็มีนัยยะเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย การมีรูป “พระอรุณเทพบุตร” อันเป็นสัญลักษณ์ของ “ย่ำรุ่งแห่งประชาธิปไตย” ประดับอยู่ที่พระอุโบสถของวัดแห่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่แปลกอะไรนัก

และผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้สักนิดด้วยนะครับว่า ใน “หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” (แต่มักจะรู้จักกันในชื่อ “หมุดคณะราษฎร” มากกว่า) ซึ่งมีพิธีฝังหมุดกันเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2479 นั้น (สถานะปัจจุบัน : สาบสูญ) ซึ่งมีจารึกย้ำคำว่า “ย่ำรุ่ง” อยู่ตรงกลางของหัวหมุดนั้น โดยทั่วไปแล้วมักจะหมายถึงช่วงเวลาในการเริ่มก่อการของคณะราษฎรเมื่อรุ่งสางวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นี้ ก็สามารถใช้คำว่า “อรุณ” ลงไปแทนที่ อย่างไม่มีความหมายที่ผิดเพี้ยนได้ด้วยเหมือนกัน

อ.ชาตรียังได้บอกเอาไว้ด้วยว่า การใช้รูปอรุณเทพบุตร มาประดับในงานสถาปัตยกรรมเช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเท่าที่ อ.ชาตรีได้สืบค้นมานั้น มีเพียงภาพเขียนที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้เขียนไว้เพียงรูปภาพหนึ่งเท่านั้น

ผมไม่แน่ใจนักว่า ภาพเขียนของเจ้าฟ้านริศฯ ที่ อ.ชาตรีได้อ้างถึงนั้น เขียนขึ้นเมื่อไหร่ และยังไม่เคยเห็นภาพเขียนที่ว่าเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 5 เคยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตรารูป “อรุณสุริยเทพสารถี” มีมือถือแพนหางนกยูง เป็นตราชาด วงกลม ศูนย์กลางกว้าง 5 เซนติเมตร เป็นตราหลวง พระราชทานพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ใช้ประจำพระองค์ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ร.ศ.127 ตรงกับเรือน พ.ศ.2452

ดังปรากฏอยู่ในประกาศกระทรวงวัง ลงวันที่ 31 มีนาคม ร.ศ.126 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2451 เพราะในช่วงเวลานั้น นับวันที่ 1 เมษายนของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่

พระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ นั้น ทรงเป็นพระราชบุตรพระองค์ที่ 95 ในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเลื่อน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2436 โดยเป็นพระราชโอรสที่รัชกาลที่ 5 โปรดให้เสด็จรับใช้อย่างใกล้ชิด ทรงสร้าง “พระตำหนักราชฤทธิ์รุ่งโรจน์” ขึ้นภายในพระราชวังดุสิต สำหรับให้พระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ประทับอยู่ใกล้ๆ ทั้งยังได้ตามเสด็จประพาสต้นครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2449 และเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2450 ด้วยอีกต่างหาก

(โดยเฉพาะการตามเสด็จประพาสต้นเมื่อ พ.ศ.2449 นั้น รัชกาลที่ 5 และพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ทรงแวะเข้าไปเสวยพระกระยาหารที่วัดบ้านหนองแค ปัจจุบันตั้งอยู่ใน อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท โดยมีชาวบ้านนำพระกระยาหารมาถวาย รัชกาลที่ 5 จึงทรงตั้งชื่อวัดให้เสียใหม่ว่า “วัดเสวย” แต่ชาวบ้านเรียกเป็น “วัดทรงเสวย” ต่อมาเมื่อพระอุรุพงษ์ฯ สิ้นพระชนม์ลงก่อนวัยอันควร รัชกาลที่ 5 จึงทรงบูรณะวัดแห่งนี้เป็นพระราชกุศลแก่พระราชโอรสองค์โปรดของพระองค์ โดยได้พระราชทานของที่ระลึกต่างๆ ในงานพระศพของพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ที่ประดับไว้ด้วย ตรารูปพระอรุณเทพบุตร ประจำพระองค์ ให้กับทางวัดเก็บรักษาเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ด้วย)

ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 22 เมษายน ร.ศ.128 ตรงกับเรือน พ.ศ.2453 ระบุว่า รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ทรงกำกับบัญชากรมมหาดเล็ก โดยมีเจ้าฟ้านริศฯ เป็นผู้ดูแล และมีพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ กับพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ เป็นผู้ช่วย ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ กับเจ้าฟ้านริศฯ ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม อีกไม่กี่เดือนต่อมา คือในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2453 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 5 พระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ก็ได้สิ้นพระชนม์ลงในวัยเพียง 16 พรรษาเศษเท่านั้น ซึ่งก็ยังความโทมนัสในพระทัยให้กับรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างยิ่ง จนพระองค์ได้สร้างสะพานอุรุพงษ์ขึ้น นัยว่าเป็นการระลึกถึงพระราชโอรสองค์โปรดพระองค์นี้

นอกจากนี้ยังปรากฏ “ศาลาอุรุพงษ์” ในวัดเบญจมบพิตรฯ อันเป็นวัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้นใกล้กับพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์ และเป็นวัดที่พระราชทานเพลิงศพของพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ ด้วย

โดยมีผู้สันนิษฐานว่า ศาลาดังกล่าวน่าจะถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2453 นี่เอง ซึ่งก็น่าฟังอยู่มากพอดู เพราะศาลาแห่งนี้ใช้เป็นที่บรรจุพระอังคารของพระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ เอาไว้ที่ใต้ฐานพระพุทธรูป

ตามประวัติว่า เมื่อแรกสร้างนั้น ศาลาอุรุพงษ์เป็นเครื่องไม้ทั้งหลัง แต่เมื่อ พ.ศ.2459 ได้ถูกพายุพัดจนพังลงมาทั้งหลัง รัชกาลที่ 6 จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมขึ้นใหม่ด้วยเครื่องไม้เหมือนเดิม จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ.2476 เจ้าจอมมารดาเลื่อน จึงค่อยบริจาคทรัพย์เปลี่ยนรูปทรงศาลาเป็นจตุรมุข โดยเป็นการผูกเหล็กหล่อคอนกรีตทั้งหลัง

ปัจจุบัน ที่หน้าบันของศาลาอุรุพงษ์ ประดับไว้ด้วยรูป “พระอรุณเทพบุตร” ซึ่งก็คือตราประจำพระองค์ของ “พระองค์เจ้าอุรุพงษ์ฯ” นั่นแหละนะครับ ดังนั้น จึงเป็นไปได้มากว่า เป็นแบบที่ใช้มาดั้งเดิมตั้งแต่แรกสร้างศาลาเมื่อ พ.ศ.2453 แล้ว ทั้งยังเป็นไปได้มากว่า ตราประจำพระองค์รูปพระอรุณนี้ มีต้นแบบมาจากภาพวาดของเจ้าฟ้านริศฯ ที่ อ.ชาตรีอ้างถึง

อ.ชาตรีได้ตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่า รูป “พระอรุณเทพบุตร” ที่ “คณะราษฎร” นำมาใช้นี้ ควรมีภาพวาดของเจ้าฟ้านริศฯ เป็นแรงบันดาลใจ ดังนั้น รูปวาดเดียวกันนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ปรากฏอยู่ใน “สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” และ “สถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี” ของฝ่ายเจ้าด้วยเช่นกันนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด