บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
AI และความมั่นคงของชาติ
ในศตวรรษที่ 21
บทความนี้เขียนจากสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ครับ ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีงานเกี่ยวกับ AI อยู่มากมาย ทั้งงาน Singapore AI Week ที่รวมบริษัทเทคโนโลยี สตาร์ตอัพ และรัฐบาลจากหลายประเทศ
ก่อนหน้านั้นผมมีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับความมั่นคงของแร่หายาก (critical minerals) ชิพ และปัญญาประดิษฐ์ ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งชี้ชัดว่าเรื่อง AI นั้นเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางเทคโนโลยีมากขึ้นทุกขณะ
ขณะเดียวกัน ผมก็ติดตามความเคลื่อนไหวของเวทีในลอนดอนและปารีสที่ผู้นำอังกฤษและฝรั่งเศสต่างกล่าวถึง “technological sovereignty” หรืออธิปไตยทางเทคโนโลยีอย่างจริงจังมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในมิติของนวัตกรรม แต่ในฐานะกลไกของยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับชาติ
ปีหน้า ผมตั้งใจจะสานต่อการวิจัยเรื่อง “AI และประชาธิปไตย” (AI and Democracy) ในฐานะ Senior Fellow ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พร้อมแลกเปลี่ยนกับฝั่ง MIT อย่างใกล้ชิด
เพราะผมเชื่อว่าทั้งสองสถาบันต้องเดินคู่กัน-เพื่อสร้างทั้งเสถียรภาพทางสถาบันและอธิปไตยทางเทคโนโลยี
สิ่งที่ผมสังเกตจากทุกเวที ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ซีอีโอ หรือหัวหน้าทีมวิจัยจากหลายประเทศ ต่างพูดตรงกันว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเศรษฐกิจอีกต่อไป
แต่กลายเป็นหัวใจของกลยุทธ์ความมั่นคงยุคใหม่
และคำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “จะใช้หรือไม่” แต่คือ “จะใช้ AI อย่างไรให้รับผิดชอบ ปลอดภัย และปกป้องอธิปไตยของรัฐได้จริง”
ในศตวรรษที่ 21 “ความมั่นคง” ไม่ได้หมายถึงแค่รถถัง เรือดำน้ำ หรืออาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไป
แต่หมายถึงความสามารถของรัฐในการปกป้องข้อมูลพลเมืองจากการแทรกแซง การต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ การบริหารชายแดนโดยไม่เสี่ยงชน และการควบคุม “narrative” หรือชุดความเข้าใจของสังคมก่อนที่จะถูกเปลี่ยนมือโดยอัลกอริธึ่มที่เราไม่ได้เขียนขึ้นเอง
AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ช่วยลด human error เพิ่ม speed-to-decision และทำให้รัฐใช้กำลังคนได้คุ้มค่า ระบบ AI แบบ edge computing ไม่ต้องรอคำสั่งจากศูนย์กลาง ไม่เหนื่อย ไม่หลับ และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายล้านรายการภายในเวลาไม่กี่วินาที เพื่อคาดการณ์ภัยคุกคามก่อนจะเกิดขึ้นจริง
เมื่อมองในมิตินี้ เราอาจแบ่ง “สนามรบใหม่” ของความมั่นคงที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงไว้อย่างน้อย 3 ด้านหลัก :
1. เทคโนโลยีป้องกันประเทศอัจฉริยะ และระบบลาดตระเวนอัตโนมัติ
(Smart Defence Tech & Border Patrol Technology)
สิงคโปร์ ถือเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้าน “ระบบเฝ้าระวังชายฝั่งอัจฉริยะ” (Coastal Surveillance System) โดยใช้กล้อง multispectral, เรดาร์, โซนาร์ทะเล และ AI เชื่อมโยงกับ HTX (Home Team Science and Technology Agency) ระบบนี้สามารถแยกแยะเรือลักลอบจากเรือประมงได้แบบ real-time และวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าโดยไม่ต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่เฝ้าจอแบบดั้งเดิม
ฟินแลนด์ ใช้ Remote Border Surveillance AI กับพรมแดนทางบกที่มีสภาพอากาศเลวร้าย เช่น ป่าและหิมะติดลบ โดยเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน กล้องความร้อน และระบบ edge computing ทำงานร่วมกันเพื่อประเมินกิจกรรมผิดปกติ
เช่น การลักลอบเข้าเมืองในยามวิกาล โดยไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเสี่ยงภัย
2. ปัญญาประดิษฐ์กับการต่อต้านภัยไซเบอร์และการหลอกลวง
(AI for Cybersecurity and Scam Detection)
สิงคโปร์ สร้างแอพพ์ ScamShield ซึ่งทำงานโดยใช้ NLP (Natural Language Processing) วิเคราะห์ข้อความหลอกลวงแบบอัตโนมัติ และบล็อกเบอร์ต้องสงสัยก่อนที่โทรศัพท์จะดังเสียอีก พร้อมอัพเดตภัยคุกคามจากฐานข้อมูลผู้ใช้งานและตำรวจอย่างต่อเนื่อง
กลายเป็นระบบ AI แบบ crowdsource สำหรับปกป้องประชาชน
เกาหลีใต้ ฝัง Voice AI ลงในระบบธนาคารและ call center เพื่อฟังคำพูดที่เข้าข่ายหลอกลวง เช่น “หมายจับ”, “โอนเงินด่วน” หรือ “ห้ามบอกใคร”
ระบบสามารถแจ้งเตือนและระงับธุรกรรมได้อัตโนมัติ ช่วยปกป้องผู้สูงวัยที่ตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้จริง
3. ปัญญาประดิษฐ์กับการต่อต้านการแทรกแซงและสงครามข้อมูล
(AI for Counter-Infiltration and War of Narrative)
อินเดีย พัฒนาระบบ FactCheck with AI บนมือถือ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบข่าวปลอมได้แบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้ง รัฐบาลทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มระดับโลกเพื่อฝังระบบตรวจจับ deepfake ในภาพ เสียง และคลิปวิดีโอ พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมของบอตที่กระจายข้อมูลเท็จ ก่อนจะกลายเป็นกระแสหลัก
ฝรั่งเศส ก่อตั้งหน่วย Viginum รับมือกับปฏิบัติการข้อมูลปลอมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการปลอมเว็บไซต์สื่อกระแสหลักอย่าง Le Monde และ 20 Minutes เพื่อปล่อยข่าว “เกือบจริง” ที่บิดเบือน AI ของ Viginum วิเคราะห์โครงสร้างโค้ด HTML และรูปแบบการกระจายของโพสต์บนโซเชียล เพื่อย้อนรอยและสกัดกั้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
หากประเทศไทยไม่เร่งพัฒนาโครงสร้าง AI เพื่อเสริมความมั่นคงแห่งชาติในทั้ง 3 มิตินี้ เราจะตกอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถควบคุม narrative ของตัวเอง ไม่สามารถปกป้องประชาชนจาก scam ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญ เราจะต้องพึ่งพาระบบจากต่างประเทศโดยไม่มีอธิปไตยดิจิทัล (digital sovereignty) เป็นของตนเอง
ในโลกที่ข้อมูลคืออำนาจ และภัยคุกคามไม่ปรากฏในรูปของกองทัพ แต่เป็น notification หรือคลิปหลุดที่แพร่บนโซเชียล
ความมั่นคงแห่งชาติในศตวรรษที่ 21 จึงวัดกันที่รัฐสามารถปกป้องประเทศและประชาชน จาก “ภัยคุกคามและภัยคุกคามเงา” เหล่านี้ได้แค่ไหน ทั้งที่แนวชายแดนจริง และบนหน้าจอโทรศัพท์ของทุกคนในชาติครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
