bg-single

กองทัพนิ่ง รับศึกใน-ศึกนอก ปิดประตู รัฐประหาร หลัง ‘อิ๊งค์’ เคลียร์ใจ ผบ.เหล่าทัพ จับตา ‘บิ๊กปู’ แกร่ง นำทีมบู๊ ตท.26 สู้ศึกเขมร

29.06.2025

รายงานพิเศษ

กองทัพนิ่ง รับศึกใน-ศึกนอก

ปิดประตู รัฐประหาร

หลัง ‘อิ๊งค์’ เคลียร์ใจ ผบ.เหล่าทัพ

จับตา ‘บิ๊กปู’ แกร่ง

นำทีมบู๊ ตท.26 สู้ศึกเขมร

กองทัพกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะมีท่าทีต่ออนาคตของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างไร หลังคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสภาของกัมพูชา ถูกปล่อยออกมา จนถูกโจมตีอย่างหนักและเกิดกระแสเรียกร้องให้ลาออกหรือยุบสภา ตามมาด้วยการชุมนุมใหญ่และการฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาร้ายแรง

สำหรับทหารแล้วประเมินว่าคลิปสนทนาที่สมเด็จฮุน เซน ปล่อยออกมานี้ถือเป็นอาวุธสำคัญที่บั่นทอนความมั่นคงของประเทศและทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองตามมา

แต่หลังจากร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลในวันรุ่งขึ้นหลังจากคลิปเสียงถูกปล่อยออกมา ผบ.ปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจุดยืนของกองทัพบกยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และจะปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมเรียกร้องให้คนไทยสามัคคีเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามจากนอกประเทศ

ขณะที่ ผบ.อ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ากองทัพจะปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและการปกป้องอธิปไตยของชาติ

พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี

การออกแถลงการณ์เช่นนี้ก็เพื่อต้องการจะสื่อว่ากองทัพจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเช่นที่มีกระแสข่าวลือหรือแรงเชียร์ และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาล

หลังจากที่ น.ส.แพทองธารได้ขอโทษผู้บัญชาการเหล่าทัพต่อความผิดพลาดตามคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน พร้อมอธิบายความตั้งใจต่างๆ ยืนยันที่จะต่อสู้ต่อไปโดยไม่ลาออกและไม่ยุบสภา

โดยที่ฝ่ายทหารเองก็เข้าใจในสภาวะของนายกรัฐมนตรีที่อายุ 38 ปี ยังอ่อนประสบการณ์ ยิ่งเมื่อเทียบกับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานกว่า 30 ปี

ประการสำคัญที่สุดคือ ในเวลานี้ภัยคุกคามจากภายนอกคือกัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นภัยความมั่นคงของประเทศไทยไปแล้วสำคัญกว่า

เพราะหากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองจากการลาออกหรือยุบสภาในทันทีทันใด ก็จะเป็นไปตามแผนของฝ่ายกัมพูชา และนำมาซึ่งความอ่อนแอภายในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาชายแดนที่กำลังตึงเครียดจากการวางกำลังเผชิญหน้ากัน

นอกจากนั้น สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงตระหนักเช่นกันคือ หากยุบสภาหรือการเมืองต้องเดินไปถึงการมีการเลือกตั้งใหม่ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายอนุรักษนิยม เนื่องจากมีโอกาสสูงที่พรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นจำนวนมาก และอาจยากที่จะสกัดกั้นไม่ให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะมิเช่นนั้นก็อาจต้องจบด้วยการปฏิวัติรัฐประหารอีก ซึ่งฝ่ายทหารไม่มีใครอยากที่จะทำการรัฐประหารไม่ว่าในวันนี้หรือในอนาคต

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพยังไม่ได้รับสัญญาณใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจาก “ดีลผสมข้ามขั้ว” เพราะจะเห็นได้ว่าแม้แต่พรรครวมไทยสร้างชาติที่เรียกกันว่าเป็นดีเอ็นเอของลุงตู่ ก็ยังคงร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยและสนับสนุน น.ส.แพทองธาร ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล หลังคลิปเขมรถูกเปิดเผย

พล.ท.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ

ด้วยเหตุผลเรื่องภัยคุกคามจากภายนอก สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา และเดดล็อกทางการเมือง เพื่อต้องสกัดพรรคสีส้ม จึงทำให้กองทัพต้องสนับสนุนนายกรัฐมนตรีให้ไปต่อ

ประกอบกับจะเห็นได้ว่าหลังจากมีปัญหาคลิปเสียง น.ส.แพทองธารก็แสดงออกถึงความเข้มแข็งและแข็งกร้าวต่อฝ่ายกัมพูชาเพิ่มขึ้น โดยสนับสนุนกองทัพให้ยกระดับมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการปิดด่าน และการประกาศยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน โดยพุ่งเป้าไปที่กัมพูชาซึ่งเป็นแหล่งรวมของอาชญากรรมข้ามชาติ โดยยกข้อมูลขององค์การสหประชาชาติมาเป็นหลักนำ ซึ่งเป็นไปตามที่ฝ่ายกองทัพเสนอมา โดยมี พล.อ.ทรงวิทย์ในฐานะ ผอ.ศอ.ปชด. เป็นกำลังหลักในการเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่

หลังจากที่ถูกสมเด็จฮุน เซน หักหลังและเล่นงานอย่างหนัก น.ส.แพทองธารก็ดูจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยเต็มตัวโดยไม่ต้องเกรงใจกัมพูชาเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป น.ส.แพทองธารประกาศอย่างชัดเจนว่าจากนี้ไปจะซัพพอร์ตกองทัพทุกด้าน ในการสู้กับภัยความมั่นคงของชาติ

ที่สำคัญจะเห็นได้ว่านับแต่นั้นมา น.ส.แพทองธารทำงานใกล้ชิดกับผู้บัญชาการเหล่าทัพและฝ่ายความมั่นคงมากขึ้น มีการเรียกประชุมทุกวัน รวมถึงการไปร่วมงานของกองทัพ และการลงพื้นที่ชายแดนทั้ง จ.สุรินทร์ จ.อุบลราชธานี และ จ.สระแก้ว

โดยที่ฝ่ายทหารเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีเข้าพื้นที่ชั้นในไปเยี่ยมทหารหน้าแนวถึงฐานมรกต ซึ่งถือว่าเป็นฐานทหารที่ใกล้พื้นที่ปัญหาบริเวณช่องบก ที่ทหารกัมพูชาเคยนำกำลังเข้ามารุกล้ำอธิปไตยและขุดคูเลตก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะยอมปรับกำลังถอยออกไป เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้เห็นสถานที่จริงและได้เยี่ยมทหารที่อยู่หน้าแนว

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์

การกระเถิบเข้ามาใกล้กองทัพมากขึ้นจึงทำให้เกิดกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธารอาจจะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมในการปรับคณะรัฐมนตรี “แพทองธาร 2” หลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อาจจะต้องขยับไปเป็นรองนายกฯ แต่ น.ส.แพทองธารก็ได้ปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว

เดิมนั้นฝ่ายผู้บัญชาการเหล่าทัพจะสนับสนุนให้บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

แต่ก็มีรายงานว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่วางใจนักที่จะปล่อยมือจากกระทรวงกลาโหมโดยให้ทหารคุมกันเอง แต่ด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด จึงทำให้จำเป็นต้องพิจารณาทหารเก่าหลายคน

โดยมีกระแสข่าวว่ามีการทาบทามบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. ให้มารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ด้วยเพราะถือเป็นคีย์แมนสำคัญของการมีดีลผสมข้ามขั้วระหว่างนายทักษิณ พรรคเพื่อไทย กับขั้วอนุรักษนิยมเมื่อครั้งจัดตั้งรัฐบาล

แต่ พล.อ.อภิรัชต์ไม่ขอรับตำแหน่ง เพราะไม่ต้องการมาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ได้เสนอชื่อนายทหารหลายคนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา จึงมีชื่อของบิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.สุนัย ประภูชะเนย์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. และอดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) จากเตรียมทหารรุ่น 21 เป็นแคนดิเดต ชิง รมว.กลาโหม

แต่ พล.อ.เฉลิมพลยังติดล็อกที่ต้องเว้นวรรคทางการเมืองให้ครบสองปีตั้งแต่พ้นจากสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งเมื่อครั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

จึงยังมีกระแสว่ามีผู้สนับสนุนให้ น.ส.แพทองธารควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม เป็นการชั่วคราวไปก่อนเพื่อรอนายทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพที่เกษียณราชการในโยกย้ายตุลาคมนี้ แต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดนี้ก็ต้องเว้นวรรคทางการเมืองสองปีเพราะเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งทั้งสิ้น ซึ่งจะครบสองปีในเดือนพฤษภาคม 2569

แต่ก็มีการวิเคราะห์กันว่าจะทำให้นายกรัฐมนตรีถูกโจมตีหนักขึ้น หากมาควบ รมว.กลาโหม เนื่องจากถูกมองว่ายังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อกองทัพ โดยเฉพาะคำพูดในคลิปสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ที่มองกองทัพเป็นฝ่ายตรงข้าม

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์,พล.ท.บุญสิน พาดกลาง

ทิศทางของกองทัพในเวลานี้คือปล่อยให้การเมืองแก้การเมืองให้เป็นไปตามระบบรัฐสภา ส่วนกองทัพทำหน้าที่ในการสร้างความเข้มแข็งเพื่อรับมือสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

โดยไม่มีใครอาจหยั่งรู้ได้ว่า น.ส.แพทองธารจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ป.ป.ช. และการถูกฟ้องร้องในคดีอาญาต่างๆ รวมถึงปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ถึงขั้นที่สมเด็จฮุน เซน ทำสงครามจิตวิทยากับคนไทยด้วยการประกาศว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีของไทยในอีกสามเดือนข้างหน้า ซึ่งตนเองรู้แล้วว่าเป็นใคร

ส่งผลให้ฝ่ายความมั่นคงและกองทัพล้วนไม่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของสมเด็จฮุน เซน และฝ่ายกัมพูชา จึงต้องพยายามประคับประคองนายกรัฐมนตรีหญิงต่อไป โดยให้เดินหน้าเต็มตัวในการแก้ไขปัญหากัมพูชาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ท่ามกลางกระแสข่าวที่เริ่มมีการพูดถึง “ดีลฟ้าสว่าง” ที่ต้องการจะสะท้อนสัญญาณบางประการ

แต่การเมืองไทยในเวลานี้ลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก ด้วยมีความขัดแย้งกันในหลายวงและหลายระดับ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กลายเป็นฝ่ายค้าน และยังมีนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีของพรรค ที่ต้องมีเดิมพันในการล้มรัฐบาลให้ได้ ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยเฉพาะผู้ว่าราชการและข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกมองว่าเป็นสีน้ำเงินมายาวนาน

สถานการณ์เหล่านี้จึงทำให้ประเทศไทยเกิดความไม่มั่นคงภายในจากปัญหาทางการเมือง กองทัพจึงต้องเป็นหลักของประเทศ ในยามที่มีทั้งศึกนอกศึกในเช่นนี้

อีกไม่นานผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดปัจจุบันเตรียมนับถอยหลังที่จะเกษียณราชการ 30 กันยายน 2568 จึงเสมือนต้องมีการเปลี่ยนม้ากลางศึก รวมทั้งการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 2 ด้วย

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. จึงจะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพคนเดียวที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด พล.อ.พนาก็ยังคงใช้กลยุทธ์ในการเก็บตัวอยู่ในถ้ำกองทัพบก ประชุมมอนิเตอร์ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สลับกับการลงพื้นที่ชายแดน เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า

พร้อมรับทราบสถานการณ์จากในพื้นที่ ด้วยการไปเยี่ยมฐานทหารที่หน้าแนว และดูพื้นที่ภาคสนามด้วยตนเอง

ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ กองกำลังสุรนารี พล.อ.พนาจะนำคีย์แมน ทบ. ทีมเวิร์ก ที่ล้วนเป็นเพื่อนเตรียมทหาร 26 ไปด้วย

ทั้งเพื่อนรักใกล้ตัว อย่าง รองเสธ.ปู พล.ท.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ รองเสนาธิการทหารบก ที่เป็นเพื่อนคู่คิดในสายบุ๋น สายยุทธการ และ รองเสธ.เอก พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล รองเสธ.ทบ. ที่ดูแลสายงานกิจการพลเรือน พร้อม เจ้ากรมจิ๊บ พล.ท.จินตมัย ชีกว้าง เจ้ากรมกิจการพลเรือน ทบ.

พร้อมทีมหน่วยรบสำคัญของ ทบ. อย่าง รบพิเศษหมวกแดง ผบ.เต้ พล.ท.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) ผบ.โอ๋ พล.ต.ธีรนันท์ นันทขว้าง ผบ.หน่วยข่าวกรองทางทหาร (ผบ.ขกท.) และ พล.ท.ไพบูลย์ พุ่มพิเชฏฐ์ ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ ทบ. และ เจ้ากรมเจี๊ยบ พล.ท.สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมทหารช่าง

โดยมี แม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมทีม ตท.26 เช่น บิ๊กเติ่ง พล.ต.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และ รองยูร พล.ต.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นทีมในพื้นที่รอต้อนรับ

จึงปรากฏภาพทีมเวิร์กของ พล.อ.พนา ที่ล้วนเป็นเพื่อน ตท.26 ทั้งสิ้น

ที่น่าจับตามองคือ ในทีมงานกองทัพภาคที่ 2 จะไม่เห็น รองณัฏฐ์ พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 รุ่นน้อง ตท.27 ปรากฏตัว หลังมีกระแสข่าวลือถูกสะกิดให้ลดบทบาทหลังเป็นตัวแทนกองทัพภาคที่ 2 ในการเจรจากับแม่ทัพของกัมพูชาสำเร็จ ด้วยการยอมถอยกำลังออกจากเขตอธิปไตยไทย และเขตพื้นที้อ้างสิทธิ์ทับซ้อน จนสื่อมวลชนสัมภาษณ์และลงประวัติ พล.ต.ณัฏฐ์กันอย่างแพร่หลาย

แต่ทีมงานจะเป็นเพื่อน ตท.26 ที่อยู่ในคณะของ พล.อ.พนา ทั้งบิ๊กเติ่ง พล.ต.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และ รองยูร พล.ต.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 ที่เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ แทน พล.ท.บุญสิน ที่จะเกษียณ 30 กันยายน 2568 นี้ ที่แม้ว่า พล.ต.วีระยุทธจะเป็นเต็งหนึ่งก็ตาม แต่ก็ไม่อาจมองข้าม พล.ต.นรธิป ที่ก็เป็นเพื่อนสนิทของ พล.อ.พนาได้

อย่างไรก็ตาม ทีมงานของ พล.อ.พนานอกจากเพื่อน ตท.26 แล้ว ยังมีเจ้ากรมโอม พล.ท.ธิติพันธ์ ฐานะจาโร เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก จาก ตท.27 ที่เป็นเพื่อนสนิทของ พล.อ.พนา ด้วยความเป็นครอบครัวของ จปร.9 ด้วยกัน เพราะ บิ๊กหวียง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต ผบ.ทบ. และ รมว.กลาโหม บิดาของ พล.ท.ธิติพันธ์ กับ บิ๊กแคล้ว พล.อ.ปรีชา แคล้วปลอดทุกข์ อดีตเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก บิดาของ พล.อ. พนา เป็นเพื่อนรัก จปร.9 ด้วยกัน

นอกจากเป็นเพื่อนร่วมรุ่นแล้ว พล.อ.ปรีชายังนับถือ พล.อ.เชษฐาอย่างมาก เพราะเป็นนาย ด้วยเนื่องจากเป็นอดีต ผบ.ทบ.

จนทำให้ พล.ท.ธิติพันธ์ถูกจับตามองถึงอนาคตที่สดใสในยุคของ พล.อ.พนา เพราะมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 เกษียณทีหลัง พล.อ.พนา ที่เกษียณตุลาคม 2570 จนทำให้เกิดแรงเชียร์ในหมู่เพื่อนร่วมรุ่นในการลุ้นเก้าอี้ ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.พนา เนื่องจากในปัจจุบันผู้บัญชาการทหารบกไม่จำเป็นต้องเป็น “ทหารคอแดง” อีกต่อไปแล้ว

แต่ทั้งนี้ยังมีเพื่อนร่วมรุ่นอีกถึงสองคน ที่ ตท.26 สะกิดให้จับตามองคือ สายบู๊ พล.ท.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ และสายบุ๋น พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล ที่มีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 เช่นกัน

กลายเป็นสามทหารคอเขียวจาก ตท.26 และ ตท.27 ที่จะชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจให้กับ พล.อ.พนา เมื่อถึงเวลานั้น

กระนั้นต้องยอมรับว่า แม่ทัพใหญ่ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ทหารคอแดง ยังคงเป็นเต็งหนึ่งแคนดิเดตที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ. พนา โดยเป็นทหารจาก ตท.27 และมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571

เส้นทางรับราชการเส้นทางเติบโตของ พล.ท.อมฤต ได้เปรียบสามทหารคอเขียวเพราะเติบโตมาจากหน่วยกำลังรบ เป็นทหารเสือราชินีที่เติบโตมาใน ร.21 รอ. จนถูกขนานนามว่าเป็นลูกรักของบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และอดีตนายกฯ และเติบโตเป็นผู้บังคับหน่วยสายคอมแมนด์มาตามลำดับ จนขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. และแม่ทัพภาคที่ 1 และควบตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ.904) เป็นแม่ทัพภาคคนเดียวที่ยังคงเป็นทหารคอแดง

แม้ว่าการปรับโครงสร้างของหน่วย ฉก.ทม.รอ.904 ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นมาจะทำให้ ผบ.ทบ.ไม่ต้องเป็นทหารคอแดงแล้วก็ตาม กลับมาเป็นทหารคอเขียว จนทำให้เชื่อกันว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารคอแดงหรือหมายถึงไม่จำเป็นต้องขึ้นมาจากแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นกองทัพภาคกองทัพเดียวที่เป็นทหารคอแดง

แต่ประการหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าแม้ ผบ.ทบ.ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารคอแดง แต่สิ่งหนึ่งอาจหมายถึงต้องเคยเป็นทหารคอแดง นั่นหมายความว่าเมื่อ พล.ท.อมฤต ขยับจากแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นห้าเสือกองทัพบก ก็ต้องพ้นจากการเป็นทหารคอแดง กลับมาเป็นทหารคอเขียวก็ตาม แต่ก็ถือว่าเคยเป็นทหารคอแดงมาก่อน ซึ่งต่างจากแคนดิเดตคนอื่นที่เป็นทหารคอเขียวล้วนๆ ไม่เคยเป็นทหารคอแดงมาก่อนเลย

ดังนั้น จึงต้องรอดูการเดินเกมของ พล.อ.พนาและการวางหมากของเตรียมทหาร 26 ว่าจะส่งไม้ต่อให้กับใคร เพราะอีกไม่นานนี้ก็จะเข้าสู่ฤดูกาลจัดโผโยกย้ายทหารปลายปีแล้ว

พล.ท.อมฤตถูกจับตามองอย่างมากว่าโยกย้ายครั้งนี้ตุลาคม 2568 จะได้ขยับขึ้นห้าเสือกองทัพบกติดยศพลเอกเลยหรือไม่ เพื่อเตรียมจ่อรอขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ในตุลาคม 2570 ท่ามกลางกระแสข่าวว่าอาจจะยังนั่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ต่อเป็นปีที่ 2 เพื่อเป็นการดึงเกม แต่ก็จะไม่เป็นไปตามธรรมเนียมเพราะที่ผ่านมาแม่ทัพภาคที่ 1 มักนั่งแค่ปีเดียว

ดังนั้น ต้องรออ่านใจมองเกมของ พล.อ.พนา ที่จะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพคนเดียวที่จะยังคงไม่เกษียณราชการในโยกย้ายตุลาคมนี้ เพราะทั้ง พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เกษียณราชการพร้อมกันทั้งหมด

อีกทั้งการนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ.ได้นานถึง 3 ปีทำให้ พล.อ.พนามีอำนาจและถือว่าเก้าอี้มีความแข็งแกร่งมั่นคง

ดังนั้น พล.อ.พนาจึงจะยังคงเป็นหลักของกองทัพท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องมีการเปลี่ยนม้ากลางศึก ทั้งในฝ่ายความมั่นคงและอาจรวมถึงเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีก็เป็นได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’