bg-single

ปฏิบัติการเหมันต์ทมิฬ (1) (Operation Dark Winter)

09.07.2025

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

ปฏิบัติการเหมันต์ทมิฬ (1)

(Operation Dark Winter)

“ในปี 2002 ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันกำลังยกระดับ ลูกสมุนของโอซามา บิน ลาดิน เพิ่งถูกจับในรัสเซียข้อหาพยายามลักลอบซื้อพลูโทเนียมและเชื้อก่อโรคจากคลังอาวุธของอดีตสหภาพโซเวียต ส่วนทางตะวันออกกลางมีข่าวรั่วว่าอิรักกำลังพัฒนาอาวุธชีวภาพ และเคลื่อนพลประชิดชายแดนคูเวตช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา สหรัฐตอบโต้ด้วยเคลื่อนฝูงเรือบนทุกเครื่องบินเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย”

“สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council, NSC) สหรัฐประชุมในวันที่ 9 ธันวาคม 2002 เพื่อหารือแนวทางรับมือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ก็มีข่าวด่วนแทรกเข้ามาว่าเกิดเหตุระบาดของโรคฝีดาษครั้งแรกบนแผ่นดินสหรัฐในรอบหลายสิบปี ยืนยันจำนวนผู้ป่วยแล้ว 20 รายที่มลรัฐโอกลาโฮมา อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 14 ราย”

“นอกจากนี้ยังมีเคสเข้าข่ายต้องสงสัยเพิ่มเติมที่มลรัฐจอร์เจียและเพนซิลเวเนีย”

Cr.ณฤภรณ์ โสดา

สถานการณ์จำลองข้างต้นเป็นบทเปิดเรื่องของ “ปฏิบัติการเหมันต์ทมิฬ (Operation Dark Winter)” เพื่อซักซ้อมรับมือการจู่โจมด้วยอาวุธชีวภาพในสหรัฐ นำโดยศูนย์กลยุทธ์ป้องกันทางชีวภาพภาคประชาชน (Center for Civilian Biodefense Strategies) ของมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University)

Operation Dark Winter จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายน ปี 2001 ที่ฐานทัพอากาศแอนดรูส์ในมลรัฐแมริแลนด์ มีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลหรือกองทัพสหรัฐ 12 คนมารับบทบาทสมมติเป็นสมาชิกหลัก NSC อย่างประธานาธิบดี รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีกลาโหม ผู้อำนวยการซีไอเอ ฯลฯ

ผู้จัดจำลองสถานการณ์ช่วงสองสัปดาห์หลังการแพร่ระบาดของเชื้อถูกค้นพบ ผู้รับบทบาทเป็น NSC จะประชุมกันทั้งหมด 3 ครั้ง (วันที่ 9, 15 และ 22 ธันวาคม 2002 ตามเรื่องในสถานการณ์จำลอง) ในการประชุมแต่ละครั้ง จะได้รับรายงานสถานการณ์เพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ละการตัดสินใจจะส่งผลต่อรูปแบบการระบาดและผลกระทบด้านอื่นๆ ตามที่ผู้จัดงานวางกฎกติกาไว้ไม่ต่างจากการเล่นบอร์ดเกมกลยุทธ์

คำถามสำคัญที่ผู้จัดอย่างรู้คือภายใต้ภาวะอันคับขันที่ไม่มีใครคุ้นเคย ตลอดจนข้อจำกัดมากมายด้านทรัพยากรและข้อมูล เจ้าหน้าที่ระดับสูงเหล่านี้จะตอบสนองอย่างไรและน่าจะได้ผลลัพธ์อย่างไรตามมา

การเตรียมรับมือการจู่โจมด้วยอาวุธชีวภาพผ่านบทบาทสมมติ
Cr.ณฤภรณ์ โสดา

“ฝีดาษ (smallpox)” เป็นโรคติดต่อร้ายแรงจากไวรัสที่คร่าชีวิตมนุษย์มาตลอดหลายพันปี การระบาดของฝีดาษเชื่อมโยงกับการสิ้นชีวิตของเจ้าครองนคร เหตุวุ่นวายทางการเมือง การล่มสลายของอาณาจักรมานับครั้งไม่ถ้วนตามบันทึกประวัติศาสตร์ ประมาณกันว่าแค่ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้รวมไม่ต่ำกว่า 300 ล้านคน

เชื้อฝีดาษมีกลไกพิเศษช่วยในการกดการตอบสนองไวรัสของระบบภูมิคุ้มกัน แถมยังสามารถใช้ประโยชน์จากภูมิคุ้มกันในการแพร่กระจายไปทั่วร่างกายตามระบบท่อน้ำเหลือง การตอบโต้ที่รุนแรงแต่ไร้ผลของภูมิคุ้มกันนำมาสู่การอักเสบทั่วร่างกาย ไข้สูง ผิวหนังเป็นตุ่มพุพองน่ารังเกียจ อัตราการตายของโรคนี้สูงถึงราว 30% หรือมากกว่านี้ในเด็กเล็ก ถึงรอดชีวิตก็เสียโฉมมีรอยแผลเต็มตัวและอาจพิการตาบอด

มนุษย์หาทางต่อสู้กับฝีดาษมาหลายร้อยปี ย้อนไปช่วงศตวรรษที่ 16 ในจีนมีบันทึกการใช้ผงจากคราบหนองผู้ติดเชื้อพ่นใส่จมูกหรือผิวหนังคนปกติเพื่อเหนี่ยวนำภูมิต้านทาน

วิธีนี้แม้จะได้ผลและใช้กันในหมู่ชนสูงของหลายประเทศแต่ก็มีความเสี่ยงติดเชื้อตายที่ราว 2-3%

ปลายศตวรรษที่ 18 Edward Jenner บุกเบิกการใช้เชื้อจากฝีดาษวัวซึ่งปลอดภัยกว่าและยังสามารถเหนี่ยวนำภูมิคุ้มกันฝีดาษมนุษย์ได้เช่นกัน

หลังจากนั้นเหล่าประเทศตะวันตกก็มีการสนับสนุนให้ใช้วัคซีนฝีดาษแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ

ปี 1965 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศภารกิจใหญ่ที่จะกำจัดฝีดาษให้หมดไป ท่ามกลางสงครามเย็นที่กำลังคุกรุ่นนั้นทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตร่วมมือกันส่งเสริมการเข้าถึงวัคซีนในประเทศยากจน ตลอดจนการวางระบบแจ้งเตือนการระบาดเพื่อให้หน่วยสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการกักบริเวณและระดมให้วัคซีนได้ทันท่วงที

ปี 1980 ไม่ถึง 200 ปีหลังการค้นพบของ Jenner องค์การอนามัยโลก ประกาศว่าสงครามกับฝีดาษได้จบสิ้นแล้ว เป็นเชื้อโรคชนิดแรก (และ 1 ในเพียง 2 ชนิดจนถึงตอนนี้) ที่มนุษย์กำจัดไปได้สำเร็จ นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์วงการแพทย์

ตามบันทึกทางการเชื้อฝีดาษยังคงถูกเก็บไว้ในห้องแล็บที่มีการรักษาความปลอดภัยระดับสูงของสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยังเชื่อว่ายังมีประเทศหรือองค์กรนอกกฎหมายอื่นๆ ที่ยังมีเชื้อนี้อยู่ในครอบครองเพื่อการพัฒนาอาวุธโดยเฉพาะที่เป็นมรดกตกทอดจากอดีตสหภาพโซเวียต ช่วงทศวรรษที่ 1970 สหภาพโซเวียตมีเชื้อฝีดาษอยู่ราว 20 ตันในคลังอาวุธชีวภาพ และในปี 1990 ก็มีโรงงานที่สามารถผลิตเชื้อฝีดาษได้ถึง 80-100 ตันต่อปี

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธชีวภาพฝั่งสหรัฐเคยประเมินว่าเชื้อฝีดาษเพียง 1 กรัมก็มากเพียงพอจะติดต่อสู่คน 100 คน ผ่านการจู่โจมทางอากาศ ส่วนวัคซีนถ้าไม่ได้ล่วงหน้าอย่างน้อยหลายวันก่อนโรคแสดงอาการก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’
เหมืองทองที่ล่องแจ้ง
E-DUANG | ปรากฎการณ์ พนัส ไทยล้วน ความเป็นจริง ใน สังคมไทย
อัพสกิล เอไอ อัพสกิล การเมือง