เอกราช (ราษฎร์) และอธิปไตยยุคประชาธิปไตย 2475 ถูกท้าทาย : ความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย (จบ)
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
เอกราช (ราษฎร์) และอธิปไตยยุคประชาธิปไตย 2475 ถูกท้าทาย
: ความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย (จบ)
ผมกำลังเขียนบทความนี้ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน ซึ่งมีการชุมนุมนำโดย “คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากสื่อช่องต่างๆ เห็นคนจำนวนไม่น้อยกำลังทยอยเข้าร่วมการชุมนุม ได้ยินเสียงแว่วๆ จากเวที ผู้ปราศรัยหลายคนเป็นมิตรสหายเก่าแต่โบราณ วรรคทองที่ได้ยินไปทั่วคือ “รักแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตยไทย” “ขายชาติ” “ขายแผ่นดิน”
สัญลักษณ์ที่ใช้ทั่วไปคือธงชาติ ที่เป็นลักษณะเฉพาะคือมีการนัดผูกโบสีชมพูกับสีธงชาติที่ข้อมือ ไม่ต้องบอกแฟนชุมนุมสมัย กปปส. ก็รู้ว่านั่นคือคำสัญญาของ “จุฬาฯ มาแน่”
ผมเลยถือโอกาสนี้เริ่มตอบคำถามในบทความอาทิตย์ก่อนว่าเอกราชและอธิปไตยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ด้วยการนำเอาเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มาเป็นตัวอย่างรูปธรรมของความเปลี่ยนแปลงในความหมายและการปฏิบัติของเอกราชและอธิปไตย ความหมายปัจจุบันที่ทรงพลังเพราะสามารถระดมคนนับหมื่นหรืออาจมากกว่ามาได้จากทั่วประเทศ
ที่สำคัญคือการมีความหมายที่เข้าใจได้ไม่ยากและให้อารมณ์ความรู้สึกได้อย่างแทบเป็นไปเอง
ไม่มีใครสงสัยไม่เข้าใจว่า “แผ่นดิน” ที่กำลังปราศรัยอยู่นั้นคืออะไรอยู่ที่ไหน ตอบคืออยู่ที่นี่ ที่ทุกคนยืนนอนและทำอะไรกับชีวิตของพวกตนอยู่
แต่ถ้าจะตอบว่าแล้วแน่ใจหรือว่าเป็นแผ่นดินเดียวกันกับคนจากเหนือใต้และออกตก
คำตอบคือเพราะทุกคนต้องเคยเห็นแผนที่หรือมีแผนที่ประเทศไทย ดังนั้น นอกจากชาติจะเป็นจินตนากรรมร่วมกันของคนทุกคนในชาติไทยนี้แล้ว การมีแผนที่สมัยใหม่ที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยทุกคนเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาว่าแผ่นดินรูปขวานทองนี้แหละคือประเทศชาติไทย
ข้อหลังนี้ต้องยกคุณูปการทางวิชาการให้อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ผู้เปิดมิติใหม่ของชาติไทยที่มาจากแผนที่ ในหนังสือโด่งดังทั่วโลกเรื่อง “กำเนิดสยามจากแผนที่ : ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ” (2556)
อะไรคือความหมายของเอกราชและอธิปไตยในยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และอะไรคือความหมายที่เปลี่ยนไปหลังจากนั้น ด้วยมูลเหตุอะไร
ผมสรุปออกมาสั้นๆ ได้ว่า ประเด็นของเอกราช อธิปไตยในระยะแรกยังเป็นปัญหานามธรรมที่ราษฎรยังมองไม่เห็นชัดเจนนอกจากรัฐบาล
เช่น การยกเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาค การปลดปล่อยชนชั้นชาวนาหรือพลังการผลิตในสังคมศักดินา เช่น ภายในเดือนแรกรัฐสภาออกพระราชบัญญัติยกเลิกภาษีอากรที่ตกค้างมาจากระบอบศักดินาในการเก็บค่าเช่าส่วนเกินจากชาวนาชาวไร่ในการผลิตและใช้แรงงานของพวกเขา เช่น ยกเลิกอากรนาเกลือ ยกเลิกภาษีสมพัตสร อันได้แก่ ภาษีเก็บจากไม้ล้มลุก ซึ่งคู่กับภาษีสวนหรืออากรสวนใหญ่อันเป็นไม้ผลยืนต้น ตามมาด้วยการลดพิกัดเก็บเงินค่านาซึ่งมีรายได้เข้ารัฐถึงปีละ 1 ล้าน 5 แสนบาท ตามมาด้วย พ.ร.บ.ว่าด้วยการยึดทรัพย์สินของกสิกร อันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวนาไทยจมปลักอยู่ในวัฏจักรแห่งความยากจน
การเลิกการริบทรัพย์และเครื่องมือทำมาหากินของชาวบ้านเป็นการให้สิทธิในทรัพย์สินที่เป็นของเอกชนอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย
น่าสนใจว่ามาตรการเหล่านี้แท้จริงแล้วคือการสร้างเงื่อนไขทางสังคมให้แก่การเกิดคนงานเสรีที่จะเป็นกำลังแรงงานในระบบทุนนิยม แต่ยังไม่พอต้องดำเนินต่อไปในการสลายระบบกรรมสิทธิ์แบบศักดินาให้หมด ชนชั้นนายทุนจึงจะก่อตัวขึ้นมาได้อย่างเป็นอิสระ
เรื่องหลังนี้ไม่เกิดและกลายเป็นอุปสรรคของรัฐบาลกระฎุมพีที่จะปกครองอย่างมีอำนาจได้
สิทธิที่รัฐบาลคณะราษฎรมอบให้ไม่ค่อยมีพลังเท่ากับสิทธิที่ราษฎรลุกขึ้นเรียกร้องต่อสู้เอง
ยุคที่เปลี่ยนความรับรู้และการปฏิบัติในระดับชาวบ้านคือสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยเฉพาะการทำสงครามอินโดจีนและต่อมาในการต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่นเหนือประเทศไทย คนไทยทุกชนชั้นและอายุอาชีพต่างร่วมในการแสดงความเป็นเจ้าของชาติ
จากประสบการณ์ผ่านสงครามทำให้คนไทยจำนวนมากตระหนักและมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับความเป็นเจ้าของชาติและแผ่นดินนี้ทันที
แต่มรดกการเกิดความรู้สึกรักชาติสมัยพิบูลก็นำมาซึ่งปัญหาต่อการสร้างพลังประชาสังคมด้วย ที่สำคัญคือการสร้างความเหนือกว่าของระบบทหารนิยม
ในขณะที่ประชาธิปไตยของประชาชนกลายเป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไป
ปัญหาที่ว่านี้แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในการชุมนุมประท้วงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งนอกจากการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ยังตามมาด้วยการปราศรัยที่เปิดช่องให้แก่การเปลี่ยนรัฐบาลด้วยวิธีการนอกระบบ
ประสบการณ์ในปี 2549 และ 2567 จากการประท้วงใหญ่ของประชาชนนับแสน ทำให้ได้ข้อสรุปว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในระบบประชาธิปไตย
คราวนี้มีความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ไม่เหมือนการประท้วงสองครั้งก่อน นั่นคือการมีพรรคการเมืองและสื่อโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งออกมาวิพากษ์และเสนอทางออกที่ควรใช้คือดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ เช่น การยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เป็นต้น
ความหวาดระแวงต่อการแทรกแซงระบบประชาธิปไตยไทยด้วยการใช้กำลังอำนาจนอกระบบคือทหารนั้น กลายเป็นฝันร้ายของคนไทยไปหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งตามมาด้วยรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจไทยร่วงโรยและหลุดจากแถวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล
ยิ่งคนตั้งความหวังต่อรัฐบาลมากเท่าไร โอกาสที่จะได้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชนยิ่งเป็นการปิดฉากของความเปลี่ยนแปลงและโอกาสจะเห็นแสงสว่างในท้องฟ้าอย่างไม่มีทางเลือกเลย
ความเปลี่ยนแปลงในความหมายของเอกราชอธิปไตยที่มีผลยาวไกล ได้แก่ การที่พลังชาตินิยมนี้ใช้ได้เพียงเรื่องเดียวคือล้มรัฐบาลไทยที่มีปัญหา ซึ่งเป็นชาตินิยมที่จำกัดและรับใช้จุดหมายเฉพาะหน้ามากกว่ามุ่งไปหลักการทั่วไปที่มนุษยชาตินับถือและหวงแหน เช่น สิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน ความเสมอภาค ความยุติธรรม
รวมๆ คือคติมนุษยนิยม ในทางประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่าคติชาตินิยมไทยเกิดจากความต้องการของผู้นำรัฐบาล ไม่ใช่จากขบวนการประชาชน หากระบบประชาธิปไตยดำเนินไปตามปกติ ผลของการปฏิบัติ คือการทำให้ราษฎรมีบทบาทและสิทธิทางการเมืองโดยผ่านแต่ละบุคคลเอง ทำให้การใช้สิทธิของความเป็นปัจเจกบุคคลจะปรากฏเป็นจริงขึ้นมาได้
แต่ในความเป็นจริง ประชาชนไทยกลับได้และใช้สิทธิทางการเมืองอย่างเต็มที่เมื่อมีการชุมนุมประท้วงใหญ่ ภาคประชาสังคมเชิงประท้วงต่อสู้รัฐบาลในระยะยาวไม่อาจหนุนช่วยการพัฒนาและยกระดับพรรคการเมืองและสถาบันประชาธิปไตยได้มากนัก เพราะมีบทบาทและจุดหมายที่จำกัดและมาอย่างเฉพาะกิจ
นี่ก็เป็นข้อแตกต่างระหว่างประชาสังคมไทยกับของเกาหลีใต้
เงื่อนไขที่ทำให้ประชาสังคมยกระดับถึงระดับที่จรรโลงระบบประชาธิปไตยได้จึงมาจากการที่ประชาสังคมในแต่ละประเทศสามารถสลัดหลุดจากพันธนาการเก่าของประวัติศาสตร์ได้มากน้อยเพียงไร
ในกรณีของไทยนั้น การปฏิวัติประชาธิปไตยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในชนชั้นจารีตไม่มาก เช่นเดียวกับชนชั้นล่างและชนชั้นใหม่ที่จะเกิดตามมา ที่สำคัญคือชนชั้นกลางด้วย
ชนชั้นอภิสิทธิ์ส่วนใหญ่ยังรักษาอภิสิทธิ์ที่มีโดยเฉพาะในกรรมสิทธิ์เหนือปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดินและทุนไว้ได้มากกว่าคนอื่น
ชนชั้นกระฎุมพีค่อยๆ เกิดแต่ไร้อำนาจการเมือง ที่เป็นแก่นสารกว่าเพื่อนคือเกิดชนชั้นอำมาตยาธิปไตยหรือข้าราชการจากระบบราชการสมัยใหม่ ส่วนหนึ่งมาจากการรวมศูนย์อำนาจปกครองและอำนาจกรรมสิทธิ์เหนือปัจจัยการผลิต
คงไม่มีกระทรวงภายในระบบราชการประเทศใดที่มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินและทุนอย่างเป็นของตนเองมากเหมือนในประเทศไทย
ผู้ประกอบการตัวจริงเสียงจริงคือผู้บริหารกุมอำนาจในหน่วยงานภาครัฐ ไม่ใช่ภาคเอกชนและพลเมืองทั่วไป ซึ่งพิสูจน์ว่าไม่ใช่พลังในการเข้าสู่ทุนนิยมดิจิทัลได้เลย
ปัญหาเผชิญหน้ารัฐไทยปัจจุบันคือภาครัฐที่สร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในขณะที่ภาคเอกชนก็ไม่เคยเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองแท้จริง ทำให้ภาคประชาสังคมไทยก็ติดกับอยู่ในการแสดงพลังขับไล่รัฐบาลได้เพียงเรื่องเดียว ไม่อาจขยับไปสู่การขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบและสถาบันการเมืองในระบบประชาธิปไตยได้อย่างเป็นจริง
ข้อคิดเรื่องเอกราชอธิปไตยยุติลงด้วยความหวังว่าภาคประชาสังคมจะสลัดพันธนาการจากอดีตไปสู่การเป็นพลังประชาธิปไตยที่แท้จริง
