bg-single

ทฤษฎีกับความฝัน การเมืองไทย ไม่แก้ก็พัง

06.07.2025

เหยี่ยวถลาลม

ทฤษฎีกับความฝัน

การเมืองไทย

ไม่แก้ก็พัง

ถ้าว่ากันตาม “ทฤษฎีการเมือง” พรรคการเมืองและนักการเมืองจะต้องมีการแข่งขันกัน

แต่เรียกตามทฤษฎีชาวบ้านว่า แย่งกัน!

ตามทฤษฎีการเมือง นักการเมืองและพรรคการเมือง ต้องการอำนาจเพื่อที่จะมีโอกาสได้นำเสนอนโยบาย ซึ่งถือเป็นประดิษฐกรรมทางปัญญาอย่างหนึ่งที่มุ่งให้ประชาชนได้อยู่ดีกินดี เศรษฐกิจก้าวหน้า สังคมเจริญพัฒนา

แต่ชาวบ้านเชื่อว่า พรรคการเมืองกับนักการเมืองต้องการอำนาจ เพื่อโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศ แล้วจะกลายเป็นผู้ที่มือยาวกว่าทุกคน ในทุกๆ ด้าน

ใครเสี้ยมใครสอนให้ไม่พึงประสงค์การเมืองที่เล่นโดยประชาชน

แท้จริงแล้วการเมืองไทยเล่นโดยใคร

ระบอบประชาธิปไตยไทยไม่เหมือนประเทศอื่นใด

ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา รวม 93 ปี “ระบอบประชาธิปไตย” ยังคงล้มลุกคลุกคลาน

เมื่อ 68 ปีที่แล้ว จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นเสือกลับใจ คิดจะเลิกใช้ “กองทัพ” ค้ำยันเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จึงจัดให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง และจัดให้มีการเลือกตั้ง หวังจะไปต่อบนเส้นทางประชาธิปไตยแบบตะวันตก

แต่หลังการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 จบลงเพียงไม่กี่วัน ผู้คนก็ชุมนุมประท้วง “เลือกตั้งสกปรก” ของจอมพล ป.

“จอมพล ป.” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งมอบอำนาจให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผบ.ทบ.ที่ตั้งมากับมือคุมสถานการณ์เบ็ดเสร็จ

“สฤษดิ์” กลับปล่อยให้ม็อบผ่านจุดสกัด เข้าพังประตูเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ไปยืนด่าจอมพล ป.จนฉ่ำ หลังจากนั้น “สฤษดิ์” ถึงได้ออกมาจากหลังฉาก ประกาศรับลูกม็อบว่า จะจัดให้ตรวจสอบการเลือกตั้งสกปรก ที่พรรคเสรีมนังศิลาของ “จอมพลป.” ชนะเลือกตั้ง

เล่ามาเพื่อจะบอกว่า นับตั้งแต่ในประวัติศาสตร์จนถึงทุกวันนี้ เหตุการณ์ทางการเมืองและประเด็นทางการเมืองที่ใช้ทำลายกันนั้น มีทั้งจริงทั้งเท็จปนกัน

จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “เนื้อหา”

หากแต่คือ “การปูทาง” เพื่อทำรัฐประหาร!

16 กันยายน 2500 “สฤษดิ์” ยึดอำนาจการปกครอง ปิดเกม “จอมพล ป.” กับ “เผ่า ศรียานนท์” ไล่ให้ทั้งสองออกนอกประเทศ

เริ่มแรก “สฤษดิ์” ใช้ท่วงท่าลีลาพญาหงส์ ไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่นั่งเก้าอี้นายกฯ กลับยกไปให้ “พจน์ สารสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ให้จัดเตรียมการเลือกตั้ง ภายใต้กติกาที่ “ทหารเล่นการเมืองได้” จนในที่สุดก็ส่ง “ถนอม กิตติขจร” ลูกน้องคนสนิทขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็อยู่แค่ปีเดียว “สฤษดิ์” ลงมือรัฐประหารอีกในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 คราวนี้เป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง

ถามว่า หลังจากนั้นประเทศไทยมีช่วงเวลาไหนบ้าง ที่ไม่มี “ทหารปกครอง”

ในประเทศไทย ระบบการเมืองประชาธิปไตยตามแบบสากลไม่ค่อยเจริญเติบโต พลเมืองหรือประชาชนไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ยืนอยู่บนเวทีการเมืองได้นาน

พรรคการเมืองและนักการเมืองที่มาจากพลเมืองจึงขาดความต่อเนื่องทั้งในการคิด การทำกิจกรรมทางการเมือง ส่งผลให้ขาดประสบการณ์ ขาดความคิดสร้างสรรค์ในการต่อยอด หรือพัฒนากระบวนการทางการเมืองให้ค่อยๆ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นักการเมืองพลเมืองจำนวนมากจึงมักเป็นนักฉวยโอกาสที่จำนนกับทหารที่ปกครอง

การเปลี่ยนแปลงที่อ้างว่าปฏิรูปทางการเมืองทั้งหลายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นจาก “คณะบุคคล” ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร

การเมืองไทยจึงไม่มีเสถียรภาพ ยุ่งเหยิง วนเวียนซ้ำซากจำเจมาอย่างนี้ เกือบ 100 ปี

ปรากฏการณ์ที่พิสดารและเกิดขึ้นบ่อยครั้งคือ คนไทยถูกปลุกปั่นให้เชื่อว่า ไม่ต้องเคารพในความคิดที่แตกต่าง ไม่เคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เกลียดชังคนเห็นต่าง เหยียดอัตลักษณ์ท้องถิ่น และบ่อยครั้งที่ตอกย้ำให้ “รังเกียจนักการเมือง” ที่มาจากพลเมือง ทั้งๆ ที่ควรจะรังเกียจการทำผิดกฎหมาย รังเกียจการฉีกรัฐรัฐธรรมนูญ รังเกียจผู้นำทหารหรือนักรัฐประหารที่เป็น “ผู้ทำลาย” ระบอบการปกครองประชาธิปไตยตัวจริง

สังคมไทยปล่อยให้คนเจ้าเล่ห์มีอิทธิพลครอบงำ ยอมรับให้อำนาจนอกระบบกฎหมาย ซึ่งไม่ได้เป็น 1 ใน 3 ของ “อำนาจอธิปไตย” ที่มาจากประชาชนใช้ “ประชาธิปไตย” เป็นหน้ากาก การเมืองไทยจึงยุ่ง มากไปด้วยเพทุบาย ฉ้อฉลทั้งซึ่งหน้าและลับหลังจนหา “ความปกติ” ไม่ได้

ตามทฤษฎีการเมือง ในระบอบรัฐสภา มีการถ่วงดุลกันระหว่าง “อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ”

แต่ในระบอบประชาธิปไตยของไทยยังคงมีอีก “หลายอำนาจ” ที่ซ้อนทับจนชวนให้สับสน!

เวทีการเมืองของไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ “พื้นที่” ของการต่อสู้แข่งขันหรือแก่งแย่งกันเพื่อได้มาซึ่งอำนาจหรือโอกาสในการบัญญัติกติการ่างกฎหมายและบริหารประเทศ

หากกลไกของระบบทำหน้าที่ติดขัด ผู้เล่นเก่าเก็บ ล้าหลังคร่ำครึ หากคุณเซ หรือไม่แข็งแรงพอ อาจถูกกระแทกให้ล้ม

แล้วถ้าล้มลงไปจนไม่สามารถลุกขึ้นหยัดยืนในเวลาอันรวดเร็วก็อาจถูกกระทืบซ้ำ

ยกตัวอย่างเช่น ความไม่เดียงสาทางการเมืองของพรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ประกาศจะมาจุดไฟแห่งความหวัง พร้อมมีความมั่นใจเต็มร้อยในการต่อสู้ทางการเมืองตามระบบรัฐสภา จึงกระทำทุกอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ถ้าได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน จะนำพาสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลง กฎเกณฑ์ ระเบียบกติกาที่ทำให้เกิดผลที่ดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและสังคมโดยรวม

แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า “ความหวัง” ต้องดับวูบลงจากความไม่เดียงสาทางการเมือง!

ตามทฤษฎี ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ระบบความคิดที่เป็นหัวใจคือ การยอมรับในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

“สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค” จึงได้รับการลำดับความสำคัญก่อนอำนาจอื่นใด

แต่ไทยไม่ได้ส่งเสริมระบบความคิดนั้น

เมื่อเผชิญวิกฤต ผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีรสนิยมป่าเถื่อนจะชักชวนกันเรียกหา “อำนาจพิเศษ” !

ในประเทศไทย อำนาจพิเศษหลายชนิดประเภททำให้การเมืองเสียหาย เละเทะ ไม่เป็นอันดำเนินไปอย่างปกติ เปิดช่องเกื้อกูลให้เหลือบทุจริตคอร์รัปชั่น

ปัญหาทุกด้านไม่มีทางแก้ ถ้าไม่แก้ที่ “การเมือง” !?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ