การเมืองแรง ‘ชินวัตร’ ระส่ำ ‘ดีล’ แกว่ง ‘บิ๊กแดง’ รีเทิร์น ‘บิ๊กแก้ว’ คัมแบ๊ก คุมกลาโหม ในยาม กองทัพผลัดใบ
รายงานพิเศษ
การเมืองแรง ‘ชินวัตร’ ระส่ำ ‘ดีล’ แกว่ง
‘บิ๊กแดง’ รีเทิร์น
‘บิ๊กแก้ว’ คัมแบ๊ก คุมกลาโหม
ในยาม กองทัพผลัดใบ
อาจจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการเมืองและกองทัพ ที่ในการปรับคณะรัฐมนตรี มีการเว้นวรรค ยังไม่แต่งตั้ง ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) แต่เว้นวรรค รอผู้ที่เหมาะสม
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขณะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่ ได้ทูลเกล้าฯ ชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของตนเอง แต่ปล่อยว่างเก้าอี้ รมว.กลาโหมไว้
โดยเป็นที่รู้กันว่าเพื่อรอ บิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อให้ครบกำหนดการเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี จากการพ้นการเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยตำแหน่ง ที่จะครบในวันที่ 30 กันยายน 2568 นี้เสียก่อน
ก่อนหน้านี้เป็นที่หารือกันอย่างเข้มข้นในบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย ว่าจะเป็นการควรหรือไม่ที่จะปล่อยว่างเก้าอี้ รมว.กลาโหมไว้ แม้จะแค่ 3 เดือนก็ตาม
แต่ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ตึงเครียด รวมถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงแบบที่เรียกว่า มีศึกรอบด้าน จึงถูกมองว่าประเทศไม่ควรที่จะขาด รมว.กลาโหม หรือไม่
แม้เคยมีแนวคิดที่จะให้ น.ส.แพทองธาร ควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน เพื่อไม่ให้ตำแหน่งนี้ว่าง
แต่ด้วยรู้ว่า หากควบ รมว.กลาโหมคงจะโดนโจมตีอย่างหนัก เพราะในคลิปสนทนากับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา ก็ตอกย้ำถึงมุมมองของ น.ส.แพทองธาร ที่มองกองทัพ มองทหารเป็นฝ่ายตรงข้าม ในกรณีที่พาดพิง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2
อีกทั้งฝ่ายผู้บัญชาการเหล่าทัพแม้ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ แต่ก็ไม่สะดวกใจนัก
จึงทำให้ น.ส.แพทองธารรีบประกาศผ่านสื่อว่าจะไม่ควบ รมว.กลาโหมแน่นอน หลังจากที่มีกระแสข่าวสะพัดออกมา

ทั้งหมดนี้ทำให้มีรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร ได้ทาบทาม บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง อีกครั้ง หลังจากที่เคยมีข่าวเป็นแคนดิเดต รมว.กลาโหม มาแล้วตอนจัดตั้งรัฐบาลแบบ “ดีล” ผสมข้ามขั้วครั้งแรก แต่ พล.อ.อภิรัชต์ปฏิเสธ เพราะโดยสถานภาพในเวลานั้นยังคงเป็นรองเลขาธิการ สนว. อยู่ ตอนนี้แม้ พล.อ.อภิรัชต์ลาออกมาพักใหญ่แล้ว แต่ พล.อ.อภิรัชต์ก็ปฏิเสธอีกครั้งเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ พล.อ.อภิรัชต์ถือว่าเป็นคีย์แมนในดีลจัดตั้งรัฐบาลผสมข้ามขั้ว กับพรรคเพื่อไทย และขั้วอนุรักษนิยมตั้งแต่ต้น จึงไม่สามารถรับตำแหน่งในทางการเมืองได้ เพราะไม่ต้องการออกหน้า หรือเกี่ยวข้องในทางการเมืองอย่างเปิดเผย
แต่ด้วยความเป็นห่วงชาติบ้านเมืองและสถาบันฯ แม้ว่าตนเองจะพ้นหน้าที่ออกมาแล้วก็ตาม จึงยังคงช่วยทำหน้าที่ประคอง “ดีล” ให้ไปต่อได้
อีกทั้งในห้วงที่ผ่านมา พล.อ.อภิรัชต์สุขภาพไม่ดี ต้องไปรักษาตัว จนร่างกายแข็งแรงดีแล้ว แต่ยังอยู่ในฉากหลังการเมืองไทยในหลายส่วนอยู่ เพื่อประคับประคองดีลที่ทำกันไว้ เพราะเป้าหมายของ พล.อ.อภิรัชต์ คือให้รัฐบาลนี้อยู่ด้วยกันไปได้ให้นานที่สุดและจับมือกันไปตลอดเพื่อสกัดกั้นพรรคสีส้ม เพื่อปกป้องสถาบันฯ อันเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของ พล.อ.อภิรัชต์มายาวนาน
ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดดีลลังกาวีขึ้น แต่ดีลนี้ถูกบุคคลที่ไม่ธรรมดาล่วงรู้และถ่ายภาพนำมาเผยแพร่ จนทำให้ พล.อ.อภิรัชต์ต้องถูกเวรโทษ ที่เสมือนเป็นการถูกลงโทษ ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นผลจากปัญหาภายในแวดวงการทำงานของ พล.อ.อภิรัชต์ในเวลานั้นด้วย
พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งเป็นเหมือนหมากตัวหนึ่งบนกระดานการเมืองของขั้วอนุรักษนิยม แต่เมื่อดีลลังกาวีถูกเปิดเผย ทำให้หมากระดับขุนพลอย่าง พล.อ.อภิรัชต์ กลายเป็นหมากที่ไม่สามารถใช้เดินเกม ได้อีกต่อไป ก่อนที่ต่อมา พล.อ.อภิรัชต์จะลาออกด้วยปัญหาเรื่องสุขภาพ
แต่ด้วยภารกิจยังไม่สิ้นสุด พล.อ.อภิรัชต์จึงต้องพยายามประคองดีลข้ามขั้ว ประคองรัฐบาลให้ก้าวเดินต่อไปโดยดำรงจุดมุ่งหมายเดิมไว้

นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงมีชื่ออดีตบิ๊กทหารหลายคนมาเป็นตัวเลือก ให้ น.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีบารมีของพรรคเพื่อไทยได้พิจารณา เลือกมานั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม
ทั้งชื่อของ พล.อ.สุนัย ประภูชะเนย์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทหารรบพิเศษหมวกแดงสายบู๊เตรียมทหารรุ่น 21 ที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม บิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ รมว.กลาโหม หรือแม้แต่ชื่อ บิ๊กไก่ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขา สมช. จาก ตท.22 นักรบเหรียญรามา
ว่ากันว่าเพราะนายทักษิณไว้วางใจ พล.อ.อภิรัชต์ มากที่สุด จึงยอมที่จะปล่อยมือจากเก้าอี้ รมว.กลาโหม เป็นครั้งแรกตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลมา เพราะก่อนหน้านี้นายทักษิณไม่ยอมให้บิ๊กทหารคนไหนมาเป็น รมว.กลาโหม จึงจำเป็นต้องให้นายสุทิน คลังแสง และนายภูมิธรรม เวชยชัย มาเป็น รมว.กลาโหมพลเรือน ไปพลางก่อน
แต่มาเวลานี้สถานการณ์แวดล้อมกดดันทำให้นายทักษิณต้องยอมปล่อยมือให้เก้าอี้ รมว.กลาโหมเป็นทหารเก่า โดยแรกๆ นั้น นายทักษิณไม่ยอมปล่อยโควต้าเก้าอี้ รมว.กลาโหม ให้พรรคอื่นหรือนายทหารคนอื่น ก็เพราะต้องการ พล.อ.อภิรัชต์ เป็น รมว.กลาโหม
แต่เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ไม่สามารถรับตำแหน่งได้ ก็จึงต้องเอาคนของตัวเองในพรรคเพื่อไทยมาคุมกลาโหมไว้ก่อน

แต่คราวนี้การที่นายทักษิณยินยอมปล่อยมือก็เพราะ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ก็คือสายตรงที่เป็นทั้งน้องรักและเป็นเพื่อนรุ่นน้องของ พล.อ.อภิรัชต์ และเป็นนายทหารคนเดียวที่ร่วมคณะของ พล.อ.อภิรัชต์ ไปดีลลังกาวี
ด้วยเหตุที่ พล.อ.เฉลิมพล เป็นเตรียมทหารรุ่น 21 ซึ่ง พล.อ. อภิรัชต์ ที่เรียนเตรียมทหารรุ่น 20 แต่ก็มาเรียนกับเตรียมทหารรุ่น 21 พร้อมกับ จึงทำให้มีความสนิทสนม พล.อ.เฉลิมพล
อีกทั้งในยุครัฐบาล คสช. สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.เฉลิมพลก็เป็นมือทำงานให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องการจัดระเบียบสังคมต่างๆ ที่เวลานั้น พล.อ.เฉลิมพล เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ม.2 รอ.) ที่สามารถจัดระเบียบสิ่งผิดกฎหมายปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายและมาเฟียและกลุ่มอิทธิพลต่างๆ และทำงานใกล้ชิดกับ พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ในเวลานั้น เรียกได้ว่ารู้ใจและเชื่อมือกันมาตลอด
จนเป็นที่รู้กันว่า พล.อ.อภิรัชต์ และ พล.อ.ประยุทธ์ สนับสนุนให้ พล.อ.เฉลิมพล ได้เติบโตในกองทัพจาก ผบ.พล.ม. 2 รอ. เป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก และเป็นรองเสนาธิการทหารบก จากนั้นก็ให้ติดยศพลเอก และส่งข้ามไปเป็นเสนาธิการทหาร ที่กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อเตรียมขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในช่วงนั้น
ก่อนหน้านั้น มีกระแสข่าวในกองทัพถึงขั้นที่ว่า พล.อ.อภิรัชต์ ต้องการจะให้ พล.อ.เฉลิมพล เป็น ผบ.ทบ. ซึ่งในเวลานั้นมีแคนดิเดตคนสำคัญที่เติบโตมาตามไลน์ คือบิ๊กบี้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้
มีกระแสข่าวถึงขั้นที่ว่า โดยก่อนที่ พล.อ.อภิรัชต์จะเกษียณราชการ เคยมีข้อเสนอที่จะให้ พล.อ.เฉลิมพล ข้ามจากเสนาธิการทหาร กลับมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก เลยทีเดียว
แต่ด้วยเพราะ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ซึ่งเป็นทหารคอแดง และถูกมองว่าเป็นฟาสต์แทร็ก เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ช่วย ผบ.ทบ. มาแรงและมีแบ๊กอัพดี จึงฉลุยขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก นั่งยาว 3 ปี
พล.อ.เฉลิมพลจึงไปขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคอแดงนั่งยาว 3 ปีเช่นกัน

อาจกล่าวได้ว่าระหว่าง พล.อ.อภิรัชต์ กับ พล.อ.เฉลิมพลนั้นยิ่งกว่ามองตารู้ใจและได้วัดใจกันมาในหลายครั้งแล้ว จึงไม่แปลกที่การไปภารกิจสำคัญที่ลังกาวีครั้งนั้น พล.อ.อภิรัชต์ จะชวน พล.อ.เฉลิมพล ร่วมคณะไปด้วย
และมาวันนี้สถานการณ์พัฒนามาถึงขั้นที่นายทักษิณยอมที่จะให้ฝ่ายทหารมายึดโควต้าของพรรคเพื่อไทย นั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม ชื่อของ พล.อ.เฉลิมพล ซึ่งเป็นสายตรงของ พล.อ.อภิรัชต์ รวมถึงก็เป็นนายทหารที่ทำงานใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ มาก่อนหน้านี้ด้วยจึงถูกเลือก
ที่สำคัญระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.อภิรัชต์ ยังคงแนบแน่นต่อกันและเป็นผู้ประคองเคียงด้วยกันเรื่อยมา
พล.อ.เฉลิมพล เป็นนายทหารที่มีความสามารถและเป็นนายทหารม้า ซึ่งมีบุคลิกเงียบนิ่งสุขุม พูดน้อย แต่มีความเด็ดขาด
เป็นทั้งนายทหารสายบู๊ เพราะเติบโตมาในหน่วยกำลังรบ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นฝ่ายบุ๋น เพราะเคยเติบโตในกรมยุทธการทหารบก และเคยเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก
จึงเรียกได้ว่ามีทั้งบู๊และบุ๋นในตัวเองครบเครื่อง เหมาะสมกับสถานการณ์ความมั่นคงในเวลานี้โดยเฉพาะภัยคุกคามจากกัมพูชา
นอกจากนั้น พล.อ.เฉลิมพล ก็ยังเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่รุ่นไม่ได้ห่างกับผู้บัญชาการเหล่าทัพปัจจุบันและผู้บัญชาการเหล่าทัพที่กำลังจะขึ้นมาใหม่เพราะ พล.อ.เฉลิมพลเป็นเตรียมทหารรุ่น 21 ขณะที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดปัจจุบันเป็นเตรียมทหารรุ่น 23 24 และ 26 และก็คาดว่าผู้กันเหล่าทัพชุดใหม่ที่จะขึ้นมาหลัง 30 กันยายนนี้ แทนคนที่เกษียณชุดนี้ก็จะยังคงเป็นเตรียมทหารรุ่น 24 และ 25
โดยมี บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพหลักที่ยังคงอยู่ในราชการเพียงคนเดียวเนื่องจากมีอายุราชการถึงตุลาคม 2570

อีกประการสำคัญคือ พล.อ.เฉลิมพล เป็นพี่เลิฟของ ผบ.อ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบันเพราะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนก่อน และเป็นคนที่สนับสนุน พล.อ.ทรงวิทย์ ให้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทนด้วย
อีกทั้ง พล.อ.ทรงวิทย์ ก็ถือว่าเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ทางแกนนำ รัฐบาลทั้งนายภูมิธรรม และอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน มีความสนิทสนมและไว้วางใจด้วยความที่ พล.อ.ทรงวิทย์มีความเป็นทหารอาชีพ ในการให้คำปรึกษาและให้ความร่วมมือในการทำหน้าที่ของกองทัพในฐานะกลไกของรัฐบาลมาอย่างดี ตั้งแต่ยุคนายเศรษฐาเป็นนายกฯ จนมาถึงยุค น.ส.แพทองธาร
ที่สำคัญจะเห็นได้ว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดปัจจุบันความเป็นทหารอาชีพ ไม่แทรกแซงการเมืองเพราะปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองแก้ไขปัญหากันไปเอง
จะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ หลังเกิดกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทั้ง พล.อ.ทรงวิทย์ และ พล.อ.พนา ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ากองทัพจะยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยและจะทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมเรียกร้องให้คนไทยสามัคคีเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามจากนอกประเทศ
การมาเป็น รมว.กลาโหม ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ของ พล.อ.เฉลิมพล จึงจะทำหน้าที่ เสมือนข้อต่อ ที่เชื่อม รัฐบาล กับกองทัพ เพราะ พล.อ.เฉลิมพลมีความใกล้ชิด กับ ผบ.เหล่าทัพ จะมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น แต่ก็จะเสมือน มี พล.อ.อภิรัชต์ มาช่วยอยู่เบื้องหลังอีกคน
ที่สำคัญหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในห้วง 3 เดือนนับจากนี้และ พล.อ.เฉลิมพลได้มาเป็น รมว.กลาโหม แม้จะไม่ทันแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายนนี้ก็ตาม แต่คาดการณ์ว่าโดยพฤตินัย แล้ว พล.อ.เฉลิมพลจะได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาจัดวางบุคคลที่จะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพและระดับห้าเสือแต่ละเหล่าทัพด้วย
ซึ่งเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งใหญ่เพราะทั้ง พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ บิ๊กแมว พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผบ.ทร. และบิ๊กไก่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. เกษียณราชการ
แต่อย่างไรก็ตาม เพราะการเมืองไม่แน่นอน ใน 3 เดือนข้างหน้าอาจจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใดขึ้นก็ได้ทั้งการเปลี่ยนนายกฯ เปลี่ยนรัฐบาล จึงอาจจะมีผลต่อการเลือก รมว.กลาโหม ในเวลานั้น
ซึ่งจะต้องรอดูว่า ฝ่ายอนุรักษนิยม จะสามารถช่วย น.ส.แพทองธาร รอดพ้นวิบากกรรมครั้งนี้ไปได้ เพื่อรักษาดีล ได้หรือไม่
