| สุจิตต์ วงษ์เทศ
จีนสนับสนุนกลุ่มสยามสุพรรณภูมิลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ยึดกรุงศรีอยุธยาเพื่อผลประโยชน์ของจีนในการค้าข้ามคาบสมุทร
(1.) เพื่อผลประโยชน์มหาศาลทางการค้าของจีน ทำให้จีนต้องการมีอำนาจเหนือพื้นที่คาบสมุทร รวมทั้งเส้นทางข้ามคาบสมุทร ซึ่งทั้งหมดมีสถานีการค้าหรือท่าเรือเรียงรายสองฝั่งมหาสมุทร
(2.) แต่จีนยกกำลังทำการด้วยตนเองมิได้ จึงสนับสนุนกลุ่มสยามขยายอำนาจไปยึดอยุธยา เสริมสร้างความแข็งแกร่งเพื่อควบคุมพื้นที่รอบอ่าวไทยและคาบสมุทรมลายู
(3.) หากยึดอยุธยาสำเร็จก็เท่ากับได้สยามกับละโว้ไว้ในความคุ้มครอง เสมือนสยามกับละโว้ยอมอ่อนน้อมต่อจีน ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารจีนที่มีบอกชัดเจนว่าจักรพรรดิจีนต้องการให้แม่ทัพนายกองยกไปปราบบ้านเมืองต่างๆ เช่น สยาม, ละโว้ ฯลฯ แต่ขุนนางชี้แจงแล้วแนะนำว่าบ้านเมืองเหล่านั้นไม่ใหญ่โตและไม่มีความสำคัญอันใดจึงหาประโยชน์มิได้ ถ้าจัดทัพไปปราบปรามก็เท่ากับทำลายชีวิตประชาชนโดยใช่เหตุ จึงควรส่งคนไปชักชวนเกลี้ยกล่อมบ้านเมืองเหล่านั้นให้อ่อนน้อมจะดีกว่า อนึ่ง เว้นเสียแต่บ้านเมืองใดแข็งข้อก็ยกทัพโจมตี ฝ่ายจักรพรรดิจีนเห็นชอบ แล้วให้ส่งทูตไปเกลี้ยกล่อมบ้านเมืองเหล่านั้นยอมอ่อนน้อม 20 แห่ง
[สรุปสาระสำคัญจากหนังสือความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน พ.ศ.1825-2395 (แปลจากเอกสารทางราชการของจีน) โดยคณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยเกี่ยวกับจีน ในเอกสารภาษาจีน สำนักนายกรัฐมนตรี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2523 หน้า 1]
จีนเมื่อต้องการควบคุมสยามกับละโว้ มีความเคลื่อนไหวเห็นได้ตามลำดับ ดังนี้
1. หนุนกลุ่มสยามทำการค้ากับจีนตั้งแต่แรกที่จีนแต่งสำเภาออกค้าขายกับนานาชาติด้วยตนเองราวหลัง พ.ศ.1500 (ก่อนหน้านี้จีนไม่ออกค้าขายภายนอกด้วยตนเอง แต่ค้าขายผ่านกลุ่มมลายูในนามที่รู้จักทั่วไปว่า “ศรีวิชัย”) จึงพบความเคลื่อนไหวคึกคักของภาษาไทยทางลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง-เพชรบุรี
2. เลี้ยงดูสนับสนุนอย่างดีต่อเจ้านครอินทร์ (กลุ่มสยาม-สุพรรณภูมิ) เมื่อเจ้านครอินทร์ (คือพระร่วง) ไปเมืองจีน 2 ครั้ง (ได้ช่างจีนทำ “สังคโลก”)
3. กดดันฝ่ายอยุธยา ด้วยการส่งกองเรือท่องสมุทร (ครั้งที่ 3) นำโดยแม่ทัพขันทีเจิ้งเหอ (ซำปอกง) ผ่านอ่าวไทย แล้วส่งตัวแทนเข้าไปเจรจากับราชสำนักอยุธยา ช่วงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสยามกับกษัตริย์อยุธยา
[หลักฐานและคำอธิบายมีในหนังสือ 2 เล่ม ของ สืบแสง พรหมบุญ (1.) ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับไทย (กาญจนี ละอองศรี แปลจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก โดย สืบแสง พรหมบุญ เสนอต่อมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (เมดิสัน) สหรัฐ พ.ศ.2513) มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2525 และ (2.) เจิ้งเหอ ซำปอกง และอุษาคเนย์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก เมษายน พ.ศ.2549]
การคุกคามของจีนมีเสมอในลักษณะกดดันและใช้กำลังทหารจากกองเรือข่มขู่บ้านเมืองที่อ่อนแอกว่าเพื่อได้สิ่งที่ต้องการ รวมทั้งมีเหตุการณ์อย่างนี้ในอยุธยาด้วย จึงพบในเอกสารจีนว่าเจิ้งเหอออกคำสั่งรื้อถอนพระสถูปในอยุธยาอย่างน้อย 1 องค์ว่า “เป็นพระสถูปที่ปราศจากยอดและอยู่ทางเบื้องทิศตะวันตก โดยกล่าวว่าพวกชนป่าเถื่อน (ชาวอยุธยา) เหล่านี้สร้างพระสถูปจนสำเร็จอยู่ก่อน เจิ้งเหอได้บัญชาให้ปราบพระสถูปนี้จนราบเรียบ จนแม้ต่อมาจะมีความพยายามที่จะสร้างสถูปขึ้นอีก ก็ไม่สำเร็จอีกเลย”
[ดูในบทความเรื่อง “เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรีหรือเพื่อกดขี่บีฑา” ของ เจฟ เวด (ทรงยศ แววหงษ์ แปลจากบทความภาษาอังกฤษ พิมพ์เป็นเอกสารประกอบสัมมนาวิชาการ จัดโดยมูลนิธิโครงการตำราฯ ร่วมกับมูลนิธิโตโยต้า เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2548)]
4. ยึดอยุธยา มีขึ้นเมื่อพระรามราชา เชื้อสายรัฐละโว้เสวยราชย์อยุธยา (ระหว่าง พ.ศ.1938-1952) ขัดแย้งรุนแรงกับเจ้านายขุนนางที่เป็นเชื้อสายรัฐสุพรรณภูมิ มีใน พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ สรุปดังนี้
ตอนแรก พระรามราชาสั่งจับกุมเจ้าเสนาบดีที่รับราชการในราชสำนักอยุธยา ส่วนเจ้าเสนาบดีหนีรอดอยู่เมืองปท่าคูจาม (เวียงเหล็ก) ซึ่งเป็นขุมกำลังของสยาม
ตอนหลัง เจ้าเสนาบดีนัดหมายทางการเมืองกับเจ้านครอินทร์ รัฐสุพรรณภูมิ เมื่อถึงกำหนดเจ้าเสนาบดียึดอยุธยาโดยยกกำลังผู้คนเมืองปท่าคูจามกับสยาม-สุพรรณภูมิ แล้วเชิญเจ้านครอินทร์ขึ้นเสวยราชย์อยุธยา (ได้นามพระนครินทราธิราช) ฝ่ายพระรามราชาเชื้อสายละโว้ถูกกักขังไว้ในเมืองปท่าคูจาม (ขุมกำลังของกลุ่มสยาม) หรือเทียบได้ระหว่างเจ้าพ่อกับลูกน้อง

[แผนที่ราชอาณาจักรสยาม (เป็นนามที่ชาวยุโรปเรียกอยุธยา) ซึ่งมีประชาชนเป็นชาวสยาม ที่เรียกตนเองว่าไทย เขียนโดยชาวฝรั่งเศส พิมพ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตรงกับสมัยพระนารายณ์ พ.ศ.2229 (ค.ศ.1686) ข้อมูลและภาพจากห้องสมุด ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช]
อยุธยา “จิ้มก้อง” จีน
จีนอุดหนุนเจ้านครอินทร์เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ทำให้นับแต่นั้นกรุงศรีอยุธยากับจีนมีความสัมพันธ์ทางการเมืองในระบบบรรณาการหรือที่รู้จักทั่วไปในภาษาจีน (แบบไทย) ว่า “จิ้มก้อง” แปลว่าเครื่องราชบรรณาการ หรือเครื่องถวายจักรพรรดิจีน (ปัจจุบันถูกใช้เป็นคำสแลง หมายถึงเอาของไปกำนัลผู้มีอำนาจเหนือกว่า หรือติดสินบน)
คำว่า “ก้อง” (ใน “จิ้มก้อง”) ร.4 ทรงบอกว่าหมายถึง “เมืองขึ้น” [ในประกาศ (พ.ศ.2411) เรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี]
ระบบบรรณาการ หมายถึงกระบวนการจัดสิ่งของมีค่าส่งให้ด้วยความเคารพนับถือต่อผู้รับที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งเป็นเรื่องของความไม่เสมอภาคระหว่างเจ้าประเทศราช (คือจีน) กับประเทศราช (คือบ้านเมืองที่ยอมอ่อนน้อมต่อจีน ซึ่งในที่นี้คือกรุงศรีอยุธยา) หรือเทียบได้ระหว่างเจ้าพ่อกับลูกน้องบริวาร
จีนถือว่าตนเป็นผู้ใหญ่หรือเจ้าประเทศราช ส่วนกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้น้อยหรือประเทศราช ทั้งนี้ ไม่ว่ากรุงศรีอยุธยาจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม แต่จีนต้องอยู่ในฐานะเหนือกว่าเสมอ โดยจีนปฏิบัติอย่างนี้ด้วยกับบ้านเมืองอื่นๆ รอบอ่าวไทย
แต่โดยทั่วไปในความสัมพันธ์กับจีน เป็นที่รู้ว่าบรรณาการและการค้าเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนั้น การแสดงตนเป็นรัฐบริวารที่จงรักภักดีสม่ำเสมอ คือผลกำไรเพราะได้ยกเว้นภาษี ด้วยพื้นฐานความคิดดังกล่าวทำให้มีประเพณี หรือพิธีการที่ผู้น้อยต้องปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ ได้แก่
(1.) กษัตริย์องค์เก่าสวรรคต ต้องรายงานจักรพรรดิจีน
(2.) กษัตริย์องค์ใหม่เสวยราชย์ ต้องรับตราตั้งจากจักรพรรดิจีน
(3.) ต้องการเทคโนโลยีใหม่ต้องทำเรื่องร้องขอแล้วรอรับสิ่งเหล่านั้นจากจักรพรรดิจีน เช่น เครื่องชั่งตวงวัด เป็นต้น
[ข้อมูลต่างๆ ได้จากหนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ (1.) ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับไทย ของ สืบแสง พรหมบุญ มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2525 และ (2.) จิ้มก้องและกำไร : การค้าไทย-จีน 2195-2396 ของ สารสิน วีระผล (พรรณงาม เง่าธรรมสาร, รังษี ฮั่นโสภา, สมาพร แลคโซ แปลจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก โดย สารสิน วีระผล เสนอต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ พ.ศ.2517) มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548]
“จิ้มก้อง” ในระบบบรรณาการ มักถูก “ตีความ” เข้าข้างตนเองของนักประวัติศาสตร์ไทย เพื่อให้ไทย “ดูดี” ที่แตกต่างมากจากความจริง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
