บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ว่าด้วยจริยธรรมและการเมือง
จริยธรรมคือหัวใจของการเมืองที่ดี
อย่าปล่อยให้มันกลายเป็นอาวุธทางการเมือง
ในระบอบประชาธิปไตยใดๆ จริยธรรมควรเป็นเข็มทิศที่ช่วยนำพานักการเมืองให้ตัดสินใจด้วยความเคารพต่อเจตจำนงของประชาชน ไม่ใช่กลายเป็นดาบที่ใช้ฟันฝ่ายตรงข้าม
หากจริยธรรมถูกบังคับใช้อย่างไม่เป็นสัดส่วน ถูกเลือกปฏิบัติ หรือใช้โดยปราศจากความรับผิดชอบ มันจะกลายเป็นอาวุธทางการเมือง มากกว่าคุณธรรมสาธารณะ
ที่แย่กว่านั้นคือ เมื่อผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น “ตำรวจจริยธรรม” ใช้อำนาจโดยไม่มีหลักเกณฑ์ ตรวจสอบไม่ได้ และไม่ต้องรับผิดใดๆ
จริยธรรมก็ไม่ต่างจากกลไกควบคุมอำนาจที่ไร้การยอมรับจากประชาชน
จากห้องเรียนสู่สนามจริง
: สิ่งที่การเมืองควรเรียนรู้จากจริยธรรม
ผมเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความสนใจในเรื่องการเมืองและนโยบายสาธารณะ หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียนคือการแยกแยะระหว่าง “ศีลธรรม” กับ “จริยธรรม”
ศีลธรรมเป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นผลผลิตจากศาสนา ประเพณี หรือค่านิยมของแต่ละคน
ส่วนจริยธรรมเป็นกรอบร่วมทางสังคม ที่ให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความเห็นต่าง
ที่ Harvard Kennedy School เราเรียนทั้งแนวคิดแบบตะวันตกและตะวันออก เริ่มจาก อริสโตเติล กับ “คุณธรรมกลาง” (virtue ethics), อิมมานูเอล คานต์ กับ “หน้าที่พลเมือง” (deontological ethics), จอห์น สจวร์ต มิลล์ กับ “ผลเพื่อส่วนรวม” (utilitarianism) และจอห์น รอลส์ กับ “ทฤษฎีความยุติธรรม”
แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทรงคุณค่าคือแนวคิดแบบเอเชีย โดยเฉพาะปรัชญาการเมืองของจีน
ในปรัชญาจีนโบราณ โดยเฉพาะจากขงจื๊อ (孔子), ความชอบธรรมทางการเมืองไม่ได้มาจากอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากคุณธรรมของผู้นำ (德政 – เต๋อเจิ้ง) ผู้นำที่ดีต้องมี 德 (เต๋อ) – คุณธรรมภายในที่แผ่ออกไปสู่สังคมโดยไม่ต้องใช้อำนาจบีบบังคับ
ขงจื๊อสอนว่า หากผู้นำขาดคุณธรรม ก็ย่อม “สูญเสียเทียนหมิง” (天命) หรือ Mandate of Heaven – ซึ่งแปลว่าความชอบธรรมในการปกครองไม่ใช่สิ่งถาวร แต่ผูกอยู่กับพฤติกรรมและความไว้วางใจจากประชาชน
เราอภิปรายกันอย่างเข้มข้นว่า หากจริยธรรมไม่มีโครงสร้างถ่วงดุลที่ตรวจสอบได้ มันอาจกลายเป็นเครื่องมือของการครอบงำ มากกว่าการรับใช้สังคม
ลองจินตนาการว่าคุณนั่งอยู่ในคลาส “Ethics and Public Policy” ที่ Harvard Kennedy School
ศาสตราจารย์เขียนบนกระดานว่า :
“คุณจะดึงคันโยกไหม?”
รถรางกำลังจะพุ่งชนคน 5 คนที่ถูกมัดอยู่บนราง หากคุณไม่ทำอะไร พวกเขาจะตายหมด แต่ถ้าคุณดึงคันโยก รถจะเปลี่ยนเส้นทางไปชนอีก 1 คนที่อยู่บนรางอีกเส้น
คุณจะเลือกอะไร?
ปล่อยให้ 5 คนตาย เพราะคุณไม่อยากเป็นผู้กระทำ?
หรือดึงคันโยก เพื่อช่วยชีวิตมากที่สุด แม้ต้องเสียอีก 1?
นักเรียนเริ่มยกมือ
บางคนบอกว่าจะดึง เพราะ “ผลลัพธ์” สำคัญที่สุด – การช่วย 5 ชีวิตย่อมดีกว่าเสียเพียง 1 (utilitarian) ขณะที่อีกกลุ่มยืนยันจะไม่แตะคันโยก เพราะไม่อยากมีเจตนาให้ใครตายด้วยน้ำมือตน (deontological ethics)
แล้วศาสตราจารย์ถามต่อ :
“ถ้าคราวนี้คุณอยู่บนสะพานกับชายร่างใหญ่หนึ่งคน และการผลักเขาลงไปขวางรถราง จะหยุดรถและช่วยอีก 5 คนไว้ได้ คุณจะผลักเขาหรือไม่?”
คราวนี้คำตอบกลับนิ่งสนิท
คนที่เคยบอกว่าจะ “ดึงคันโยก” กลับลังเล
เพราะนี่ไม่ใช่การกระทำทางอ้อมอีกต่อไป
แต่มันคือการ “ลงมือฆ่า” โดยตรง
คำถามที่เคยดูง่าย กลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อน
จริยธรรมไม่ได้อยู่แค่ที่ “ผลลัพธ์”
แต่อยู่ที่ “เจตนา” “วิธีการ” และ “ศักดิ์ศรีของมนุษย์”
บทเรียนจากคลาสนี้ไม่ใช่การหาคำตอบที่ถูกแต่คือการเข้าใจว่า จริยธรรมที่แท้จริงไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ มันคือศิลปะของการชั่งน้ำหนักในโลกที่มีความคลุมเครือและการยอมรับว่า การตัดสินใจที่ดีในระบอบประชาธิปไตยต้องเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่าง
ไม่ใช่รีบตัดสินว่าใคร “ดี” หรือ “เลว” จากมุมเดียว
จริยธรรมในรัฐธรรมนูญไทย
: กับดักที่เรียกตัวเองว่า “คุณธรรม”
รัฐธรรมนูญไทย ปี 2560 ซึ่งร่างขึ้นภายใต้รัฐบาลทหาร ได้สอดแทรกถ้อยคำคลุมเครืออย่าง “ขัดต่อความประพฤติอันดี” หรือ “ไม่เหมาะสมด้วยจริยธรรม” เอาไว้เป็นกับดักทางกฎหมาย
นี่ไม่ใช่จริยธรรมตามแนวทางของคานต์ ที่เน้นความเป็นสากล หากใช้กับคนหนึ่งได้ ต้องใช้กับทุกคนได้
แต่เป็นจริยธรรมแบบเลือกปฏิบัติ พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกยุบจากเหตุผลเรื่อง “ขัดจริยธรรม” ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลที่มีพฤติกรรมไม่ต่าง กลับไม่ได้รับผลใด
ในแง่มุมของจอห์น รอลส์ (John Rawls) กฎหมายควรเขียนราวกับว่าเราไม่รู้ว่าเราจะเกิดเป็นใคร เป็นคนมีอำนาจหรือเป็นผู้ถูกปกครอง
แต่รัฐธรรมนูญไทยกลับออกแบบมาโดยรู้ดีว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ และใครจะถูกล้ม
ไม่ใช่แค่ไทย
โลกประชาธิปไตยทำกันอย่างไร
ใน เยอรมนี เจ้าหน้าที่รัฐต้องยึดถือมาตรฐานจริยธรรมอย่างเคร่งครัด แต่มีหลักเกณฑ์และกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส
ใน เกาหลีใต้ แม้ประธานาธิบดีจะเคยถูกถอดถอนจากตำแหน่ง แต่กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านการไต่สวนทางกฎหมายและศาลรัฐธรรมนูญ
ใน สหรัฐอเมริกา แม้จะมีการใช้ “moral outrage” ทางการเมืองบ่อยครั้ง แต่อำนาจในการตัดสินชะตาของนักการเมืองยังอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบของสภาและประชาชน ไม่ใช่คณะกรรมการลับ
ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดเดียวกัน : จริยธรรมควรเป็นฐานของการปกครอง ไม่ใช่กับดักทางการเมือง
เราจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร?
หากประเทศไทยจะฟื้นฟูศรัทธาในระบบการเมือง เราต้องคืนความหมายให้กับคำว่า “จริยธรรม” และยุติการใช้มันเป็นเครื่องมือทางการเมือง ด้วยการปฏิรูประบบใน 3 ด้าน :
1. ยึดหลัก “สัดส่วน” ในการกำหนดโทษทางจริยธรรม
การตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตจากข้อหาที่คลุมเครือ ไม่ควรเป็นมาตรฐานของสังคมประชาธิปไตย จริยธรรมที่แท้ ต้องมีความสมดุลระหว่างความผิดกับบทลงโทษ เช่นเดียวกับหลักการ “ไม่หนักไปกว่าเหตุ” ในกฎหมายอาญา
หากมาตรฐานจริยธรรมถูกใช้ลงโทษหนักกว่าคดีทุจริตหรือคดีอาญา สังคมจะเริ่มไม่เชื่อถือว่าเราตัดสินกันด้วยเหตุผล
2. ปฏิรูปองค์กรอิสระให้ยึดหลักอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้
องค์กรที่มีอำนาจชี้ขาดเรื่องจริยธรรมต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมือง ต้องมีกระบวนการแต่งตั้งที่เป็นธรรม เปิดเผยการไต่สวน และให้โอกาสในการอุทธรณ์
3. สร้างกลไกถ่วงดุลเชิงสถาบันอย่างที่เยอรมนีและเกาหลีใต้ทำ
ในเยอรมนี คำว่า “จริยธรรมทางราชการ” ถูกกำหนดชัดเจนไว้ในกฎหมาย พร้อมกระบวนการไต่สวนที่ให้สิทธิ์จำเลยเต็มที่
ในเกาหลีใต้ แม้การถอดถอนผู้นำจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องผ่านทั้งกระบวนการรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้หลักฐานมากกว่าความรู้สึก
บทเรียนจากประเทศเหล่านี้คือ : จริยธรรมต้องอยู่ภายใต้ระบบยุติธรรม ไม่ใช่เหนือกว่ามัน
ประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีจริยธรรม แต่ผู้นำที่มีจริยธรรมต้องเติบโตจากระบบที่เป็นธรรมเช่นกัน และระบบที่เป็นธรรมไม่ได้เกิดจากคนดีเพียงคนเดียว -แต่มาจากสถาบันที่ดี กติกาที่เป็นธรรม และพลเมืองที่ตื่นรู้
