บทความในประเทศ
ภาษีปนาวุธ
ทรัมป์ถล่มข้ามทวีป
ทีมไทยแลนด์ร่อแร่
ระหว่างที่การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ก็มี “โจทย์ด่วน” แทรกมากดดันการเมืองไทย
เป็นสัญญาณอันตราย ร้ายแรงยิ่งกว่าทุกวิกฤตที่กำลังรุมล้อมประเทศไทยอยู่
เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำไทย
หลักใหญ่ใจความคือ สหรัฐประกาศจะเก็บภาษีตอบโต้สินค้าไทยในอัตรา 36% มีผล 1 สิงหาคมนี้ ครอบคลุมสินค้าทุกประเภท รวมถึงสินค้าที่ส่งผ่านไทยหรือใช้ไทยเป็นทางผ่าน โดยเป็นอัตราเดียวกับที่เคยประกาศเมื่อ 2 เมษายน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนบางประเทศที่ได้ลดอัตรา
แต่ก็เปิดทางเจรจา หากไทยพร้อมเปิดตลาด ลดภาษี และอุปสรรคทางการค้า สหรัฐก็พร้อมดูตัวเลขให้ใหม่
นับเป็นจดหมายที่ชวนขนลุก ให้อารมณ์ มือหนึ่งขู่จะ “ตบหัว” แต่อีกมือหนึ่งสงบนิ่งเตรียมจะ “ลูบหลัง” ไปพร้อมๆ กัน
พลันที่จดหมายของทรัมป์ออกมาอย่างเป็นทางการ ท่าทีของผู้นำรัฐบาลไทยก็เปลี่ยนทันที
สังเกตจาก “มู้ด แอนด์ โทน” การสัมภาษณ์ของพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง จากที่เคยประกาศจะยึด win-win solution เปลี่ยนมาเป็น “พร้อมเอาอกเอาใจ อยากได้อะไรขอให้บอก” ยืดอกรับฟีดแบ็กสหรัฐ เปรยๆ จะลดภาษีกราวรูดให้สหรัฐ
จุดยืนเปลี่ยนไวแทบไม่ทันข้ามวัน พูดจาราวกับคนไร้ยุทธศาสตร์ หมดวิธีหาเงื่อนไขใดไปต่อรอง
ฟากปัญญาชนเพื่อไทย-ทีมเบื้องหลังบ้านพิษณุโลก ก็เงียบกริบ ปล่อยให้สังคมว้าวุ่นทางความคิด เผชิญอนาคตแห่งความท้าทายอย่างไร้จุดหมาย
เมื่อรัฐบาลไม่พูดว่าจะไปต่ออย่างไร ไม่แม้แต่จะฉายภาพวิเคราะห์ให้เห็นโอกาสความเป็นไปได้ต่างๆ คนมองไม่เห็นโอกาสใหม่ๆ-ช่องทางไปต่อของประเทศ
จึงไม่ต้องแปลกใจ หากเสียงวิจารณ์รัฐบาลจากผู้คนภาคส่วนต่างๆ จะหนาหูขึ้นเรื่อยๆ
แถมเพิ่มแรงกดดันด้วยสถานการณ์ที่คู่แข่งอย่างเวียดนาม ปิดดีลจบที่ภาษี 20% ยิ่งเป็นความท้าทาย
หากไทยดีลภาษีให้ต่ำกว่านี้ไม่ได้ เศรษฐกิจไทยมืดมนหนัก นักลงทุนจะแห่กันหันไปหาคู่แข่งมากขึ้นแน่ในอนาคต
การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในสนามการเมือง และการขึ้นมามีอำนาจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกฯ รอบนี้ อาจจะเป็น “ทุกขลาภทางการเมือง” ก็เป็นได้
ดูจากวิกฤตการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศที่รัฐบาลเพื่อไทยประสบอยู่ตอนนี้ เห็นตรงกันว่ารัฐบาลเพื่อไทยกำลังแย่
ความฝันที่จะใช้พลิกขั้วเปลี่ยนข้างตั้งรัฐบาลและรีบใช้อำนาจเพื่อทวงคืนศรัทธาทางการเมืองกลับคืนวันนี้ยิ่งดูเลือนราง
เอาแค่ในสัปดาห์นี้ซีกรัฐบาลก็ต้องถอนกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์พ่วงบ่อนพนันถูกกฎหมายออกจากสภาไปแบบไม่มีกำหนด เพื่อลดความกดดันทางการเมือง
มองกันว่า การที่ถอยเรือธงออกไปจอดเงียบๆ แบบไม่มีกำหนด สะท้อนว่ารัฐบาลเริ่ม “อ่อนแอ” ทางการเมืองมากขึ้น
อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลถอยการขับเคลื่อนนโยบายที่เคยหาเสียงไว้
เมื่อเดือนก่อนรัฐบาลก็เพิ่งใส่เกียร์ถอยหลังนโยบายเรือธง แจกเงินหมื่น แบบไม่มีกำหนด
ขณะที่นโยบายเรือธงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอื่นๆ วันนี้ก็ดูไม่ประสบผลสำเร็จตามที่เคยหวัง
กรณีเรือธงแลนด์บริดจ์ก็ดูเงียบหาย ไม่เห็นการผลักดันอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง, นโยบายเที่ยวคนละครึ่งที่ทำตามรัฐบาลเก่าเคยทำไว้แท้ๆ ระบบกลับพังพินาศจนต้องสั่งหยุด ปิดลงทะเบียน ย้ายแอพพ์กันให้วุ่น
นโยบายดันจีดีพีโต 5% วันนี้กลายเป็นคนไทยต้องภาวนาให้ไม่ต่ำกว่า 1%, นโยบายหวยเกษียณคนทั่วไปก็ยังไม่สามารถสัมผัสได้, นโยบายยกระดับรายได้ครัวเรือนก็เงียบ, เรื่องขึ้นค่าแรงก็ไร้เสียงตอบรับ ดูแล้วเป็นจริงได้ยาก, ซอฟต์เพาเวอร์ก็ยังไม่ปังเช่นเคยทำได้สมัยโอทอป ไม่ส่งผลจริงกับคนจำนวนมาก
มีเพียงรถไฟฟ้า 20 บาท ที่ทำสำเร็จ เป็นเรื่องดี เกิดประโยชน์กับคนเยอะ แต่วันนี้ก็ถูกตั้งคำถามแล้วว่าไม่ได้สำเร็จผ่านการปฏิรูประบบ เปลี่ยนโครงสร้างให้ถูกต้อง แต่สำเร็จผ่านการควักเงินภาษีไปชดเชยเอกชนปีละเป็นหมื่นๆ ล้าน โดยไม่แตะปัญหาใหญ่
เศรษฐกิจอ่อนแอ กลายเป็นประเทศที่หุ้นพลิกขึ้นจากการที่นายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
ยังไม่นับปัญหาการเมือง ปัญหาจากความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล ไม่รู้จะถูกล้มได้เมื่อไร ส่งผลให้ข้าราชการแห่กันเกียร์ว่าง
ผลจากรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำยังก่อให้เกิดปัญหาภายใน การต่อรองผลประโยชน์สูงขึ้นมากจากนี้ กลุ่มต่างๆ เพราะรู้ว่าการคงอยู่ของตัวเองมีผลสำคัญต่อรัฐบาล ซ้ำร้ายยังต้องเจอกับการเอาคืนของฝ่ายแค้นที่เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายค้านอย่างภูมิใจไทยแท็กทีมกับพลังประชารัฐ
แค่การพบปะพูดคุยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ ส.ส.บางคนของพรรคประชาชน เล่นเอาทีมโฆษกไล่ไปจนถึงแกนนำทางการเมือง แกนนำทางความคิดของรัฐบาลเพื่อไทย ออกมารุมถล่มตั้งคำถามกับพรรคประชาชนต่อเนื่องหลายวัน
มูฟเมนต์เหล่านี้นัยยะหนึ่งจึงสะท้อนปัญหา “ความเปราะบางในเสถียรภาพ” ของฝั่งรัฐบาลเอง
ต้องยอมรับว่าเมื่อมองไปในอนาคต คงไม่สามารถหวังให้รัฐบาลเพื่อไทยสร้างผลงานผ่านนโยบายการเมืองแบบเป็นชิ้นเป็นอันได้
เพราะแม้จะคว้าเอากระทรวงมหาดไทยคืนมาได้ แต่เอาเข้าจริงกระทรวงนี้ก็ไม่สามารถใช้ผลักดันนโยบายการเมืองที่หาเสียงไว้ได้นัก วิเคราะห์กันว่าที่จริงเพื่อไทยหวังใช้กระทรวงนี้ในการต่อสู้ในสมรภูมินิติสงครามและลดอำนาจ “ค่ายสีน้ำเงิน” มากกว่า
ยุทธศาสตร์ไปตายเอาดาบหน้าของเพื่อไทยวันนี้จึงเป็นเพียงการประคองสถานการณ์ ใช้งบประมาณปี 2569 วางรากฐานไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า
โดยมีสถานการณ์เฉพาะหน้า 2 เรื่อง จาก 2 อังเคิล
คือปัญหา “คลิปนาวุธ” สัมพันธ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา ของ “อังเคิลฮุน เซน” และ ปัญหา “ภาษีปนาวุธ” จากอังเคิลทรัมป์
เรื่องคลิปนาวุธ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามประคองสถานการณ์ โดยเพิ่มอำนาจให้ทหารมีอำนาจในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน น.ส.แพทองธาร และรัฐบาลเพื่อไทย ก็แก้เกมด้วยการหันมายืนหลังพิงกับกระแสชาตินิยมไทยมากขึ้น ดังเช่นกรณีการประกาศเลี่ยงการคืนวัตถุโบราณที่ยึดมาได้ เพื่อลดเสียงวิจารณ์รัฐบาล
ส่วนเรื่อง “ภาษีปนาวุธ” ถือเป็นโจทย์ด่วนรัฐบาลเพื่อไทย
เอาจริงๆ ก็ไม่แปลกใจที่ไทยจะโดนหนัก เพราะย้อนกลับไปดูตัวเลขเกินดุลการค้าไทย-สหรัฐ ก็พบว่าไทยได้ดุลการค้าสหรัฐปีละมากกว่า 1 ล้านๆ มาโดยตลอด ตรงกันข้าม ไทยกลับขาดดุลการค้าจีนปีละ 1-1.5 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องหลายปี
เลี่ยงไม่ได้ที่อังเคิลทรัมป์จะมองว่าถูกเอาเปรียบอยู่
นี่ยังไม่นับกรณีการเมือง ที่ไทยเราส่งผู้ลี้ภัยอุยกูร์ไปจีนจนถูกสหรัฐประณาม, การจับพลเมืองสหรัฐข้อหา 112 ก็ถูกประณาม, ตลอด 1 ทศวรรษที่ไทยไม่ซื้ออาวุธสหรัฐเลย แต่กลับซื้อจากจีนมากมาย ตั้งแต่ปืนยันเรือดำน้ำ, การขอเข้าร่วมกลุ่ม BRICS อันเป็นเวทีการเมืองฝั่งตรงข้ามสหรัฐ เป็นต้น
แม้จะมีเสียงเตือนจากนักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายค้านให้เตรียมพร้อมรับมือมานาน แต่ที่สุด ดูเหมือนผลการเจรจาวันนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับเศรษฐกิจไทยนัก
ยังไม่เห็นแผนมาตรการช่วยนักลงทุนรายย่อยที่อาจได้รับผลกระทบ, ยังไม่เห็นมาตรการจัดการสินค้าสวมสิทธิ์ส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม, ยังไม่เห็นการจัดงบประมาณปี 2569 ใหม่ เพื่อรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น
เลี่ยงไม่ได้อีกที่รัฐบาลจะถูกวิจารณ์
เดิมพันครั้งนี้จึงสูงนัก
1.ถ้าทำไม่สำเร็จ ไทยเจอภาษี 36% หรือสูงกว่าประเทคคู่แข่ง สินค้าไทยไปขายสหรัฐได้ยาก ภาพร้ายที่จะได้เห็นคือโรงงานปิดตัว คนตกงาน ทุนเดิมย้ายฐานผลิต ทุนใหม่ไม่มาลงทุน
2. ถ้าทำสำเร็จแบบไม่ต่อรอง ไทยอาจจะเจอสินค้าสหรัฐทะลัก พร้อมๆ ไปกับสินค้าจีนทะลักล้นประเทศไทยอยู่แล้ว ประเทศก็จมวิกฤตต่อ
3. ทำสำเร็จแบบต่อรอง เลี่ยงไม่พ้นต้องยอมรับสินค้าสหรัฐเข้ามาบางอย่าง โดยสงวนอุตสาหกรรมบางอย่างไว้ เดินหน้าแก้ปัญหาสวมสิทธิ์ส่งออก ลดการขาดดุลจีน ประเทศก็พอไปต่อได้
เจอ “ภาษีปนาวุธ” เข้าไป ไม่มีชนะหรือเสมอตัว มีแต่แพ้มากหรือแพ้เบาๆ
ทุกอย่างอยู่ที่ฝีมือเจรจา และการบริหารการรับมือ
ทำได้เพียงภาวนาให้ตั้งหลักได้ทัน
