จับตา พลัง ในความเงียบ ของ ‘บิ๊กปู’ กับ ขุนพลอีสานใต้ 4 นักรบ สมรภูมิช่องบก-3 ปราสาท และ บิ๊กแก้ว ‘แผนจักรพงษ์ฯ’
รายงานพิเศษ
จับตา พลัง ในความเงียบ
ของ ‘บิ๊กปู’
กับ ขุนพลอีสานใต้
4 นักรบ สมรภูมิช่องบก-3 ปราสาท
และ บิ๊กแก้ว ‘แผนจักรพงษ์ฯ’
แม้จะเป็นแม่ทัพใหญ่ ขุนพลหลัก ในศึกช่องบก-3 ปราสาท กับกัมพูชา แต่ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.และ ผบ.ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ผบ.ศปก.ทบ.) ก็ยังคงเก็บตัวในความเงียบ อาจจะออกสื่อบ้างในภาพภารกิจ แต่ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
ในบางสถานที่ บางภารกิจถึงขั้นหลบสื่อ เพื่อหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อ ด้วยเพราะรู้ดีว่านายทหารระดับ ผบ.ทบ. หากแสดงความคิดเห็นหรือพูดอะไรไป จะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ และหาก ถูกตอบโต้จากสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา หรือ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หรือ พล.อ.เตีย เซรยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กัมพูชา จะส่งผลต่อความรู้สึกของทหารไทย ที่ไม่อาจยอมได้
ดังนั้น ในแง่ของการสื่อสาร พล.อ.พนาจึงยกให้เป็นบทบาทของ แม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนรัก ตท.26 ที่ต้องทำหน้าที่ทั้งแม่ทัพในการรบภาคสนาม และต้องทำหน้าที่ แม่ทัพทำศึกการสื่อสารกับกัมพูชาด้วย
ทั้งการให้สัมภาษณ์ การออกสื่อในภารกิจต่างๆ ในด้านยุทธการ และหาการสนับสนุนจากภาคประชาชน ในภารกิจสายงานกิจการพลเรือนด้วย
และแม้จะถูกตอบโต้จากฝั่งกัมพูชา แต่ พล.ท.บุญสินสามารถรับมือได้ ด้วยสไตล์นิ่มๆ ยิ้มนิดๆ แม้จะมีรอยยิ้มหวาน และขนตายาวงอน แต่ก็เป็นนักฆ่าขนตางอนได้ทุกเมื่อ เพราะแม้พูดเบาๆ แต่หนักแน่นทุกคำพูด
พอๆ กับความเงียบของ พล.อ.พนา ที่แม้จะเงียบ ไม่ค่อยออกสื่อ แต่บัญชาการอยู่เบื้องหลังยุทธการช่องบก และ 3 ปราสาท อย่างใกล้ชิด และรอบคอบ

ด้วยความเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 และ จปร.27 และร่วมปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยในชายแดนภาคใต้มาด้วยกัน พล.อ.พนา และ พล.ท.บุญสิน จึงสื่อสารกันตลอดทั้งวัน รู้มือ รู้ใจกันแบบไม่ต้องพูดเยอะ
“ที่ผมทำอยู่ในขณะนี้ ก็ทำตามนโยบายของ ผบ.ทบ.ทุกอย่าง รวมถึงการให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชาหน้าแนว ความปลอดภัย ขวัญกำลังใจ ฝนตก เสื้อกันฝน ระบบสื่อสาร การดูแลความเป็นอยู่ ทุกอย่าง ก็ต้องขออนุมัติจาก ผบ.ทบ. รวมถึงนโยบายการเปิดปิดด่าน และการเข้าถึงจุดต่างๆ” แม่ทัพบุญสินระบุ
พร้อมกันนั้น พล.อ.พนาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานสื่อสารองค์กรของ ทบ. กรณีไทย-กัมพูชา โดยมี “รอง เสธ.เอก” พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล รอง เสธ.ทบ. เป็นหัวหน้าทีม
ร่วมด้วย “รอง เสธ.ปู” พล.ท.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ รอง เสธ.ทบ. และเจ้ากรมฝ่ายอำนวยการต่างๆ และ “เสธ.ต๊อด” พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. ร่วมทีม
เพื่อให้การสื่อสารที่ชัดเจนรวดเร็วในการให้ข้อมูล หรือสร้างความเข้าใจกับประชาชนในประเด็นต่างๆ และเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์

พล.ท.บุญสินตอนนี้กลายเป็นแม่ทัพคนดัง และเป็นเสมือนฮีโร่ของคนไทยส่วนใหญ่ในการสู้ศึกเขมร และได้รับการตอบรับจากประชาชน และมีแฟนคลับจำนวนมาก รวมทั้งสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร กำลังถูกจับตามองถึงการส่งไม้ต่อแม่ทัพภาคที่ 2 ไปให้แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่
ที่คาดกันว่าจะเป็น รองเติ่ง พล.ต.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ที่มีบุคลิกเงียบ สุขุม พูดน้อย แต่ต่อยหนัก
เพราะเป็นทหารนักรบ เติบโตในอีสานใต้มาตลอด เคยผ่านตำแหน่งหลักในสายกำลังรบมาจนเป็น ผบ.พล.ร.6 และ ผบ.กกล.สุรนารี มีประสบการณ์ในพื้นที่อีสานใต้ และร่วมรบในศึกเขาพระวิหาร ปี 2554 และได้รับมอบหมายให้คุมงานสำคัญในพื้นที่มาตลอด
จนมาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ดูแลงานการข่าวและยุทธการ ซึ่งเป็นสายแข็ง และได้แสดงฝีมือในยุทธการช่องบก-3 ปราสาทครั้งนี้ ขณะที่แคนดิเดตแม่ทัพภาคที่ 2 คนอื่น เช่น รองยูร พล.ต.นรธิป โพยนอก (ตท.26) รองแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลสายงานกำลังพล และกิจการพลเรือน ส่วน พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ (ตท.27) ดูแลสายงานส่งกำลังบำรุง
ดังนั้น จึงคาดกันว่าในช่วงราว 2 เดือนก่อนเกษียณ 30 กันยายน 2568 นี้ พล.ท.บุญสินมอบหมายให้ พล.ต.วีระยุทธเตรียมสานงานต่อแบบไร้รอยต่อ เพราะเติบโตมาในพื้นที่ และดูงานสายหลักมาอยู่แล้ว

หลังเกษียณราชการ พล.ท.บุญสินที่แม้จะมั่นใจว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลายก่อนเกษียณก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรแน่นอน จึงคาดกันว่า พล.ท.บุญสินจะทำหน้าที่ที่ปรึกษาของ พล.ต.วีระยุทธต่อไประยะหนึ่ง เพื่อช่วยในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เนื่องจากตำแหน่งแม่ทัพภาคสามารถแต่งตั้งที่ปรึกษาได้ ทั้งในส่วนของกองทัพภาค หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้อีกด้วย
อีกทั้ง พล.ท.บุญสินยืนยันว่าหลังเกษียณจะไม่เล่นการเมือง แม้ว่าจะมีคนทาบทามก็ตาม แต่ภารกิจสำคัญเพื่อ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” ยังคงมีอยู่ แม้จะเกษียณ
ทั้งนี้ ภายในเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ต่างรู้เป็นการภายใน แล้วว่า พล.ต.วีระยุทธ จะเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ในช่วงเปลี่ยนม้ากลางศึก กลางสนามรบเช่นนี้
แต่สำหรับ พล.ต.นรธิป ที่ก็เป็นเพื่อนสนิทของ พล.อ.พนา ก็ดูเหมือนยังมีความหวังอยู่ เพราะก็เป็นนักรบอีสานใต้และเติบโตมาจากหลายหน่วย พล.ต.นรธิปเป็นนายทหารสายวงศ์เทวัญ เคยอยู่ ร.1 พัน.2 รอ. ก่อนย้ายมาอีสาน
มีการจับตามองว่าเมื่อ พล.ต.วีระยุทธ เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ใครจะโดนขยับออกไปอยู่ ทบ. หรือ กอ.รมน. หากพลาดเก้าอี้แม่ทัพน้อย 2 ยศพลโท ที่ชิงกับ พล.ต.ณัฏฐ์ ที่จากผลงานและสายสัมพันธ์สามารถพูดคุยประสานกับทหารกัมพูชาได้ และเคยมีบทบาทในการเจรจามาหลายครั้ง อาจยังจำเป็นต้องช่วยในพื้นที่ต่อไป
โดยคาดกันว่า จะมีการขยับล็อตใหญ่ในหมู่นักรบอีสานใต้ ที่คาดว่า ผบ.ภพ พล.ต.สมภพ ภาระเวช (ตท.30) ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี จะขึ้นมาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะถือว่าเป็นนายทหารที่มีบทบาทสำคัญในการศึกเขมรมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงครั้งนี้
และคาดกันว่า พ.อ.บุญเสริม บุญบำรุง (ตท.30) รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี จะขยับขึ้นมาเป็น ผบ.พล.ร.6 และทำหน้าที่ ผบ.กองกำลังสุรนารีต่อไป
โดยยังเป็นที่จับตามองกันว่า ในระหว่างการศึกนี้ ระหว่าง พ.อ.สุรกิจ กาฬเนตร (ตท.33) ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (ผบ.ฉก.1) ที่ดูแลพื้นที่ช่องบก และ พ.อ.ภาคภูมิ นภากาศ (ตท.33) ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 (ผบ.ฉก.2) ที่ดูแลพื้นที่สุรินทร์ คุมพื้นที่ 3 ปราสาท ที่ล้วนผ่านสมรภูมิศึกเขาพระวิหารปี 2554 กันมาทั้งสิ้น ใครจะขยับขึ้นเป็น รอง ผบ.พล.ร.6
เพราะการเป็น ผบ.ฉก.1 และ ผบ.ฉก.2 ถือว่ามีความรับผิดชอบสูงในการคุมกำลังรบ ทหารราบ ทหารพราน ทหารปืนใหญ่ และหน่วยสนับสนุนต่างๆ และต้องรู้พื้นที่ แต่ทุกคนก็ล้วนเป็นทหารนักรบที่ครบเครื่อง ล้วนต่อคิวเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี จนถึงเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ในอนาคต
ในขณะที่หน่วยกำลังในพื้นที่ล้วนเป็นนักรบอีสานใต้ ที่รู้กันว่าเป็นของจริง แต่ในระดับนโยบายที่สูงขึ้นมา กำลังถูกจับตามอง เพราะในส่วนกองทัพภาคที่ 2 แม้จะเปลี่ยนแม่ทัพ เป็นแค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่แนวทางยังคงเดิม แต่สไตล์อาจจะเข้มข้นขึ้น

ส่วน ผบ.ทบ. ยังเป็น พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ที่เป็น ผบ.เหล่าทัพ เพียงคนเดียวที่ยังไม่เกษียณ ท่ามกลางการผลัดใบของทั้งปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. ทว่า พล.อ.พนา เกษียณ 30 กันยายน 2570 นั่นหมายถึงนั่งเป็น ผบ.ทบ.ยาว 3 ปี
แม้จะประหวั่นอยู่บ้าง ในการโยกย้ายกันยายนครั้งนี้ ที่อาจจะขยับไปเป็น ผบ.ทหารสูงสุดหรือไม่ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย เพราะในเวลานี้ไม่มีใครโดดเด่นที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แข่งกับ พล.อ.พนา
ดังนั้น จึงยังคงต้องรอดูในระดับ รมว.กลาโหม ที่ยังคงถูกเว้นว่างไว้ในการปรับ ครม.แพทองธาร 1/2 แม้จะรู้กันดีว่ารอ บิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ก็ตาม
แต่ในอีกกว่า 2 เดือนข้างหน้ายังไม่มีอะไรแน่นอน โดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา และอาจถูกวินิจฉัยในที่สุดให้พ้นเก้าอี้นายกฯ ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนตัวนายกฯ หรือแม้แต่การเปลี่ยนรัฐบาล หากเป็นเช่นนั้น พล.อ.เฉลิมพลก็จะไม่ได้มาเป็นสนามไชย 1
แต่อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวในกลาโหมระบุว่า ชื่อของ พล.อ.เฉลิมพล เป็นแค่ตัวเลือกแรกๆ ที่ถูกเสนอมา โดย บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. แกนนำขั้วอนุรักษ์นิยม ที่ตั้ง “ดีล” ตั้งรัฐบาลกับนายทักษิณ ที่พยายามประคองดีลและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่อไป เพื่อปิดทางพรรคสีส้ม ตามแนวทางเดิม เพื่อสกัดพวกมีแนวคิดปฏิรูปสถาบันฯ และแก้ ม.112
แต่ทว่ากระแสข่าวในกลาโหมระบุว่า ดีลชื่อ พล.อ.เฉลิมพลได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว เพราะชื่อนี้มาเคยมาเป็นชื่อแรก แต่จากนี้จะให้ บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ทำหน้าที่รักษาการ รมว.กลาโหมต่อไปเรื่อยๆ เพราะยังมีนายภูมิธรรม เวชยชัย คุมความมั่นคง คุมกลาโหม ช่วยอีกแรง
แต่อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวในกองทัพก็ยังเป็นชื่อ พล.อ.เฉลิมพล ที่จะเป็น รมว.กลาโหมคนต่อไปเช่นเดิม แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นสำคัญ

ซึ่งหากเป็น พล.อ.เฉลิมพล ก็ถือได้ว่าเสมือนเป็นชะตาฟ้าลิขิต
เพราะถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเขียน “แผนจักรพงษ์ภูวนารถ” ที่เคยใช้ในศึกเขาพระวิหาร ปี 2554
แม้ว่าแผนจักรพงษ์ฯ จะมีการเขียนไว้มานานแล้วก็ตาม แต่ พล.อ.เฉลิมพลได้มีส่วนร่วมในการเขียนแผนนี้ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการ พล.ม.2 รอ.
และในช่วงเกิดเหตุการณ์ในปี 2552-2554 พล.อ.เฉลิมพล ซึ่งอยู่แผนกปฏิบัติการ ศปก.ทบ. ดูแลงาน ศปก.ทบ. ด้านชายแดนทุกกองทัพภาค และเหตุการณ์สู้รบกับกัมพูชา ปี 2554 พล.อ.เฉลิมพลทำหน้าที่ในการประสานงานการใช้กำลังของ ทบ.
หากได้มาเป็น รมว.กลาโหมในครั้งนี้ ก็จะถือว่าได้กลับมาสู่สมรภูมิศึกกัมพูชาอีกครั้ง


แม้ว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย แกนนำพรรค ที่ใกล้ชิดนายทักษิณ จะมั่นใจว่า น.ส.แพทองธาร ที่ทำหน้าที่ รมว.วัฒนธรรม ไม่ได้ไปไหน และจะได้กลับมาเป็นนายกฯ เสมือนว่ามีปาฏิหาริย์ ที่เป็น “ซันเดย์ เอฟเฟ็กส์” โดยภารกิจสำคัญของ น.ส.แพทองธารคือการเคลียร์ใจปมคลิปฮุน เซน กับขั้วอีลีต อนุรักษนิยม ระดับสำคัญ ที่ทำให้พ่อลูกชินวัตรเชื่อว่าร้ายจะกลายเป็นดี
ในขณะที่ ขั้วสีน้ำเงิน ยังมีความหวังกับการเดินเกมการเมือง ดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี จับขั้วรัฐบาลใหม่ และมองสัญญาณบางประการ ใน “ซันเดย์ เอฟเฟ็กส์” ของ น.ส.แพทองธาร เพราะมีประโยคสำคัญบางประโยคที่มีกล่าวขานกัน จนทำให้ตีความกันว่าเป็นสัญญาณบวกแก่นายอนุทิน อีกทั้งยังมี แบ๊กอัพ ที่ไม่ธรรมดา ช่วยสนับสนุนอีกด้วย
ดังนั้น การวัดพลังกันกำลังเกิดขึ้น ระหว่างพรรคแดง กับพรรคน้ำเงิน รวมทั้งระดับบิ๊ก ที่หนุนทั้ง 2 พรรคนี้อยู่


ในส่วนของกองทัพเวลานี้ถือว่ามีความเป็นเอกภาพ ในยามที่การเมืองแกว่ง และวุ่นวาย ไม่แน่นอน
จนถือว่าเป็นยุคแข็งของทหารอีกยุคหนึ่ง ทั้งในแง่การคุมอำนาจ ในการแก้ปัญหากัมพูขา ที่ สมช. และนายกฯ มอบหมายให้ ผบ.ทบ. เป็นผู้มีอำนาจในการประเมินสถานการณ์ และตัดสินใจแก้ปัญหา ในฐานะแม่ทัพใหญ่
และยังเป็นยุคแข็ง ในแง่ความนิยมของทหาร ในหมู่ประชาชน จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จนทำให้กระแสเขียวมาแรง จนฝ่ายประชาธิปไตยหวาดหวั่น จะเป็นทุนเอื้อต่อการรัฐประหาร ในอนาคต หากการเมืองถึงทางตันอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ พล.อ.พนา จึงยิ่งเป็น ผบ.เหล่าทัพที่มีอำนาจ และเก้าอี้ที่มั่นคง เป็นหลักในสถานการณ์การเมือง ที่เชี่ยวกราก และปัญหาชายแดนที่ร้อนระอุ
