bg-single

Fischli/Weiss ศิลปินคู่ผู้ละลายเส้นแบ่ง ระหว่างศิลปะและทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว

20.07.2025

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในตอนนี้เราขอเล่าเรื่องราวของศิลปินร่วมสมัยที่มีผลงานโดดเด่นน่าสนใจกันอีกครา คราวนี้มากันเป็นคู่ ศิลปินคู่นี้มีชื่อว่า ปีเตอร์ ฟิสลี (Peter Fischli) และเดวิด ไวส์ (David Weiss) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ฟิสลี/ไวส์ (Fischli/Weiss) ศิลปินคู่หูชาวสวิสที่เริ่มต้นร่วมงานกันตั้งแต่ปี 1979 และใช้เวลากว่าสามสิบปีร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่นำเรื่องราวธรรมดาในชีวิตประจำวันมาผสมผสาน จัดเรียง หรือดัดแปลงให้กลายเป็นสิ่งที่ดูแปลกใหม่และยากจะคาดเดา

พวกเขามักร่วมมือกันสร้างผลงานที่ผสมผสาน จัดเรียง และดัดแปลงประสบการณ์ในชีวิตประจำวันให้อยู่ในรูปแบบที่คาดไม่ถึง โดยใช้สื่อหลากหลาย ทั้งประติมากรรม ภาพยนตร์ และภาพถ่าย หนังสือ งานศิลปะจัดวาง สื่อผสม วิดีโอ หรือการผสมผสานสื่อต่างๆ ทั้งหลายเข้าด้วยกัน ผลงานของทั้งคู่เล่นกับแนวคิดอันสนุกสนาน โดยไม่ยึดติดกับเส้นแบ่งระหว่างศิลปะและทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว และหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกระหว่าง “ศิลปะชั้นสูง” กับ “ศิลปะชั้นต่ำ”

ปีเตอร์ ฟิสลี เกิดในปี 1952 ที่เมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ เขาศึกษาที่สถาบัน Accademia di Belle Arti ที่เมืองอูร์บีโน และสถาบัน Academy of Fine Arts ในเมืองโบโลญญา ในประเทศอิตาลี ส่วนเดวิด ไวส์ เกิดในปี 1946 ที่เมืองซูริก เขาศึกษาในสถาบัน Kunstgewerbeschule (School of Art and Design) ในเมืองซูริก และ Kunstgewerbeschule ในเมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์

ฟิสลีกับไวส์พบกันในปี 1978 และทำงานร่วมกันมานานกว่า 30 ปี ผลงานของพวกเขาสะท้อนอิทธิพลของกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะหัวก้าวหน้าอย่าง ป๊อปอาร์ต, คอนเซ็ปช่วลอาร์ต และ Dada แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็หลีกเลี่ยงที่จะถูกจัดให้อยู่ในแนวทางศิลปะแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ พวกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยชั้นแนวหน้าของโลก ตลอดช่วงเวลาของการทำงาน ทั้งคู่ได้จัดแสดงผลงานในสถาบันและพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญระดับโลกหลายแห่ง

ผลงานที่พวกเขาร่วมกันทำชิ้นแรกก็คือ Sausage Series (Wursterie) (1979) ซีรีส์ผลงานภาพถ่ายจำนวนสิบภาพที่ ฟิสลี/ไวส์ นำข้าวของรอบตัวทั่วไปมาเปลี่ยนให้กลายเป็นฉากจำลองสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมา อย่างเช่น เปลี่ยนชั้นวางของในห้องน้ำให้กลายเป็นรันเวย์ของเหล่าบรรดาตัวละครไส้กรอกที่แต่งตัวอย่างเปี่ยมแฟชั่น, เปลี่ยนลังกระดาษให้กลายเป็นอาคารที่เกิดเหตุเพลิงไหม้, เปลี่ยนถ้วย แก้ว ขวดน้ำพลาสติกในตู้เย็นให้กลายเป็นฐานปล่อยจรวดอวกาศ, หรือเปลี่ยนเตียงนอนอันยุ่งเหยิงที่ยังไม่ได้เก็บให้กลายเป็นภูมิประเทศคล้ายเทือกเขาแอลป์ยังไงยังงั้น

Visible World (1986-2012), ภาพจาก https://tinyurl.com/32jbe5k6

หรือผลงานชุด Polyurethane Objects ที่พวกเขาเริ่มต้นทำในปี 1982 โดยใช้วัสดุสังเคราะห์อย่างโพลียูรีเทน ซึ่งเป็นวัสดุที่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดใช้ทำอุปกรณ์ประกอบฉาก หากไม่ได้สร้างสิ่งของพิเศษหรูหรา แต่เป็นวัตถุธรรมดาทั่วไปที่พบได้ในสตูดิโอของศิลปิน อย่างลูกกลิ้ง แปรงทาสี ขวดน้ำยาฟอกขาว อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ บุหรี่ ไฟแช็ก ที่เขี่ยบุหรี่

หรือแม้แต่ช็อกโกแลตเอ็มแอนด์เอ็มที่หล่นอยู่ไม่กี่เม็ด ด้วยการแกะสลักด้วยมือและลงสีอย่างประณีต ผลงานชุดนี้เป็นการปฏิเสธแนวคิดแบบ readymade ของมาร์แซล ดูชองป์ ที่หยิบเอาวัตถุสำเร็จรูปมาใช้เป็นงานศิลปะ หากแต่เป็นการจำลองวัตถุสำเร็จรูปเหล่านั้นขึ้นมาใหม่อีกทีหนึ่ง ดังที่ฟิสลีเคยกล่าวเอาไว้ว่า

“ผลงานชุดนี้ไม่เหมือนศิลปะแนวเรดี้เมด หรือป๊อปอาร์ต ที่หยิบเอาวัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่งมาเปลี่ยนเป็นไอคอนหรือภาพลักษณ์อันโดดเด่น หากแต่เป็นการรวบรวมแบบจำลองของสิ่งของไร้ค่าในชีวิตประจำวันเสียมากกว่า”

หรือผลงานชุด Visible World (1986-2012) ที่ประกอบด้วยภาพถ่ายนับพันภาพจากทั่วโลกที่ฟิสลี/ไวส์ถ่ายเก็บไว้ตลอดการเดินทางกว่า 25 ปี โดยรวบรวมภาพถ่ายทั้งจากภูมิประเทศทางธรรมชาติ และอาคารสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม จากสถานที่ธรรมดาไปจนถึงสถานที่พิเศษ เหตุผลที่พวกเขาเรียกภาพถ่ายชุดนี้ว่า Visible World (โลกที่มองเห็นได้) เพราะพวกเขาตั้งคำถามว่า โลกที่มองเห็นได้กับโลกที่เป็นจริง ต่างกันหรือไม่ การมองดูภาพถ่ายของสถานที่อย่างหอไอเฟล จะเหมือนการได้ไปยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ หรือไม่ ถ้ามีโลกที่มองเห็นได้ แล้วจะมีโลกที่มองไม่เห็นด้วยไหม ชีวิตมีอะไรมากกว่าสิ่งที่เรามองเห็นหรือเปล่า และศิลปะมีอะไรมากกว่าสิ่งที่เรารับรู้หรือเข้าใจหรือไม่?

Untitled (1995), ภาพจาก https://tinyurl.com/3wst5uz5
The Way Things Go (1986-1987), ภาพจาก https://tinyurl.com/46upf6j7

ฟิสลี/ไวส์ยังเข้าร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 46 ในปี 1995 ในฐานะตัวแทนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับผลงาน Untitled (1995) วิดีโอความยาว 96 ชั่วโมง ที่ฉายผ่านจอมอนิเตอร์ 12 จอ ที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวของสิ่งที่พวกเขาเรียกขานว่า “การฝันกลางวันอย่างตั้งใจ” (concentrated daydreaming) กับภาพเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันในเมืองซูริกตามเวลาจริง เช่น พระอาทิตย์ขึ้นเหนือภูเขา, เชฟทำงานในครัวร้านอาหาร, คนทำความสะอาดตามถนน การแข่งขันจักรยาน ฯลฯ ผลงานชิ้นนี้ของพวกเขาสื่อถึงการเฝ้ามองหรือจดจ่อกับเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวันด้วยความสนใจอย่างจริงจัง ราวกับกำลังสำรวจโลกภายในใจตนเอง

หรือผลงานที่เป็นที่รู้จักที่สุดชิ้นหนึ่งของพวกเขาอย่าง The Way Things Go (Der Lauf Der Dinge) (1986-1987) ภาพยนตร์ความยาว 30 นาที ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 ม.ม. ที่บันทึกเหตุการณ์ของห่วงโซ่ปฏิกิริยาต่อเนื่องที่ประกอบขึ้นจากวัตถุในชีวิตประจำวันและวัสดุอุตสาหกรรม อย่าง กาต้มน้ำติดล้อสเก๊ต, ถุงขยะ, บันได, ถังน้ำ, ถังน้ำมันเหล็ก, ฟิวส์ไหม้, ขวดไม้, กระดาน, ยางรถยนต์ ที่ถูกจัดเรียงให้เกิดห่วงโซ่ของปฏิกิริยาต่อเนื่องกันคล้ายเครื่องจักรแบบ Rube Goldberg ที่มักจะประกอบด้วยส่วนประกอบต่างๆ เช่น การใช้แรงโน้มถ่วง, การเคลื่อนที่ของวัตถุ, การใช้คาน, ลูกกลิ้ง, และอื่นๆ เชื่อมโยงกันเพื่อสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ดำเนินไปเรื่อยๆ ซึ่งมีที่มาจากผลงานของนักเขียนการ์ตูนชาวอเมริกัน รู้บ โกลด์เบิร์ก (Rube Goldberg) ผลงานชิ้นนี้ถูกจัดแสดงในมหกรรมศิลปะ Documenta 8 ที่เมืองคัสเซิล ประเทศเยอรมนี ในปี 1987 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้โฆษณารถยนต์ชื่อดัง ที่ใช้ชิ้นส่วนของรถมาสร้างห่วงโซ่ของปฏิกิริยาต่อเนื่องแทนอีกด้วย ลองชมตัวอย่างผลงาน The Way Things Go ได้ที่นี่ https://shorturl.at/A5KcD

Suddenly This Overview (1981-2012), ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ / วิทวัส ทองเขียว

หรือผลงานชิ้นเอกอีกชุดของศิลปินคู่หู ฟิสลี/ไวส์ ที่เรามีโอกาสได้ไปชมมาแล้วประทับใจมากๆ อย่าง Suddenly This Overview (Pl?tzlich diese ?bersicht) (1981-2012) ที่ท้าทายความเคร่งขรึมของโลกศิลปะ ด้วยผลงานประติมากรรมดินเหนียวที่ไม่ผ่านการเผา จำนวนกว่า 200 ชิ้น ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า จนดูคล้ายกับตัวการ์ตูนที่เด็กๆ ปั้นเล่น ที่เล่าเรื่องราวของจินตนาการส่วนตัวของศิลปิน และประวัติศาสตร์อันกระจัดกระจายไม่เป็นชิ้นเป็นอันของมนุษยชาติผ่านความทรงจำส่วนตัวของพวกเขา

โดยแต่ละชิ้นนำเสนอเหตุการณ์ ถ้อยคำ วัตถุ หรือฉากที่ดูเหมือนจะถูกเลือกมาอย่างสุ่มๆ ซึ่งมีทั้งสิ่งที่จินตนาการขึ้นและสิ่งที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์โดยบรรยายเรื่องราวผ่านชื่อของผลงานแต่ละชิ้น เช่น madame bovery is dreaming of great love (มาดามโบวารี่ฝันถึงความรักอันยิ่งใหญ่), mick jagger and brian jones going home satisfied after composing ‘I can’t get no satisfaction (มิก แจ็กเกอร์ และ ไบรอัน โจนส์ กลับบ้านอย่างพึงพอใจหลังแต่งเพลง ‘I Can’t Get No Satisfaction), two apes unable to understand the mystery monolith (ลิงสองตัวที่ไม่เข้าใจแท่งหินโมโนลิธปริศนา) (ที่น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากหนัง 2001 : A Space Odyssey (1968) อีกทีอะนะ)

โดยปีเตอร์ ฟิสลี กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังผลงานชุดนี้ว่า “ผลงานชุดนี้เป็นเหมือนแนวคิดของการทำกลุ่มประติมากรรมซึ่งมีที่มาจากหัวข้อที่หลากหลายกันอย่างมาก เช่น ‘การค้นพบไฟฟ้า’ หรืออย่างเช่น ‘วันที่ฉันไปโรงเรียนวันแรก’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับฉัน แต่สำหรับมนุษยชาติอาจไม่สำคัญเท่าไร นั่นทำให้เกิดคำถามว่า อะไรคือสิ่งสำคัญ และอะไรคือสิ่งไม่สำคัญ?

นอกจากนี้ ผลงานชุดนี้ยังสะท้อนแนวคิดของความไม่ถาวร หรือเป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้น ฉันสามารถเอาประติมากรรมชุดนี้ไปจุ่มน้ำ แล้วมันก็จะกลับกลายเป็นดินเหนียวอีกครั้ง ซึ่งแสดงถึงความไม่ถาวรในระดับสูง หรือสภาวะของความเปลี่ยนผ่าน ในขณะนี้ ผลงานชุดนี้อาจเป็นประติมากรรม แต่มันก็สามารถถูกลบให้สูญหายไปได้เช่นกัน”

ฟิสลี/ไวส์เริ่มต้นร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ในปี 1981 และสิ้นสุดลงเมื่อเดวิด ไวส์ เสียชีวิตลงในปี 2012 นั่นเอง ผลงานชุด Suddenly This Overview ถูกสะสมโดย Pinault Collection ของนักสะสมงานศิลปะชาวฝรั่งเศส ฟรองซัว ปิโนลต์ ซึ่งเรามีโอกาสได้ชมผลงานชุดนี้ในพิพิธภัณฑ์ Bourse de Commerce ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาของ Pinault Collection ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง

รายละเอียดที่น่าทึ่งมากๆ ในผลงานชุดนี้ที่เราได้ชมก็คือ ถึงแม้จะเป็นงานปั้นดินเหนียวดิบๆ ที่ไม่ได้เผาเคลือบ แต่ฐานวางผลงานของงานทุกชิ้นกลับขาวสะอาดปราศจากคราบดินแม้แต่เพียงจุดเดียว อะไรแบบนี้ทำให้เราได้รู้ว่าการทำนิทรรศการในมาตรฐานระดับโลกนั้นเขาทำกันอย่างไร

สิ่งที่เราทึ่งมากๆ อีกประการก็คือ เราบังเอิญค้นพบข้อมูลว่า ภัณฑารักษ์ชั้นครูในโลกศิลปะอย่าง ฮานส์-อุลริช โอบริสต์ (Hans Ulrich Obrist) เอง ก็ได้ชมผลงานชุดนี้ของฟิสลี/ไวส์ ตอนเขาอายุได้ 16 ปี แล้วเกิดความประทับใจเป็นงานแรกๆ ในชีวิต จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาโทร.ไปหาศิลปินเจ้าของงานเพื่อเดินทางไปพบเจอศิลปินคู่นี้ตัวเป็นๆ ที่สตูดิโอกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเราทั้งคู่ต่างประทับใจผลงานของฟิสลี/ไวส์เหมือนกันจริงๆ อะไรจริง!

ข้อมูล https://shorturl.at/e7YHa, https://shorturl.at/dI9Qm, https://shorturl.at/CUFaI, https://shorturl.at/Ls7yY, https://tinyurl.com/26ycyyjh, https://tinyurl.com/46upf6j7 หนังสือ Ways of Curating เขียนโดย Hans Ulrich Obrist



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)