bg-single

อัตราภาษี (Tariff) เท่าที่ทราบ (1)

23.07.2025

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

อัตราภาษี (Tariff) เท่าที่ทราบ (1)

หมายเหตุ : AI Disclosure : บทความนี้มีการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยในการค้นคว้าและร่างต้นฉบับ โดยมีตัวอย่างคำสั่งที่ใช้ ได้แก่

– “ค้นหาข้อมูลงบประมาณขาดดุลและดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา”

– “ส่งออก 10 อันดับแรกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกา และเปรียบเทียบสหรัฐอเมริกากับประเทศปลายทางอื่นในแต่ละอุตสาหกรรม”

– “เปรียบเทียบระดับการพึ่งพาการค้า (คิดเป็น % ของ GDP) ของไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์”

โครงเรื่อง ข้อเสนอ และบทวิเคราะห์สุดท้าย เป็นผลงานที่ผมเรียบเรียงด้วยตนเองทั้งหมด

อาทิตย์หน้าผมจะกลับเข้าสภาครับ น่าจะเป็นครั้งแรกตั้งแต่โดนตัดสิทธิ์

วันนี้เลยแวะมาที่ห้องสมุดราชกรีฑาสโมสรมาไล่อ่านเกี่ยวกับสิ่งที่ผมสนใจ ณ ปัจจุบัน

เพราะในอีกไม่กี่วันข้างหน้า – วันที่ 1 สิงหาคม 2025 – สหรัฐอเมริกาจะเริ่มบังคับใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 36% ต่อสินค้าไทย และมีกว่า 20 ประเทศที่กำลังเร่งเจรจา และยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้ทันเวลา เลยจะเข้าไปสภาหาความรู้เพิ่มสักหน่อยครับ

คำถามคือ : ใครจะรุ่ง ใครจะรอดหลุดพ้นจากเส้นตายนี้ทันหรือไม่?

และถ้าไม่ – ประเทศไหนจะกระทบมากที่สุด? เพราะแต่ละประเทศพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (trade dependency) ไม่เท่ากันและโดนอัตราภาษีไม่เท่ากัน

นอกจากนี้ มีสัญญาณล่าสุดที่น่าเป็นห่วง – ประเทศสมาชิก BRICS ที่ไทยเพิ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์ กำลังถูกเพ่งเล็งในรอบใหม่ของนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยล่าสุด บราซิลถูกตั้งกำแพงภาษีไปแล้ว 50% และมีข่าวลือว่าประเทศในกลุ่ม BRICS อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 10% ภายในปีนี้

สำหรับบางประเทศ การถูกตั้งกำแพงภาษีอาจเป็นเพียงแรงเสียดทานระยะสั้น

แต่สำหรับประเทศไทย อาจเป็นแรงกระแทกซ้ำบนร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวดีจากความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน

บทความนี้จะไม่เพียงพาไปดูว่า “อะไรจะเกิดขึ้น” แต่จะพาไปไล่เรียงให้เห็นว่า “มันเกิดจากอะไร” และ “เราควรทำอะไร”

โดยเดินทีละขั้น :

1. เริ่มจาก มองภาพใหญ่ : เศรษฐกิจไทยแย่ที่สุดในช่วงเศรษฐกิจโลกแย่ที่สุด – เพื่อชี้ให้เห็นว่าเราไม่ได้เปราะบางเพราะโลกแย่ แต่เพราะเราแย่กว่าโลก

2. ต่อด้วย เข้าใจสหรัฐอเมริกา : วิกฤตหนี้คู่แฝด (Twin Deficits) – เพื่อเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังนโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐอเมริกา

3. แล้วไปที่ OBBBA และ Tariff เกี่ยวข้องกันหรือไม่? – เพื่อทำความเข้าใจ two big systematic shifts ที่สหรัฐอเมริกากำลังขับเคลื่อนอยู่

4. จากนั้นพาไปดู 4 แรงกระแทกต่อไทย ไม่ใช่แค่เรื่องส่งออก – เพื่อเข้าใจว่าเราจะกระทบในมิติเศรษฐกิจ สังคม และภูมิรัฐศาสตร์อย่างไร

5. และปิดท้ายด้วย สามข้อเสนอที่รัฐบาลไทยต้องทำ – ซึ่งเป็นทางออกที่ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ และทำทันที

มองภาพใหญ่

เศรษฐกิจไทย (เกือบ) แย่ที่สุด

ในช่วงเศรษฐกิจโลก (เกือบ) แย่ที่สุด

เศรษฐกิจโลกในปี 2025 ถือว่าอ่อนแรงที่สุดในรอบ 18 ปี หากไม่นับปีวิกฤตอย่าง COVID-19 หรือ Global Financial Crisis

GDP โลกเติบโตเพียง 2.4% ปริมาณการค้าโลกลดลงติดต่อกันเป็นปีที่สอง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดทุนผันผวนจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกาที่ยังสูงไม่ลด

แต่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ สถานการณ์ของประเทศไทยเอง

รายงานของธนาคารโลกเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 คาดการณ์ว่า GDP ไทยปีนี้จะโตเพียง 1.8% ต่ำเกือบที่สุดในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle income countries)

ขณะที่เวียดนามโต 6.0%, อินโดนีเซีย 5.1%, ฟิลิปปินส์ 5.8% และมาเลเซีย 4.5%

เรียกได้ว่าไทยรั้งท้ายกลุ่มจากทั้ง 55 ประเทศ สูสีกับแอฟริกาใต้ ผลัดกันเป็นที่โหล่ ขึ้นอยู่กับว่าสำนักไหนประมาณการ

นอกจากข้อมูลจากธนาคารโลก ดัชนี MSCI Emerging Markets ของ Morgan Stanley ซึ่งใช้ข้อมูลประกอบที่อ่านจากธนาคารโลกไป เป็นดัชนีที่ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินศักยภาพของประเทศในตลาดเกิดใหม่

สะท้อนชัดเจนว่า “ความเชื่อมั่น” ต่อตลาดทุนไทยอยู่ในระดับต่ำ แย่ “เกือบ” ที่สุดไม่แพ้กัน

พอร์ตลงทุนระดับโลกปรับลดน้ำหนักการถือครองสินทรัพย์ไทย

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียกลับได้รับกระแสเงินลงทุนใหม่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทั้งที่ไทยเป็น 1 ในประเทศที่ “เปิดเศรษฐกิจมากที่สุด” ในภูมิภาค

Trade-to-GDP ของไทยสูงถึง 129% ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่ 41% และฟิลิปปินส์ราว 60%

เราคือประเทศที่ “พึ่งพาโลก” มากที่สุด แต่กลับ “โตช้าที่สุด”

และนั่นคือความเปราะบางที่ต้อง zoom out และเห็นภาพใหญ่กันก่อน เห็นมหภาคก่อนลงจุลภาค

เข้าใจสหรัฐอเมริกา

วิกฤตหนี้คู่แฝด (Twin Deficits)

ต่อมา เราควรจะเข้าใจสถานการณ์ของคู่เจรจา ท่าทีของสหรัฐอเมริกาจึงน่าขึ้นภาษีรอบใหม่

เราต้องเริ่มจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Twin Deficits” หรือ “วิกฤตหนี้คู่แฝด” ซึ่งเป็นโครงสร้างที่กัดกร่อนระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามานานกว่า 20 ปี

หนึ่งคือ Budget Deficit หรือการขาดดุลงบประมาณ ที่ในปี 2025 คาดว่าจะพุ่งเกิน 1.9 ล้านล้านเหรียญ

อีกหนึ่งคือ Trade Deficit หรือการขาดดุลการค้า ที่สูงกว่า 900,000 ล้านเหรียญต่อปี

ในสภาวะเช่นนี้ รัฐบาลไม่สามารถขึ้นภาษีคนในประเทศได้ เพราะกระทบฐานเสียง

ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถลดงบฯ กลาโหมหรือสวัสดิการอย่างเด็ดขาดได้เช่นกัน

“ภาษีนำเข้า” จึงกลายเป็นเครื่องมือเดียวที่ใช้งานได้จริง

ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงการเมือง

Tariff จึงไม่ใช่เรื่องระหว่างประเทศอีกต่อไป

แต่มันกลายเป็น “คำตอบด้านรายได้” ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องใช้เพื่อพยุงสมดุลภายในประเทศ

OBBBA และ Tariff

เกี่ยวข้องกันหรือไม่?

ชื่อของกฎหมายอาจฟังดูเป็นมิตร แต่เนื้อหาของมันกลับเปลี่ยนเกมอย่างถาวร

One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) คือกฎหมายการคลังฉบับล่าสุดของสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งผ่านเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025

สาระสำคัญของกฎหมายนี้คือการขยายมาตรการลดภาษีในประเทศแบบถาวร ซึ่งทำให้รัฐขาดรายได้กว่า 3.3-4.5 ล้านล้านเหรียญภายใน 10 ปี

เพื่อชดเชยรายได้นั้น OBBBA ได้ “เปิดทางอย่างเป็นทางการ” ให้รัฐบาลใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือหลักในการหารายได้ ไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส ไม่ต้องเผชิญแรงต้านจากภายใน และยังขายได้ทางการเมืองว่า “สหรัฐอเมริกากำลังปกป้องแรงงานของตัวเอง”

OBBBA จึงไม่ใช่แค่กฎหมายงบประมาณธรรมดา แต่คือโครงสร้างใหม่ที่ฝัง Tariff ไว้ในระบบรายได้ของสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร และเมื่อพิจารณาว่าไทยคือประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – มากถึง 43,000 ล้านเหรียญต่อปี

เราจึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะกลายเป็น “เป้าหมายที่ง่ายและได้แต้ม” ในสายตาการเมืองอเมริกัน

4 แรงกระแทกต่อไทย

ไม่ใช่แค่เรื่องส่งออก

หากไทยไม่สามารถเจรจาทัน และถูกเก็บภาษี 36% จริง แรงกระแทกจะเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 4 ทาง

หนึ่ง วิธีคิดคือเราต้อง

1) เอาสินค้าส่งออกไปสหรัฐอเมริกาหาอุตสาหกรรม top 10 ที่มีมูลค่าส่งออกสูง

2) ไล่ดูในแต่ละอุตสาหกรรมว่ามี market share ที่ส่งไปสหรัฐอเมริกาอย่างหนาแน่นขนาดไหน หาตลาดอื่นทดแทนได้หรือไม่?

ถ้าเอาสองข้อมูลนี้มาดูกันจะเห็นว่าอุตสาหกรรมที่อันตราย และรัฐบาลต้องเข้าช่วยคือ “รถกระบะ กุ้ง ข้าว และยางพารา” สินค้า 4 อย่างนี้มีขนาดใหญ่ และเน้นส่งออกไปสหรัฐอเมริกาหนาแน่น ถือว่าเป็น priority ที่น่าจะกระทบเต็มๆ ส่วนสินค้าพวกอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาอยู่ ณ ปัจจุบัน

สอง ถ้าดูผลการเจรจาของประเทศอื่น อย่างเช่น เวียดนาม สหรัฐอเมริกาจะเจรจาให้เวียดนามเปิดตลาดโดยมีกำแพงภาษีเป็นศูนย์ เปิดทางให้สินค้าสหรัฐอเมริกาทะลักเข้าไทย โดยไม่มีมาตรการป้องกัน คิดเร็วๆ ก็อาจจะมีทั้งข้อดี ข้อเสีย

เครื่องจักรการเกษตรที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาได้ เทคโนโลยีการเกษตรก็จะไม่มีกำแพงภาษี

แต่คิดถึงอุตสาหกรรมสุกร อุตสาหกรรมโคนม dairy products อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์จาก Monsanto หรือ Cargill อาจจะเข้าไทยได้มากขึ้นอย่างไร้กำแพงกั้น ต้องลองเช็กดู

สาม สูญเสียฐานการผลิต FDI centerให้ประเทศเพื่อนบ้าน

ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและการแข่งขันด้านต้นทุนทวีความรุนแรง นักลงทุนระดับโลกไม่ได้เลือกประเทศปลายทางในการลงทุนจากแค่เรื่องแรงงานราคาถูกหรือโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไป หากแต่เลือกจากความแน่นอนของต้นทุนส่งออก – โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา

ความแตกต่างของภาษีแม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็สามารถตัดสินใจให้โรงงานทั้งหลายแห่งย้ายประเทศได้ในทันที

ในกรณีนี้ ไทยกำลังเสี่ยงจะถูกตั้งกำแพงภาษี 36% จากฝั่งสหรัฐอเมริกา ในขณะที่เวียดนามหรืออินโดนีเซีย หากเจรจาเสร็จทันก่อนเส้นตาย อาจลดอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกาลงเหลือราว 20% ซึ่งยังไม่ใช่ “อัตราศูนย์” แต่ก็ต่ำกว่าไทยถึง 16 จุดเปอร์เซ็นต์

ความต่าง 16% นี้ในภาคการผลิตหมายถึงความต่างของกำไรทั้งปี – หรือหมายถึงการที่สินค้าหนึ่งจะขายได้หรือขายไม่ได้เลยในตลาดอเมริกัน

นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น เวียดนามมีข้อตกลง FTA กับสหภาพยุโรป (EVFTA) และอังกฤษ (UKVFTA) และอินโดนีเซียเพิ่งจบการเจรจากับอีกหลายประเทศ ซึ่งรวมข้อผูกพันด้านอำนวยความสะดวกทางการค้า

นักลงทุนย่อมเริ่มมองว่าการตั้งฐานการผลิตในประเทศเหล่านี้ให้ความคุ้มค่า จะเป็นฟางเส้นสุดท้าย

การเปลี่ยนใจของนักลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่การ “ขยับสายการผลิตบางส่วน” แต่คือการ “เปลี่ยนเส้นทางการลงทุนใหม่” ซึ่งการเลือกประเทศที่เสียภาษีสหรัฐอเมริกาต่ำกว่าแม้ 10-15% ก็เพียงพอที่จะทำให้ shift สายผลิตทั้งหมดไปยังประเทศนั้นได้

พูดให้ชัด : ความต่างเพียง 16% ของภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกาอาจเพียงพอแล้วที่จะทำให้ไทยสูญเสียการลงทุนมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี และอาจไม่สามารถดึงกลับมาได้อีกในระยะเวลาอันใกล้

สี่ ไทยกลายเป็น “ตลาด dump” ของสินค้าจากประเทศมหาอำนาจ (tariff spill overs)

เมื่อประเทศมหาอำนาจเริ่มตั้งกำแพงภาษีเพื่อปกป้องตลาดของตนเอง สินค้าจากประเทศคู่แข่งที่เคยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเป็นหลักย่อมหาทางเบี่ยงเส้นทางออกไปยังประเทศอื่น

และเป้าหมายใหม่ของพวกเขามักไม่ใช่ประเทศที่มีกำแพงภาษีสูงหรือนโยบายเข้มงวด แต่กลับเป็น “ประเทศที่อ่อนแอเชิงระบบ” หรือ “ประเทศที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันเพียงพอ” ซึ่งเสี่ยงกลายเป็นที่ระบายของสินค้าเหลือจากทั่วโลก

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “tariff spill over effect” หรือ “ผลกระทบพวยพุ่งจากภาษี” – โดยเฉพาะจากประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และระบบการค้าก้าวรุก

ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงนั้นอย่างชัดเจน เพราะเราไม่มีระบบคัดกรองนำเข้าที่เข้มงวดมากพอ

ไม่มีกฎหมาย anti-dumping ที่บังคับใช้ได้จริง

และขาดกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่มีประสิทธิภาพ หากเราถูกตั้งภาษี 36% จากสหรัฐอเมริกา ในขณะที่คู่แข่งส่งออกของโลกต้องหาตลาดใหม่ ทันทีที่พวกเขาเข้าไม่ถึงตลาดสหรัฐอเมริกา พวกเขาจะมองหาตลาดที่เปิดกว้างที่สุดต่อไป – และไทยอาจกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายอันดับต้นๆ

ตัวอย่างที่น่ากังวลคือ เหล็กแผ่นราคาถูกจากจีน อินเดีย หรือรัสเซีย ที่สามารถเข้ามากดราคาตลาดภายในจนโรงงานแปรรูปไทยต้องหยุดเตาหลอม

หรือเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากเวียดนามและบังกลาเทศ ที่ใช้ต้นทุนแรงงานต่ำและเทคโนโลยีการผลิตขนาดใหญ่

เมื่อสินค้ากลุ่มนี้ถูกกันออกจากตลาดสหรัฐอเมริกา พวกเขาจะเทเข้าสู่ตลาดอาเซียนทันทีด้วยราคาที่ต่ำเกินจริง ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME ในจังหวัดชายแดนหรือเขตผลิตในประเทศต้องแบกรับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ในช่วงที่ระเบียบการค้าโลกอ่อนแอ ซ้ำประเทศไทยยังไม่เตรียมมาตรการรองรับ เช่น ระบบเฝ้าระวังต้นทุน, การบังคับใช้กฎหมาย anti-dumping, หรือการเจรจา safeguard พิเศษผ่าน WTO – เราอาจไม่ได้เจ็บเพียงเพราะ “ขายของออกไม่ได้”

แต่เราจะเจ็บซ้ำเพราะ “โดนของคนอื่นล้นตลาดมาทับของเรา” โดยที่เราไม่มีเกราะป้องกันใดๆ เหลืออยู่

สามข้อเสนอที่รัฐบาลไทยต้องทำ

หนึ่ง หยุดส่งเสริมอุตสาหกรรม “Zero Industries” และปิดช่องโหว่ให้ต่างชาติเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานหลบภาษี

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งใน “จุดพักภาษี” (Tariff Waystation) ที่สำคัญของโลกโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเริ่มตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าจีน ผลิตภัณฑ์จำนวนมากจากจีนจึงถูก “เปลี่ยนเส้นทาง” (rerouted exports) ผ่านประเทศที่ไม่มีภาษีตอบโต้ และหนึ่งในจุดหมายสำคัญคือประเทศไทย

ลองให้ผมสวมหมวกทรัมป์ดู และพิจารณาว่าไทยคือประเทศที่ 1 ในประเทศเกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – มากถึง 43,000 ล้านเหรียญต่อปีในปี 2025 เพิ่มขึ้นจากเพียงประมาณ 20,000 ล้านเหรียญในปี 2017 ตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีครั้งแรก

เราจึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะกลายเป็น “เป้าหมายที่ง่ายและได้แต้ม” ในสายตาการเมืองอเมริกัน

จากรายงานของ The Economist เดือนมิถุนายน 2025 พบว่าไทยมีสินค้าส่งออกจากจีนที่ “อ้อม” มาสหรัฐอเมริกาผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมสูงถึงกว่า 1.6 พันล้านเหรียญ หรือกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ภายในเวลาเพียง 2 เดือน หากเทียบรายปี อาจพุ่งแตะระดับ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และอาจทะลุ 4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำของหลายกระทรวงรวมกัน

แต่รายได้และประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากกระแสการค้าลักษณะนี้กลับน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่มีการจ้างงานคุณภาพ ไม่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่มีการเสียภาษีในประเทศ และไม่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยในเชิงลึก เป็นเพียง “ทางผ่าน” หรือ “ใบเบิกทาง” ในทางศุลกากร เช่น การติดฉลากใหม่ (relabeling) การประกอบบางส่วน หรือการจัดส่งใหม่ผ่านเขตปลอดภาษี

เราจึงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “Zero Industries” – อุตสาหกรรมที่มีรายได้ “ศูนย์” ในทางเศรษฐกิจระยะยาว หรือแย่กว่านั้นคือการเอาทรัพยากรของชาติ (พื้นที่ ไฟฟ้า น้ำ เส้นทางโลจิสติกส์ ฯลฯ) ไปใช้โดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย

หากปล่อยให้รูปแบบนี้ดำรงอยู่ต่อไป ประเทศไทยจะไม่เพียงเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจจริง แต่ยังอาจถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานศุลกากรสหรัฐอมริกาว่า “ช่วยเหลือจีนในการเลี่ยงภาษี” ซึ่งอาจตามมาด้วยมาตรการลงโทษรอบใหม่ซ้ำซ้อน

รัฐบาลจึงต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการลงทุนจากต่างชาติที่สร้างคุณค่าในประเทศ กับการตั้งฐานที่มีแต่ “เปลือก” โดยเร่งปิดช่องโหว่ด้านกฎหมายและสิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าร่วมกับคู่ค้ารายใหญ่ และยกเลิกการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ไม่สร้าง domestic multiplier ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย

สอง ซื้อสินค้าจากสหรัฐอย่างมียุทธศาสตร์

ในโลกแห่งการต่อรองทางการค้าแบบใหม่ “การซื้อ” กลายเป็นอาวุธที่มีพลังไม่แพ้ “การขาย” ประเทศที่สามารถออกแบบการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาอย่างชาญฉลาด จะสามารถลดแรงเสียดทานทางการเมืองและเลี่ยงมาตรการตอบโต้ได้มากขึ้น – โดยไม่จำเป็นต้องเปิดตลาดแบบไร้ทิศทาง แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจคือ “ซื้อของที่ตรงใจทรัมป์ และตรงกับยุทธศาสตร์ไทย” พร้อมกันในคราวเดียว เช่น

– นำเข้า เครื่องจักรการแพทย์ และอุปกรณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ จากรัฐ swing-state หรือรัฐที่มีอิทธิพลกับพรรครีพับลิกัน เช่น Ohio, Florida, Texas

– เลือก ซอฟต์แวร์ด้านอุตสาหกรรม จากบริษัทที่มีฐานในรัฐสำคัญที่ทรัมป์มีฐานเสียงหนาแน่น

– หรือซื้อ เครื่องจักรกลการเกษตร ที่สนับสนุนเกษตรกรไทย และสร้างผลผลิตได้มากขึ้น โดยไม่ขัดแย้งกับนโยบายไทยเอง

ที่สำคัญ เราต้องหลีกเลี่ยงการนำเข้า “สินค้าซ้ำซ้อน” หรือ “สินค้าที่ทำลายอุตสาหกรรมไทย” เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจไปขัดกับเป้าหมายการสร้างฐานอุตสาหกรรม EV ของไทยเองในระยะยาว

การเลือกนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาจึงต้องมีมิติทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และอัตลักษณ์ของประเทศ รวมถึงควรใช้โอกาสนี้เปิดโต๊ะเจรจาแบบ sector-specific เพื่อทำให้ไทยไม่ใช่แค่ “ฝ่ายถูกกระทำ” แต่กลายเป็นผู้กำหนดเกมบางส่วนได้

สาม สร้างเศรษฐกิจในประเทศให้ยืนได้ด้วยตัวเอง

วิกฤตระดับโลกในวันนี้กำลังเปิดโปงจุดอ่อนของระบบเศรษฐกิจที่ “พึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป” ประเทศที่รอดคือประเทศที่มี “แรงหนุนจากข้างใน” – โดยเฉพาะกำลังซื้อภายในประเทศ ตลาดชุมชน เครือข่ายผู้ผลิตรายย่อย และระบบงบประมาณที่กระจายอำนาจอย่างแท้จริง

ประเทศไทยในปี 2025 มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงถึง 129% ของ GDP ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางหากโลกภายนอกปั่นป่วน ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่เพียง 41% และฟิลิปปินส์ราว 60-65% เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีอัตราการบริโภคภายในประเทศต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาค โดยมีสัดส่วนการบริโภคของครัวเรือนต่อ GDP เพียง 52% ขณะที่ฟิลิปปินส์สูงถึง 72% อินโดนีเซียประมาณ 56-58%

ซึ่งหมายความว่า หากเกิดวิกฤตการค้า เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียยังคงขับเคลื่อนด้วยคนในประเทศของเขาได้ดีกว่า

ปัจจัยอีกข้อคือ “การกระจายงบประมาณ” งบฯ ที่ลงไปในจังหวัด เป็นส่วนที่คนในจังหวัดตัดสินใจได้เองน่าจะประมาณแค่ 18% (เนื่องจากอีกส่วนหนึ่งเป็นแค่ท่อจ่ายงบประมาณจากการตัดสินใจของส่วนกลาง)

ต่างจากอินโดนีเซียที่ปัจจุบันเกือบ 1 ใน 3 อยู่ในมือของท้องถิ่นแล้ว ทำให้จังหวัดของอินโดนีเซียสามารถตอบสนองสถานการณ์เฉพาะพื้นที่ได้ดีกว่าไทยมาก

ถ้าไทยยังเดินหน้าด้วยโครงสร้างเดิม ไม่เร่งสร้างระบบเศรษฐกิจภายในให้แข็งแรง ไม่เปิดพื้นที่ให้ SME และท้องถิ่นขยับตัวได้อย่างอิสระ เราอาจจะไม่เหลือภูมิคุ้มกันในวันที่โลกภายนอกผันผวนมากกว่านี้ เพราะเศรษฐกิจที่ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองเท่านั้น – คือเศรษฐกิจที่มีศักดิ์ศรี และจะอยู่รอดได้ในระยะยาว

ในตอนต่อไป ผมจะลงลึกข้อเสนอที่สามว่าด้วย “การสร้างตลาดในประเทศ”

เราจะไปดูว่าในแต่ละจังหวัดของไทย บริษัทใดคือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดและสิ่งนั้นบอกอะไรเราเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย พร้อมเทียบกับกรณีศึกษาจากประเทศที่น่าจับตาอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

ติดตามตอนที่ 2 : ตลาดในประเทศคือภูมิคุ้มกันของเศรษฐกิจไทย ผมคุยกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาและได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาเป็นบริษัท top 20 ของทุกจังหวัดในประเทศไทย จะลองเอามาวิเคราะห์ดู

ท่านผู้อ่านโปรดติดตามด้วยนะครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน