บทความในประเทศ
จาก ‘กันตรึม’
สู่ ‘GUN ตรึม’
จากพรรคที่เคยจับมือกันตั้งรัฐบาล ถีบพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ไปเป็นฝ่ายค้านสำเร็จ สู่การแบ่งผลประโยชน์ลงตัว กระทั่งร่วมรัฐบาลกันมา 2 ปี
แต่ “ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร”
เมื่อเกิดการต่อรองอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ลุกลามไปจนถึงขั้นสกัดกั้นทางกฎหมาย ทำหมันนโยบายอีกฝ่าย เรือธงนโยบายต้องจอดแน่นิ่ง สูญเสียเครดิตการเมืองอย่างหนัก มีหรืออีกฝ่ายจะทนไหว
ท้ายที่สุด “การประนีประนอม” ก็เดินมาสุดทาง มีอันต้องแยกจากกันระหว่างสีแดงพรรคเพื่อไทย และค่ายสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย โดยมีฟางเส้นสุดท้ายคือกรณีการต่อรองของคืน “เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย”
เป็นจังหวะรัฐบาลเพื่อไทยกำลังเสียรังวัดจากกรณีคลิปเสียงหลุด พรรคภูมิใจไทยจึงประกาศแตกหักรัฐบาล ภายใต้ข้ออ้างรับไม่ได้นายกรัฐมนตรีสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เสี่ยงทำสูญเสียอธิปไตย
ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากชนิดที่คอการเมืองยังคาดไม่ถึงว่าความสัมพันธ์ 2 พรรคจะจบเร็วขนาดนี้
ในช่วงแรก มองกันว่ารัฐบาลเพื่อไทยคงเดินทางมาถึงจุดใกล้สิ้นสุดแล้ว เพราะความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาลหดน้อย ขณะที่เสียงของฟากรัฐบาลในสภาก็เกินกึ่งหนึ่งเพียงไม่ถึง 10 เสียง
เรื่องนี้หักปากกาเซียน เพราะเพื่อไทยแม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็เลือกเดินหน้าต่อแบบไปตายเอาดาบหน้า
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยวันนี้กลายเป็นพรรคฝ่ายค้าน เดินหน้าแก้แค้นแบบเต็มสูบ
เป็นอันว่าการประกาศ “สงครามการเมือง” สมรภูมิการต่อสู้ระหว่างค่ายสีแดงและสีน้ำเงิน คิกออฟอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้
เริ่มจากนายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทยพูดบน Exclusive Talk กับ 3 ผู้นำทางความคิด หาทางออกประเทศ สัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดใจเหตุที่ต้องตัดสัมพันธ์กับค่ายสีน้ำเงิน ด้วยเหตุผลเพื่อไทยถูกสกัดขัดขวางทางนโยบาย พร้อมคำคมจิกกัดสุดแสบ
“ไม่รู้ลูกชายใคร ไปเที่ยวเมืองนอก ประกาศพ่อจะได้เป็นนายกฯ เดือนกรกฎาคมนี้”
ไม่กี่วันถัดมา ก็มีเสียงตอบโต้จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล แม่ทัพภูมิใจไทย ขึ้นเวทีเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ ปลุกคนไทยอย่าเป็นขี้ข้าคนขายชาติ พร้อมเปิดใจเหตุที่ต้องออกจากรัฐบาล เพราะเพื่อไทยผิดคำสัญญา จะเอากระทรวงมหาดไทย เพราะกลัวภูมิใจไทยจะมีอำนาจมาก
ก่อนจะทิ้งท้ายแบบเจ็บๆ ก่อนลงจากเวทีว่า “หมดเวลารัฐบาลชุดนี้แล้ว”
นั่นคือระดับหัวสอง 2 ค่ายดวลเดือดกันบนหน้าข่าว โดยมีสมรภูมิอื่นๆ ที่ต้องงัดอาวุธปืนยิงใส่กันในอีกหลายวาระ
1. สมรภูมิสภา
สมรภูมินี้แม้คิดตามคณิตศาสตร์การเมือง ค่ายสีแดงเป็นต่อ แต่ในทางการเมืองแล้ว เห็นตรงกันว่าสีน้ำเงินน่ากลัวมากกว่าที่คิด
อย่าลืมว่ารัฐบาลเพื่อไทยขณะนี้เสียงปริ่มน้ำมาก คะแนนเกินกึ่งหนึ่งมาหลัก 10 เสียง ทำให้ทุกวันนี้แม้แต่รัฐมนตรีก็ต้องย่องมาทำงานสภา กระทั่ง ส.ส.ของพรรคไปทำธุระส่วนตัว ยังหวาดผวาต้องคอยฟังเสียงออด
ผลจากรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำทำให้เพื่อไทยต้องใส่เกียร์ถอยกฎหมายสำคัญที่สุ่มเสี่ยงจะตก ตัวอย่างคือร่างกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่แม้แต่จะถอนร่างออก ก็เกือบจะไม่รอด การโหวตกฎหมายต่างๆ ในอนาคตสำหรับเพื่อไทยจึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะหากเสียงไม่ผ่าน รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
นี่คือแต้มต่อของภูมิใจไทย ที่จากนี้ไปจะเน้นเกมเจาะยางเพื่อไทยจากการสกัดกฎหมายต่างๆ และต้องไม่ลืมว่าค่ายสีน้ำเงินมีพลังของ “สภาบน” ที่สัมพันธ์กับการแต่งตั้งองค์กรอิสระเป็นฐานอำนาจสำคัญ ที่จะใช้เตะสกัดขัดขวาง ป่วนกฎหมายซีกรัฐบาลได้อีกมากมายในอนาคต
แน่นอนว่าค่ายสีแดงประเมินแล้วว่าเอาอยู่ แม้เสียงจะเกินกึ่งหนึ่งมาไม่มาก ขณะที่ขุมกำลังฝ่ายหนุนค่ายสีแดงก็ย้อนศร สั่งเปิดยุทธการ “แจกกล้วยให้งูเห่า” อีกครั้ง เพื่อหวังตัดกำลังค่ายสีน้ำเงิน
จริงไม่จริง…เรื่องนี้นายอนุทินรู้ดีที่สุด เพราะเจ้าตัวถึงกับพูดออกมาเอง วันนี้ไม่มีแล้ว ไล่หนู ตีงูเห่า มีแต่ไล่หนู ซื้องูเห่า
ยุทธการนี้แผลงฤทธิ์แล้วในเคสถอนกฎหมายกาสิโน หลัง 3 ส.ส.ค่ายสีน้ำเงินเอาด้วยกับฝั่งรัฐบาลโหวตหนุนถอนร่างฯ ทั้งๆ ที่ผ่านมา ส.ส.ค่ายสีน้ำเงินที่ผ่านมาไม่เคยแตกแถว
ร้อนจนพรรคต้องสั่งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ มากำราบ แต่สุดท้ายก็เอาไม่อยู่ สู้ฝั่งที่มีทรัพยากรเพียบพร้อมมิได้
สมรภูมิสภาจากนี้จึงดุเดือด ภูมิใจไทยจะเดินเกมหนักขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากการทำให้สภาล่ม ขัดขวางงานสภาต่างๆ ของรัฐบาล
เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้รัฐบาลล่ม…
2. สมรภูมิเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ
เพราะทั้งค่ายน้ำเงินและค่ายแดงต่อสู้กันอย่างหนักในสนามท้องถิ่นมาตั้งแต่ตอนร่วมรัฐบาล การที่ภูมิใจไทยถอนตัวแบบจบไม่สวยกับเพื่อไทยวันนี้ สนามเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษจึงดุเดือดอย่างยิ่ง
นี่คือศึกแห่งศักดิ์ศรี ฝ่ายเพื่อไทยแม้จะเป็นเจ้าของพื้นที่เดิม แต่เลือกตั้งซ่อมรอบนี้มาในช่วงรัฐบาลกระแสตก เกิดวิกฤตศรัทธากรณีคลิปเสียงหลุดจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่นับปัญหาเศรษฐกิจการเมืองอื่นๆ แต่เพื่อไทยก็แพ้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เนื่องมาจากปัญหารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จะขาดเพียงเสียงเดียวก็ไม่ได้ ทุกเสียง ส.ส.ล้วนส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการคงอยู่ของรัฐบาล หากแพ้ก็เสียหายยับเยิน
ส่วนค่ายภูมิใจไทย ตอนนี้อยู่ในสถานะ “คับแค้น” อย่างหนัก
แค้นจากการถูกไล่ออกจากรัฐบาล แค้นจากการถูกย้นศรดูดงูดเห่าและนักการเมืองท้องถิ่น แค้นจากการถูกเจาะยางเล่นงานจากสารพัดรูปแบบจากฝั่งผู้มีอำนาจ
งานนี้จึงแพ้ไม่ได้เช่นกัน มันคือศักดิ์ศรี
3. สมรภูมินิติสงคราม
สมรภูมินี้เดือดที่สุดและสร้างความเสียหายได้มากที่สุด เพื่อไทยเจออีกกระทง คดีมารัวๆ
สัปดาห์นี้ได้เห็นการ “รุกคืบ” ป.ป.ช.ตั้งองค์คณะไต่สวนจริยธรรมร้ายแรง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ จากกรณีคลิปฮุน เซน
ส่วนคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ชะตากรรม น.ส.แพทองธารก็เรียกได้ว่า “แขวนบนเส้นด้าย” ดูเหมือนวันนี้นายทักษิณจะปลงแล้ว เสียงวิพากษ์วิจารณ์นิติสงครามแทบที่เคยเป็นมา ไม่มีอีกแล้ว เหลือเพียงเสียงปล่อยวาง ว่าไปตามกฎหมาย หากถูกให้พ้นจากหน้าที่ก็ยังมีนายชัยเกษม นิติสิริ มานั่งเก้าอี้แทน หรือหากจนมุมจนถึงที่สุด ก็ยังเหลือเกมยุบสภา
ขณะที่ตัวนายทักษิณเองก็ยังเจอมรสุมทางคดี ทั้งกรณีชั้น 14 และกรณีมาตรา 112 ที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาแล้วในวันที่ 22 สิงหาคม
ไม่ว่าจะเป็น น.ส.แพทองธาร ไม่ว่าจะเป็นนายทักษิณ หากผลทางคดีออกมาเป็นลบ ล้วนส่งผลอย่างยิ่งต่อรัฐบาลเพื่อไทย
ซีกพรรคเพื่อไทยเองก็เจอนิติสงคราม นักร้องโผล่ไปร้องให้ยุบพรรคจากกรณีครอบงำพรรคอีกกระทง
ขณะที่ค่ายสีน้ำเงินก็เจอปัญหาไม่ได้น้อยกว่ากัน เพราะคดีฮั้วเลือก ส.ว.วันนี้ชัดแล้วว่าพรรคสีน้ำเงินอาจต้องเจอคำร้องทางคดีความในระดับ “ถอนรากถอนโคน”
ส่อโดนเก็บเรียบ ไล่ตั้งแต่ระดับผู้นำจิตวิญญาณพรรคมาจนถึงคนรุ่นใหม่ สะท้อนว่าค่ายสีแดงก็เล่นแรงระดับยุบพรรค
ยิ่งตอนนี้ค่ายสีแดงได้กระทรวงมหาดไทยมาเป็นเครื่องมือ เกมแก้แค้นสีน้ำเงินยิ่งเดินหน้าไว
การล้างบางเครือข่ายสีน้ำเงิน เด้ง 2 อธิบดีฯ เป็นแค่จุดเริ่มต้น ด่านต่อไปคือการเดินหน้าเอาผิดกรณีที่ดิน “เขากระโดง” ผ่านอธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงภายใน 7 วัน หากทำไม่ได้ก็พร้อมเชือดอีกคน
เพื่อไทยก็ใช้เหลี่ยม โอนหน่วยงานนี้ไปอยู่ในการดูแลของ เดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย จากประชาธิปัตย์บัญชาการ เริ่มต้นก็ประกาศจะตามยึดคืนให้หมด
เดชอิศม์ยังออกตัวแรงเปิดเกมถล่มค่ายสีน้ำเงินโวยกลางที่ประชุม ครม.ถึงการจัดงบฯ กลาง 1.57 แสนล้าน ที่ทำไว้สมัย รมว.กระทรวงคนเก่า ว่ากระจุกตัวเกินไป
นี่คือตัวอย่างสมรภูมินิติสงคราม ที่วันนี้ยกระดับมาถึงจุดระดมยิงใส่กันไม่ยั้ง “เอากันถึงตาย”
จากที่เคยพกมีดถือไว้ด้านหลัง แล้วแทงใส่กันเมื่อมีโอกาส
วันนี้ทั้งค่ายสีแดงและค่ายสีน้ำเงิน ต่างทิ้งมีดในมือ เปลี่ยนมาเป็นปืนและระเบิด ซุกในสนามเพลาะแล้ว โผล่ขึ้นมายิงใส่กันทุกครั้งเมื่อเห็นศัตรู!
ศึกเลือกตั้งที่ศรีสะเกศ แดนอีสานใต้ จึงเป็นสนามต่อไปให้ 2 สีต่อสู้กันอย่างระทึก
ไม่มีแล้ว กันตรึม
กระสุนปลิวว่อนขนาดนี้ ขอเรียกว่า GUN ตรึม แล้วกัน…
