bg-single

เจ้าอาวาสกับอำนาจเหนือพื้นที่วัด : โครงสร้างที่ต้องสังคายนาใหม่ (2)

24.07.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

เจ้าอาวาสกับอำนาจเหนือพื้นที่วัด

: โครงสร้างที่ต้องสังคายนาใหม่ (2)

ในบริบทจารีตการบริหารจัดการพื้นที่วัด (ซึ่งเป็นเรื่องทางโลก) โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เจ้าอาวาสและพระมิได้มีหน้าที่โดยตรง แต่ชุมชนและรัฐจะเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ทั้งการระดมทุน จัดหาวัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงแรงงาน

ส่วนในเรื่องการบำรุงรักษาดูแลวัดทุกแห่งจะมีข้าพระ โยมสงฆ์ และเลกวัด คอยทำหน้าที่จัดการแทนเกือบทั้งหมด

นอกจากนี้ บทบาทหน้าที่ของที่ดินวัดในส่วนพื้นที่ “ธรณีสงฆ์” (พื้นที่ส่วนอื่นของวัดที่อยู่นอกเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส) ก็ยังมิได้ถูกแปลสถานภาพเป็นทุนในมิติทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด แม้จะมีการให้ชาวบ้านเข้ามาหาผลประโยชน์ แต่ก็มิได้เล็งผลเลิศในเชิงรายได้แต่อย่างใด

แต่ภายหลังการปฏิรูปการปกครองสยามครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นำมาซึ่งการยกเลิกทาสและไพร่ วัดซึ่งมีทาสและไพร่ในรูปของข้าพระ โยมสงฆ์ และเลกวัด ก็พลอยถูกยกเลิกตามไปด้วย

ประกอบกับการบริหารราชการแบบโลกสมัยใหม่ภายใต้ระบบทุนนิยมที่เริ่มก่อตัวขึ้นได้ทำให้ทัศนะต่อการอุปถัมภ์วัดในแบบจารีตกลายเป็นภาระทางการเงินของรัฐสมัยใหม่แทน

ชนชั้นนำสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มลดค่าใช้จ่ายในการอุปถัมภ์วัดต่างๆ ลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมดส่งผลให้พระและเจ้าอาวาสต้องเข้ามาแบกรับบทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการพื้นที่วัดมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชนชั้นนำสยาม ณ ขณะนั้น มองว่าวัดควรเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “คอมปะนี” (company) และควรแปลง “ที่ธรณีสงฆ์” ตลอดจน “ที่กัลปนา” ของวัดให้กลายเป็นพื้นที่แสวงหารายได้ เพื่อนำมาใช้ทดแทนเงินสนับสนุนจากรัฐและการหายไปของแรงงานทาสและไพร่

ซึ่งทำให้วัดทั้งหลายเริ่มปล่อยพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาเช่าใช้สำหรับทำธุรกิจรูปแบบต่างๆ อาทิ ห้องแถว, ท่าเรือ, โรงเรียน, โรงงาน, สำนักงาน ฯลฯ

โดยมีการสร้างระบบเข้ามาช่วยควบคุมดูแล เช่น กระทรวงธรรมการ, ไวยาวัจกร และมรรคนายก (ดูเพิ่มประเด็นนี้ในหนังสือ วิวัฒนาการเศรษฐกิจวัดไทย โดย อุทิศ จึงนิพนธ์สกุล)

สิ่งนี้เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการปฏิรูปคณะสงฆ์ครั้งใหญ่ รวมศูนย์อำนาจการบริหารคณะสงฆ์เข้าส่วนกลางภายใต้การดูแลของมหาเถรสมาคม ซึ่งมิใช่เพียงการเปลี่ยนที่ดินวัดให้กลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังดึงแยกความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนท้องถิ่นให้ถอยห่างออกจากกันมากขึ้น

วัดถูกกระชับอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางและตกอยู่ในอำนาจรัฐมากขึ้น พระและเจ้าอาวาสมีสถานะไม่ต่างจากข้าราชการ เริ่มสนใจความเจริญก้าวหน้าทางโลกผ่านระบบสมณศักดิ์ที่รัฐมอบให้

สมณศักดิ์ถูกเชื่อมเข้ากับการพัฒนาวัดที่เน้นมิติการพัฒนาทางกายภาพเป็นด้านหลัก เจ้าอาวาสถูกชักจูงให้หารายได้และสร้างสิ่งปลูกสร้างมากขึ้นในวัด ซึ่งตรงนี้ได้กลายเป็นมาตรวัดที่สำคัญของการพัฒนาวัดและเป็นหลักเกณฑ์สำคัญประการหนึ่งของการขยับสมณศักดิ์

อาจกล่าวได้ว่า เจ้าอาวาสนับตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เริ่มมีบทบาทกลายเป็นข้าราชการและนายทุน พร้อมๆ ไปกับการเป็นพระสงฆ์ และภายใต้กระแสทุนนิยมที่เพิ่มมากขึ้น บทบาทของข้าราชการและนายทุนก็เริ่มขยับแซงหน้าบทบาทของการเป็นพระ

จุดเปลี่ยนสำคัญประการต่อมาเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้มอบอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่วัดให้แก่พระมากขึ้น (แตกต่างจากสมัยรัชกาลที่ 5 ที่จะมีระบบการตรวจสอบและควบคุมมากกว่า) พระองค์ให้อำนาจแก่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในการตัดสินใจเรื่องทางโลกในพื้นที่วัดเกือบทั้งหมด

และเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ก็กล่าวได้ว่า คณะสงฆ์ที่ได้รับการวางรากฐานอย่างดีโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้กลายมาเป็นผู้มีอำนาจเหนือพื้นที่วัดในกิจการทางเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์ เจ้าอาวาสกลายเป็นเจ้าที่ดินผู้มีอำนาจเต็ม (ดูเพิ่มประเด็นนี้ในบทความ “อำนาจรัฐเหนือที่วัด : สิ่งที่หายไปจากสังคมไทย” โดย วรสิทธิ์ ตันตินิพันธุ์กุล)

แม้จะมีความพยายามถ่วงดุลอำนาจระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์มากขึ้นหลังการปฏิวัติ 2475 ผ่านการออกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 แต่สุดท้ายก็ถูกยกเลิกไปหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยมีการออกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ขึ้นแทนที่ซึ่งย้อนกลับไปให้อำนาจแก่คณะสงฆ์และเจ้าอาวาสเหนือพื้นที่วัดอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

แม้รัฐจะมีหน่วยงานราชการและระบบที่ออกแบบขึ้นเพื่อทำงานร่วมกันรวมถึงควบคุมคณะสงฆ์อยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือระบบการให้สมณศักดิ์ แต่ในทางปฏิบัติจริงหน่วยงานและระบบดังกล่าวก็มิได้มีอำนาจในการถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าอาวาสเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบและคานอำนาจการทำหน้าที่บทบาทนายทุนของเจ้าอาวาสในการหาประโยชน์ในพื้นที่วัด และไม่ต้องพูดถึงอำนาจของชุมชนหรือประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่มีอำนาจตรวจสอบ สอดส่อง และควบคุมวัด อย่างสิ้นเชิงมานานแล้ว

พูดให้ชัดก็คือ สามเส้าที่เคยอุปถัมภ์ค้ำจุน ตรวจสอบ และถ่วงดุลการบริหารจัดการพื้นที่วัดในอดีต คือ คณะสงฆ์ รัฐ และประชาชน สถานภาพ ณ ปัจจุบัน เหลือเพียงคณะสงฆ์กุมอำนาจหลักเพียงฝ่ายเดียว โดยมีรัฐแทรกเข้ามาเล็กน้อย และไร้ซึ่งประชาชนอย่างสมบูรณ์

ความบิดเบี้ยวเชิงโครงสร้างดังกล่าว แน่นอนย่อมทำให้เจ้าอาวาสและพระที่มีอำนาจบริหารจัดการเรื่องทางโลกในพื้นที่วัดเป็นจำนวนหลายรูป ซึ่งในด้านหนึ่งก็เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา เป็นเพียง “สมมติสงฆ์” ที่ยังมิใช่ “อริยสงฆ์” หลงใหลมัวเมากับอำนาจที่ไร้ซึ่งการตรวจสอบนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

เราจะพบเห็นอาการนี้ของเจ้าอาวาสและพระชั้นผู้ใหญ่อยู่เนืองๆ เช่น การหลงคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของวัดจนสั่งรื้อเจดีย์ของผู้อุปถัมภ์วัดในอดีตทิ้ง รื้อเมรุเผาศพที่บริการชุมชนโดยรอบทิ้ง เพียงเพื่ออยากสร้างลานจอดรถรับนักท่องเที่ยว

เจ้าอาวาสที่สั่งรื้อชุมชนที่อยู่อาศัยเก่าแก่ในที่ธรณีสงฆ์ของวัด เพื่อจะปล่อยให้นายทุนเข้ามาทำโรงแรมขนาดใหญ่ เพราะเล็งเห็นว่าที่ดินของวัดเป็นที่ดินทำเลทองที่ควรสร้างรายได้มากกว่าการปล่อยให้เป็นชุมชน

เจ้าอาวาสที่ขาดความรู้เรื่องโบราณสถานจนรื้อทำลายมรดกวัฒนธรรมของชาติอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพียงแค่อยากจะสร้างอาคารสมัยใหม่เพื่อเป็นการระดมทุนเข้าวัด ตลอดจนเพิ่มโปรไฟล์การหารายได้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขอเลื่อนสมณศักดิ์

และแน่นอน ด้วยอำนาจที่เกิดจากโครงสร้างอันบิดเบี้ยวที่มอบให้แก่เจ้าอาวาสดังกล่าว ก็กลายเป็นสิ่งเย้ายวนกลุ่มมิจฉาชีพทั้งชายหญิงให้วิ่งเข้าพระ

กรณีเจ้าอาวาสที่ร่วมมือกับเซียนพระสร้างวัตถุมงคลใหม่ๆ คิดเรื่องเล่าแนวมูเตลูใหม่ๆ เพื่อโน้มน้าวให้พุทธศาสนิกชนหาเช่ามาบูชาเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่าสิ่งนี้ ในหลายกรณี (ไม่ใช่ทุกกรณี) เป็นการมัวเมาพุทธศาสนิกชนไปในทางที่ผิด มากกว่าการหาทางออกทางจิตใจ และผลประโยชน์มหาศาลก็ตกอยู่ในมือของนายทุนเซียนพระมากกว่าวัด

หรือกรณีสีกาเข้าหาพระชั้นผู้ใหญ่จนเป็นข่าวอยู่เสมอๆ ซึ่งท่านเหล่านั้น (ซึ่งควรเรียกว่า “สมี” มากกว่า “ทิด”) หากใช้สติเพียงเล็กน้อยก็ย่อมทราบดีว่า สีกาเหล่านั้นจะเข้าหาพวกท่านไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะอำนาจที่ท่านมีซึ่งจะนำพาเงินทองมหาศาล แต่ไร้การตรวจสอบ ไปสู่สีกาเหล่านั้นอย่างง่ายดาย

ไม่น่าเชื่อว่าสมีบางคนอาบัติปาราชิกมาแล้วเป็นสิบปี แต่ยังสามารถปิดซ่อนความผิดตนเองอย่างแนบเนียนภายใต้ภาพลักษณ์ของพระผู้ใหญ่ทรงสมณศักดิ์ได้โดยที่ไม่มีเรื่องระแคะระคายเลย จนกระทั่งมีภาพและคลิปหลุดออกมา

ความประหลาดนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะความสามารถในการปกปิดเรื่องราวระหว่างสมีกับสีกาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะสังคมไทยปล่อยให้พื้นที่วัดกลายเป็นพื้นที่ดำมืดที่ไร้การตรวจสอบและคานอำนาจจากสังคม หรือในอีกด้านหนึ่งก็คือประชาชน ซึ่งควรจะเป็นภาคส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ในเชิงโครงสร้างได้

การเรียกร้องหารัฐให้สถาปนาอำนาจรัฐมากขึ้นเพื่อเข้าไปจับผิดและลงโทษ ตามกระแสที่กำลังเป็นที่ปรากฏตามหน้าสื่อในปัจจุบันนั้น ทั้งการเร่งรัดอยากออกกฎหมายมาควบคุมสงฆ์ให้รัดกุมขึ้น หรือการเพิ่มบทลงโทษทางอาญาแก่พระนอกรีต ในความเห็นผม เป็นแนวทางที่ผิด เป็นเพียงการเพิ่มอำนาจรัฐเข้าไปคุมคณะสงฆ์ ซึ่งตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็น่าจะเรียนรู้กันดีแล้วว่า ไม่เพียงพอ

แนวทางที่ถูกคือ การเรียกร้องให้เกิดโครงสร้างการบริหารจัดการพื้นที่วัดในแบบสามเส้า (คณะสงฆ์ รัฐ และประชาชน) ให้กลับมีบทบาทและอำนาจอีกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.