bg-single

ภาษาไทย แพร่กระจาย จาก ‘โซเมีย’ ที่สูงแห่งเอเชีย เพราะเป็นภาษากลาง

27.07.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ในหนังสือ โซเมีย, ไท-ไต ใน “นิธิ เอียวศรีวงศ์” (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ สำนักพิมพ์มติชน ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2568) อันเป็นหนังสือรวมข้อเขียนที่เหลือค้างอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของปราชญ์อย่าง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ได้เสียชีวิตลงไปเมื่อเรือน พ.ศ.2566 แล้วคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้รวบรวมเอาข้อเขียนที่ อ.นิธิทิ้งไว้เป็นมรดกทางปัญญาเหล่านี้พิมพ์ออกมาเป็นเล่มนั้น มีข้อความตอนหนึ่งที่ อ.นิธิตั้งคำถามถึงข้อสันนิษฐานของนักภาษาศาสตร์ที่อ้างถึง “การแตกตัว” ของภาษาตระกูลไท-ไต เอาไว้ว่า

“นักภาษาศาสตร์ในรุ่นหนึ่งไม่สามารถหาหลักฐานด้านเวลามาอธิบายประวัติภาษาไท-ไตได้ จึงอิงกับพัฒนาการในภาษายุโรป ซึ่งนักภาษารุ่นหลังแย้งว่า เงื่อนไขต่างกันมากเกินกว่าจะเอามาใช้ได้ เช่น นักภาษารุ่นเดิมเชื่อว่าภาษาไทย ‘แตกตัว’ เป็นหลายสำเนียงเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ที่จริงไม่มีหลักฐานอะไร เพียงแต่เอาไปเทียบกับการ ‘แตกตัว’ ของภาษาอินโดยุโรปในตะวันตก”

แต่ อ.นิธิก็ไม่ได้ปฏิเสธวิธีการของศึกษาพัฒนาการภาษาไท-ไต ของนักภาษาศาสตร์เสียทีเดียวนะครับ ดังจะเห็นได้จากที่ อ.นิธิยังได้กล่าวต่อไปด้วยว่า

“แต่มีข้อน่าสังเกตว่า ภาษาทั้ง 4 ตระกูล (หมายถึง ไท-กะได, ทิเบต-พม่า, ออสโตรเอเชียติก เช่น มอญ, เขมร, เวียด, ว้า ฯลฯ-ผู้เขียน) ที่กล่าวแล้วนั้น (ที่จริงรวมออสโตรนีเซียนเป็นภาษาที่ 5 ด้วย) ล้วนเป็นภาษาที่ใกล้เคียงกันมาก ทั้งศัพท์ การผูกศัพท์ ไวยากรณ์ ฯลฯ จนน่าจะจัดอยู่ใน ‘พื้นที่ทางภาษา’ เดียวกัน (เอามาจากแนวคิดของนักภาษาเยอรมันจึงเรียกว่า sprachbund คือดูความสัมพันธ์ทางภาษาในแง่ไวยากรณ์ ศัพท์ การผูกคำ การผูกประโยค ฯลฯ ไม่ดูจาก ‘ตระกูลภาษา’)”

สำหรับ อ.นิธิแล้ว วิธีการทางภาษาศาสตร์จึงสามารถใช้ในการศึกษาหาประวัติพัฒนาการของภาษาไท-ไต ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการเดิมๆ อย่างที่นักภาษาในช่วงยุคอาณานิคมมักจะใช้กันอย่างการศึกษาจาก ตระกูลภาษา และด้วยวิธีการศึกษาทางภาษาศาสตร์ด้วยมุมมองอย่างที่เรียกว่า sprachbund นี้เองจึงทำให้ อ.นิธิสรุปต่อไปว่า

“และด้วยเหตุดังนั้น ภาษาของพวกเยว่บนเขาจึงปนกันเองและปนกับคนที่อยู่บนนั้นมาก่อน อย่างมากถ้าภาษาไท-ไตไม่ได้มีมาก่อนในที่ราบลุ่มน้ำแยงซี ภาษาไท-ไตที่อยู่บนภูเขาก็ไม่ใช่ภาษาบริสุทธิ์แต่ผสมปนเปจนไม่รู้ว่าคำไหนมาจากภาษาอะไร…ภาษาไท-ไตเป็นอย่างนี้มาเนิ่นนานก่อนอยุธยาแล้ว” เกี่ยวกับเรื่องนี้ อ.นิธิยังยกตัวอย่างไว้ด้วยว่า

“เวลาพบคำว่า ‘เจ้า’ ในบันทึกของจีนเกี่ยวกับพวกป่าเถื่อนบนที่สูงแห่งเอเชีย เราไม่มีสิทธิจะอ้างว่าเป็น ‘ไทย’ แหงๆ เพราะคำนี้ถูกใช้ในหมู่คนที่พูดภาษาอื่นด้วย”

พูดง่ายๆ ว่า สำหรับ อ.นิธิ แล้ว ภาษาไท-ไตนั้น ได้ผสมปนเปกับภาษาอื่น มาเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่ยังอยู่บนโซเมีย คือที่สูงแห่งเอเชีย ก่อนที่จะเกิดการสถาปนารัฐที่พูด ‘ภาษาไทย’ อย่างกรุงศรีอยุธยามานับพันปีเลยทีเดียว

หนังสือ โซเมีย, ไท-ไต ใน “นิธิ เอียวศรีวงศ์”

อ่าน อ.นิธิมาถึงตรงนี้แล้ว ผมจึงอยากลองนำตัวอย่างการศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์ เกี่ยวกับประวัติพัฒนาการของภาษาอื่นๆ ในโลก มาลองเทียบเคียงกับภาษาไทยดูบ้าง

โดยผมได้ยึดเอาประเด็นที่ อ.นิธิระบุว่าคือสาเหตุการแพร่กระจายของภาษาไท-ไต ว่าเป็นที่แพร่หลายเพราะเป็น “ภาษากลาง” ที่ใช้ในตลาด (lingua franca, บางทีก็เรียกว่า market language) หรือที่นักมานุษยวิทยาอย่าง อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร แห่งคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ อธิบายไว้ในรายละเอียดที่แตกต่างไปเล็กน้อยว่าคือ ภาษาไทยเป็นภาษากลางที่ใช้สื่อสารระหว่างคนบนที่สูงกับคนบนพื้นที่ราบ ในพื้นที่บริเวณชายขอบของโซเมีย

ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะใช้งานศึกษาของนักภาษาศาสตร์ชาวอังกฤษที่สนใจเรื่อง “ภาษากลาง” อย่างนิโคลาส์ ออสต์เลอร์ (Nicholas Ostler, 2495-ปัจจุบัน) ซึ่งเคยเขียนหนังสือที่ว่าด้วยภาษากลางอย่าง “The Last Lingua Franca : English Until the Return to Babel” ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ.2553

แต่ออสต์เลอร์ไม่ได้สนใจเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้นนะครับ เห็นได้จากการที่ทุกวันนี้เขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานของมูลนิธิเกี่ยวกับภาษาที่สุ่มเสี่ยงจะสูญหาย (the Foundation for Endangered Language) โดยเมื่อครั้งศึกษาปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ในสหราชอาณาจักร เขาได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับภาษาละติน แต่งานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย MIT (Massachusetts Institute of Technology) ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เขากลับทำเกี่ยวกับไวยากรณ์ในภาษาสันสกฤตมันเสียอย่างนั้น

แต่นี่ก็ทำให้เราสามารถเห็นได้ถึงความสนใจในเรื่องของภาษาที่กว้างขวางของออสต์เลอร์ได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

(ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตบางแห่งระบุว่า เมื่อคราวเรียนปริญญาเอกที่ MIT นั้นเขาได้เรียนกับนักภาษาศาสตร์ชื่อดัง ที่คนมักจะรู้จักในฐานการเป็นแอกทิวิสต์ทางการเมืองอย่างนอม ชอมสกี [Noam Chomsky, พ.ศ. 2471-ปัจจุบัน] แต่ปู่นอมไม่ได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ของออสต์เลอร์โดยตรง ถ้าหากเรื่องนี้เป็นความจริง ออสต์เลอร์ก็ดูจะเป็นนักภาษาศาสตร์ที่สนใจบริบททางสังคมอยู่มากพอดู ซึ่งก็จะเห็นได้จากงานของเขาด้วย)

ผมได้เลือกเอางานชิ้นแรกที่ออสต์เลอร์ได้พีพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ.2548 คือ “Empire of the Words : A Language History of the World” (อาจแปลไทยแบบตรงตัวได้ว่า จักรวรรดิของคำศัพท์ : ประวัติศาสตร์ภาษาของโลก) ซึ่งถือว่าเป็นงานชิ้นคลาสลิกของเขา โดยในงานชิ้นดังกล่าว ออสต์เลอร์ได้พูดถึงภาษาต่างๆ มากมายในโลก ไม่ว่าจะเป็นภาษาละติน ภาษาสันสกฤต ภาษาจีน ภาษาฟินิเชียน (Phoenician) ภาษาอัคคาเดียน (Akkadian) ภาษาสวาฮิลี ภาษาดัชต์ของพวกฮอลันดา ภาษามลายู และอื่นๆ อีกมากมายหลายภาษาเลยทีเดียว โดยในแต่ละภาษานั้น เขาก็ได้พูดกึงเหตุปัจจัยต่างๆ ในการขยายตัว แพร่กระจาย หรือแม้กระทั่งสูญหาย

ดังนั้นเราจึงสามารถนำกรณีศึกษาจากภาษาต่างๆ จำนวนมาก ที่ออสต์เลอร์ได้ทำการศึกษาเอาไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าว มาเทียบเคียงกับกรณีการแพร่กระจายของภาษาไทยได้นั่นเอง

ถึงแม้ใน Empire of the Words จะไม่ได้จำแนกเอาไว้อย่างชัดๆ ว่า การเกิดขึ้นของ “ภาษากลาง” (อย่างที่ภาษาไท-ไต เป็น) นั้น มีอยู่กี่ปัจจัย แต่ผมก็ลองสรุปออกมาอย่างคร่าวๆ จากตัวอย่างหลักๆ ที่ออสต์เลอร์ได้เขียนถึงไว้ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งก็อาจกล่าวได้ว่า เกิดขึ้นด้วยหลายปัจจัย เช่น การค้า อำนาจจักรวรรดิ ศาสนา วัฒนธรรม โดยอาจจะสรุปได้เป็น 5 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้

1. เกิดขึ้นจากเครือข่ายทางการค้า เช่น ภาษาฟินีเชียน ซึ่งครั้งหนึ่งถูกเรียกว่าเป็น “คนทะเล” (sea people) ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือภาษาสวาฮีลี ที่ใช้ในเครือข่ายทางการค้าชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา และภาษามลายูที่ถือได้ว่าเป็นคนทะเลแห่งอุษาคเนย์ ปัจจัยเรื่องภาษาของเครือข่ายทางการค้านี้ มักจะถูกนำมาใช้ในการแพร่กระจายของภาษาไท-ไต ด้วยเช่นกัน

2. เกิดจากความจำเป็นในการบริหารจักรวรรดิ ทั้งการปกครอง กฎหมาย และการทูต เช่น ภาษาอัคคาเดียน ที่ใช้ทั่วไปในเมโสโปเตเมีย ทั้งอัสซีเรียและบาบิโลน หรือภาษาละตินของโรมัน ที่ตกค้างในกฎหมาย การศึกษา และศาสนา ลักษณะอย่างนี้ทำให้ภาษาถูกผูกโยงเข้ากับอำนาจรัฐ ในกรณีของภาษาไท-ไตนั้น อาจเทียบได้กับกำเนิดของการตรากฎหมายออกมาด้วยภาษาไทย อย่างกฎหมายตราสามดวง ที่ทำให้ภาษาไทยต้องผูกโยงเข้ากับระเบียบกฎกติกาในสังคม

3. เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่แพร่ไปพร้อมคำสอน คัมภีร์ และบทสวด ทำให้เกิดความต้องการในการรู้หนังสือ เช่น ภาษาอาหรับกับศาสนาอิสลาม ภาษาบาลี-สันสกฤตในอินเดียและภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยควรสังเกตด้วยว่า ภาษาไทยนั้นผูกโยงอยู่กับการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบเถรวาท ในอุษาคเนย์ภาคผืนแผ่นดินใหญ่

4. การสืบทอดของงานปรัชญาและวรรณกรรม ทำให้ภาษากลายเป็นภาษากลาง เช่น ภาษาคอยเนกรีก (koine Greek) คือยุคกรีกเฮลเลนิสติก ที่ใช้ในการแปลไบเบิลฉบับแรกๆ งานปรัชญา และกฎหมาย กับภาษาจีน ที่ใช้ในศาลและการสอบขุนนาง ที่ปรากฏทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม แน่นอนว่า ภาษาไท-ไต นั้นก็มีงานวรรณกรรมด้วยเช่นกัน

5. ภาษาที่เป็นกลางทางวัฒนธรรม และเป็นที่ยอมรับในหลายกลุ่มคนเพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร เช่น ภาษาอาราเมอิก (Aramaic) ในเปอร์เซีย ที่มีเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ชนชั้นสูง ในขณะที่กลุ่มเชื้อพระวงศ์จะใช้เฉพาะภาษาเปอร์เซียเก่า (ในทำนองเดียวกับที่ไทยมีคำราชาศัพท์ แต่คำเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้ในภาษากฎหมาย) กับภาษาอังกฤษในปัจจุบัน ที่ครอบงำเทคโนโลยี ความรู้ และสื่อต่างๆ

สำหรับออสต์เลอร์แล้ว อะไรที่เรียกว่า “ภาษากลาง” นั้น จึงมีปัจจัยในการก่อกำเนิดมากกว่าจะเป็นเพียงแค่เรื่องของการค้า (แต่ก็ไม่ใช่ว่าการค้าจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ) และในหลายปัจจัยตัวอย่างที่เขาได้นำเสนอนั้น ก็ชวนให้นึกถึงภาษาไทย อย่างที่ผมได้เทียบเคียงให้ไว้แล้วข้างต้น

วิธีการทางภาษาศาสตร์จึงสามารถใช้ในการศึกษาประวัติพัฒนาการของภาษาไท-ไตได้ (แถมยังใช้ได้เป็นอย่างดีเสียด้วย) แต่อาจจะไม่ใช่ด้วยวิธีการเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม อย่างที่ อ.นิธิว่าเอาไว้นั่นแหละครับ ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับประวัติของภาษาไท-ไตนัก แต่วิธีการหนึ่งที่เราอาจใช้ในการทำนายวิธีการแพร่ขยายของภาษาได้ ก็อาจใช้ด้วยการเทียบเคียงกับวิธีการแพร่กระจาย หรือแตกตัวของภาษาอื่นๆ โดยเทียบเคียงเอาจากเงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรมของแต่ละภาษา ที่มีร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีรองรับ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด