bg-single

โผทหาร กลางศึกเขมร-ศึกใน ตท.26-27-28 ‘รองเติ่ง-แม่ทัพไก่’ เต็ง มองเกม ‘บิ๊กปู’ ‘อมฤต-ทรงวิทย์’ ช้ำ ‘บิ๊กเล็ก’ โอด ‘หมา นำราชสีห์’

27.07.2025

รายงานพิเศษ

โผทหาร กลางศึกเขมร-ศึกใน

ตท.26-27-28

‘รองเติ่ง-แม่ทัพไก่’ เต็ง

มองเกม ‘บิ๊กปู’

‘อมฤต-ทรงวิทย์’ ช้ำ

‘บิ๊กเล็ก’ โอด ‘หมา นำราชสีห์’

ฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายทหารเริ่มขึ้นแล้ว แต่ครั้งนี้แตกต่าง เพราะเกิดท่ามกลางศึกเขมร

ปกติ ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมไปจนถึงต้นกันยายน จะเป็นช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายชั้นนายพลปลายปี วาระตุลาคม

โดยปีนี้ ผบ.เหล่าทัพ นัดแนะหารือกัน และกำหนดส่งบัญชีรายชื่อโยกย้าย ให้กลาโหม 15 สิงหาคมนี้ ก่อนที่จะมีการประชุมบอร์ด 7 เสือกลาโหม ซึ่งโผนี้จะมีแค่ 6 เสือกลาโหม เพราะเป็นครั้งแรกที่ไม่มี รมว.กลาโหม

แต่ให้ บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ทำให้ พล.อ.ณัฐพล ดูมีเพาเวอร์มากขึ้น

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ฝ่ายการเมือง ไม่สามารถแทรกแซงล้วงลูกการจัดโผทหารของ ผบ.เหล่าทัพได้เลย เพราะใช้ระบบบอร์ด7 เสือกลาโหม ยิ่งโผนี้ไม่มี รมว.กลาโหมตัวจริงด้วยแล้ว เท่ากับว่า ฝ่ายการเมืองมีแค่ 1 เสียง คือ รมช.กลาโหม ที่ไม่อาจโหวตในนาม รมว.กลาโหมได้ ยกเว้นในฐานะประธาน

แต่ทว่า ที่ผ่านมา ผบ.เหล่าทัพไม่เคยยินยอมให้ใช้การโหวตในการเลือก ผบ.เหล่าทัพคนใหม่ หรือ ตำแหน่งสำคัญ

พล.อ.ณัฐพลจึงทำหน้าที่เสมือนฝ่ายธุรการในการประสานงาน และจัดทำตามขั้นตอนเท่านั้น โดยมี ปลัดหนุ่ม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกลาโหม เป็นผู้จัดโผตัวจริง ในการประสานพูดคุย ผบ.เหล่าทัพ เพื่อตกลงในตำแหน่งแลกเปลี่ยน หรือย้ายข้ามระหว่างเหล่าทัพที่ไม่ลงตัว และนัดแนะการประชุมหารือ

อํานาจของ พล.อ.ณัฐพล ที่รักษาการ รมว.กลาโหม ที่ดูเหมือนมาก และตั้งทีมที่ปรึกษา จากเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 20 มาหลายคนก็ตาม แต่ยังคงมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง คุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง ราวกับเป็นรัฐมนตรีควบ 2 กระทรวง คือ รมว.มหาดไทย และในฐานะที่เคยเป็น รมว.กลาโหมด้วย และยังเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีด้วย

แต่ด้วย พ.ร.บ.จัดระเบีบบราชการกระทรวงกลาโหมปี 2551 ที่มีข้อกำหนดให้มี คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม หรือบอร์ด 7 เสือกลาโหม จึงเป็นเกราะปราการชั้นดี ในการป้องกันฝ่ายการเมืองล้วงลูกการโยกย้ายทหาร

นอกเสียจากว่า มีการเจรจากันด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว พี่น้องเตรียมทหาร ในการขอบางตำแหน่ง แต่ยากที่จะแทรกแซงการตั้ง ผบ.เหล่าทัพ หรือแม่ทัพนายกองสำคัญๆ ได้

ยิ่งในยุคที่ ผบ.เหล่าทัพจะเกษียณราชการแบบเกือบยกชุด ในโผนี้ ทั้งปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ. ก็ย่อมต้องทิ้งทวนวางทายาท หรือตอบแทนลูกน้องกันเป็นครั้งสุดท้าย

นอกจากเป็นโผทหารครั้งแรกที่เสมือนไร้นายกฯ แล้ว ยังไร้ รมว.กลาโหม และอยู่ในวิกฤตด้านความมั่นคง โดยเฉพาะข้อพิพาทดินแดนกับกัมพูชา จนเคยปะทะกัน และส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดมาตลอดหลายเดือน

รัฐบาลอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ การเมืองไร้เสถียรภาพ จึงไม่มีอำนาจการต่อรองใดๆ ในการจัดโผทหารครั้งนี้ ฝ่ายทหารจึงจะจัดวางตัวบุคคลกันเอง

แม้จะมีการจับตาไปที่แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ที่คุมภาคอีสาน และต้องเป็นแม่ทัพใหญ่นำสู้ศึกเขมร ว่าการเมืองจะแทรกหรือไม่ เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยย่อมต้องมองไปถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง การเลือกตั้ง

ยิ่งแม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 คนปัจจุบัน ที่กำลังจะเกษียณ ถูกระบุโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในคลิปสนทนากับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา ว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลก็ย่อมต้องการให้นายทหารที่ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามขึ้นมานั่ง

คำว่า ฝ่ายตรงข้าม ถูกตีความว่า หมายถึง จุดยืนตรงข้ามกัน เพราะครอบครัวชินวัตรถูกรัฐประหารมา 2 ครั้ง จึงมองทหารทุกคนเป็นฝ่ายตรงข้าม

หรือฝ่ายตรงข้าม ของ น.ส.แพทองธาร จะหมายถึง ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือพรรคการเมืองคู่แข่ง โดยเฉพาะภาคอีสาน ที่พรรคสีน้ำเงิน และนายเนวิน ชิดชอบ มีอำนาจและบารมีสูงในห้วงที่ผ่านมา จนอดีตแม่ทัพบางคนก็ถูกมองว่าสนิทสนมกับพรรคสีน้ำเงิน

อีกทั้ง พล.ท.บุญสินขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 2 ต่อจาก พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ที่ปกติแล้วรองแม่ทัพภาค 2 ที่เติบโตมาในสายอีสานใต้ เป็น ผบ.พล.ร.6 เป็น ผบ.กองกำลังสุรนารี จะได้ขึ้นแม่ทัพภาค 2 มากกว่ามาจากสาย พล.ร.3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ที่ดูอีสานตอนบน ติดชายแดนลาว มากกว่าชายแดนกัมพูชา

เพราะรองแม่ทัพภาค 2 ที่เติบโตจากอีสานใต้ กองกำลังสุรนารี จะรู้พื้นที่ รู้ปัญหามากกว่า เพราะที่ผ่านมาก็มีปัญหาชายแดนเขมรด้านอีสานใต้ เช่น พื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร มาก่อน

แต่สำหรับ พล.ท.บุญสินนั้นไม่ปรากฏว่ามีสายสัมพันธ์กับพรรคใด อีกทั้งประกาศที่จะไม่เล่นการเมืองหลังเกษียณ เพื่อตัดความเชื่อมโยง แต่ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 2 จากการสนับสนุนของ พล.อ.สวราชย์ แสงผล อดีตแม่ทัพภาค 2 และ พล.ท.อดุลย์

Screenshot

มีแนวโน้มสูงว่า พล.ท.บุญสินจะเสนอชื่อ รองเติ่ง พล.ต.วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาค 2 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 2 คนใหม่แทน

โดยที่ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ก็พร้อมสนับสนุนเช่นกัน เพราะเป็นเพื่อน ตท.26 อีกทั้ง พล.ต.วีระยุทธเติบโตมาในอีสานใต้ ผ่านมาทุกตำแหน่ง จนขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.6 และ ผบ.กองกำลังสุรนารี

ยิ่งในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด จ่อทำสงครามสู้รบกับกัมพูชาเช่นนี้ พล.ต.วีระยุทธจึงได้เปรียบ รองยูร พล.ต.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาค 2 เพื่อน ตท.26 อีกคน ที่เติบโตมาจากสาย พล.ร.3 แม้จะเคยมาอยู่กองกำลังสุรนารี ในช่วงสู้รบกับเขมร ปี 2554 ก็ตาม

ส่วน รองณัฏฐ์ พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาค 2 แคนดิเดตอีกคน ก็ถูกคุมกำเนิด ไม่ให้มีบทบาทใดๆ ในสถานการณ์นี้ แม้จะเติบโตจากอีสานใต้ เคยเป็น ผบ.พล.ร.6 และ ผบ.กองกำลังสุรนารี มาก็ตาม แต่ด้วยความที่เป็น ตท.27 และที่ผ่านมามีบทบาทโดดเด่นในเรื่องการเจรจาที่ช่องบก และการโพสต์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เรื่องเขมร รวมทั้งการที่สื่อมวลชนทุกสำนักให้ความสำคัญในการขอสัมภาษณ์ และลงข่าวเสมอๆ เลยมีข่าวสะพัดว่า ถูกสะกิดเตือน ให้ลดบทบาท

ดังนั้น โอกาสที่จะได้เป็นแม่ทัพภาค 2 จึงแทบไม่มีเลย เพราะแค่ลุ้นเป็น พลโท แม่ทัพน้อยที่ 2 อยู่ในพื้นที่ต่อ ก็ยังอยาก มีโอกาสที่จะถูกขยับออกมานอกกองทัพภาค 2 และอาจต้องไปอยู่ กอ.รมน.

อีกทั้งเป็นที่รู้กันใน ทบ. เรื่องศึกระหว่าง ตท.26 กับ ตท.27 ที่มีตำนานมายาวนาน ด้วยความที่เป็นรุ่นติดกัน อายุเท่าๆ กัน ก็ย่อมต้องแข่งกันมาเป็นธรรมดา

แต่ตอนนี้ ตท.26 มีชัยชนะ เพราะ พล.อ.พนา ได้เป็น ผบ.ทบ. และมีเพื่อน ตท.26 ขึ้นมาคุมตำแหน่งสำคัญพรึ่บ เพราะ พล.อ.พนาให้ความสำคัญกับเพื่อนอีกด้วย

จนเป็นที่จับตามองว่า ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ ควันหลงระหว่างรุ่นยังไม่จางหรือไม่

ยิ่งแม่ทัพใหญ่ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาค 1 แกนนำ ตท.27 ผู้เป็นความหวังของรุ่น ในฐานะแคนดิเดต ผบ.ทบ.คนต่อไป ยิ่งทำให้เรื่องราวระหว่างรุ่นระอุ

ที่ผ่านมา มักจะมีกระแสข่าวว่า พล.อ.พนาวางตัวนายทหารใน ตท.28 ให้เป็น ผบ.ทบ.ต่อ เมื่อเกษียณตุลาคม 2570 ไว้แล้ว แม้ว่า พล.ท.อมฤตจะเป็นเต็งหนึ่ง ผบ.ทบ.คนต่อไปก็ตาม โดยที่มีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 ก็ยังคงลุ้นนั่ง ผบ.ทบ.ต่อจาก พล.อ.พนาได้ 1 ปี

แต่ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวมากมายใน ทบ. ถึงอุปสรรคขวากหนามของ พล.ท.อมฤต

เช่น เหลืออายุราชการปีเดียว จะไม่ได้เป็น ผบ.ทบ. หรือกระแสข่าวที่จะโดนดึงให้นั่งแม่ทัพภาค 1 ต่ออีก 1 ปี ยังไม่ต้องขึ้น 5 เสือ ทบ. ถือเป็นการถูกดึงให้เสียจังหวะ และมีเหตุจากการต้องแก้ปัญหาศึกชิงเก้าอี้แม่ทัพภาค 1 อีกด้วย

เพราะ พล.อ.พนาเองก็กำลังถูกจับตามองว่า จะเลือกใครเป็นแม่ทัพภาค 1 คนใหม่ เพราะการแย่งชิงสูงมาก และมีแคนดิเดตเป็น ตท.28 ถึง 3 คน ที่ล้วนเป็นทหารคอแดง

แม้จะมีกระแสข่าวว่า พล.อ.พนาสนับสนุน รองกอล์ฟ พล.ต.สราวุธ ไชยสิทธิ์ รองแม่ทัพภาค 1 ขึ้นแม่ทัพภาค 1 เลยก็ตาม

แต่ก็มีข่าวมาแรงว่า เบอร์1 ของรุ่น ตท.28 หนุน แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพน้อย 1 เป็นแม่ทัพภาค 1 คนใหม่ เพราะมีอายุราชการแค่ 2571 เกษียณก่อน พล.ต.สราวุธ ที่เกษียณ 2573 จึงจะให้รอไปก่อน แม้ว่า พล.ต.สราวุธจะมีเส้นทางสายคอมแมนด์ ที่เป๊ะที่สุด ในบรรดา 3 แคนดิเดตก็ตาม

พล.อ.พนาเองก็ต้องถนอมตัว ไม่ปะทะในการตั้งแม่ทัพภาค 1 เพราะ พล.อ.พนาก็ถูกจับตาเช่นกันว่า สนับสนุนใครกันแน่ เพราะ รองแอ้ม พล.ต.ณัฐเดช จันทรางศุ รองแม่ทัพภาค 1 ก็มี คอนเน็กชั่นที่ไม่ธรรมดา ทั้งเป็นสายวงศ์เทวัญ ราบ 11 คอนเน็กชั่นแล้ว บิดายังเป็นเพื่อน จปร.9 กับบิดาของ พล.อ.พนา ที่ผูกพันแนบแน่นกับครอบครัว จปร.9 ด้วยนั่นเอง

อีกทั้งหากมองย้อนหลัง พล.ต.ณัฐเดช ที่แม้เส้นทางสายคอมแมนด์จะไม่เป๊ะ แต่ที่สุดก็ได้มาเป็น ผบ.พล.1 รอ. เข้าไลน์ จนทุกวันนี้ และมีอายุราชการถึง 2572

แต่ในแคนดิเดต 3 คนนี้ จะมีแค่ 2 คนที่ได้อยู่สวนมิสกวัน คือ นั่งเก้าอี้แม่ทัพภาค 1 และแม่ทัพน้อย 1 เท่านั้น ส่วนอีก 1 คน ต้องขยับออกไปอยู่ บก.ทบ. และเป็นที่รู้กันว่า แม่ทัพภาค 1 ต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 คุมทหารคอแดง ทบ.อีกด้วย จึงจะเป็นอีกตำแหน่งที่ไม่ใช่อำนาจ ผบ.ทบ. พล.อ.พนา แต่ต้องได้ไฟเขียวนั่นเอง

ดังนั้น ตท.28 ก็ย่อมต้องการขึ้นแม่ทัพภาค 1 ในโผนี้เลย ถ้ามีการกั๊กกันแบบวางหมาก 2 ชั้น คือให้ พล.ท.อมฤต นั่งแม่ทัพภาค 1 ต่อไปเป็นปีที่ 2 ก็จะทำให้ พล.ท.วรยสเสียจังหวะจะขึ้นแม่ทัพภาค 1 และ 5 เสือ ทบ.ไม่ทัน ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.พนา เมื่อเกษียณ 2570

และทำให้แผนอำนาจ ตท.28 รวนเร

ขณะที่ผ่านมามีบางกระแสข่าวที่ออกมายิ่งทำให้ ตท.26 หวาดระแวง พล.ท.อมฤต และ ตท.27 เช่น กระแสข่าวที่จะดัน พล.อ.พนา ข้ามไปเป็น ผบ.ทหารสูงสุด ในโผนี้เลย หรือสูตรสลับตัว ให้ บิ๊กหยอย พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ รอง ผบ.ทหารสูงสุด รุ่นพี่ ตท.24 ข้ามกลับมาเป็น ผบ.ทบ. ด้วยเพราะเติบโตใน ทบ.มาตลอด จนเป็นเสธ.ทบ. และ ผช.ผบ.ทบ. แต่ที่ผ่านมาขึ้น ผบ.ทบ.ไม่ได้ เพราะต้องเป็นทหารคอแดง แต่ทว่าปัจจุบัน ผบ.ทบ.ไม่ต้องเป็นทหารคอแดงแล้ว

ทั้งนี้ เพราะ พล.ท.อมฤต ทหารเสือราชินีคอแดง ที่ปัจจุบันเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วยถูกมองว่า เป็นลูกรักสายตรงของ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังคงมีบารมี ในฐานะแกนนำใน “ดีลผสมข้ามขั้ว” กับพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งเป็นนายกฯ อีกทั้ง พล.อ. ณัฐพลรักษาการ รมว.กลาโหม ก็เป็นสายตรงบิ๊กตู่ จึงทำให้ถูกมองว่ามีพลังไม่น้อย

แต่กระแสข่าวเหล่านี้ เป็นแค่ข่าวลือ และการคาดการณ์ ยากที่จะเป็นจริงได้ เพราะรู้ดีว่า พล.อ.พนาได้เป็น ผบ.ทบ.ด้วยหลายเหตุผล อีกทั้งรู้กันดีว่า คนจะขึ้น ผบ.ทบ.ได้ ต้องมีไฟเขียว แม้จะไม่ต้องเป็นทหารคอแดงแล้วก็ตาม

อีกทั้งในยามศึกเขมรเช่นนี้ ที่ต้องมีการเปลี่ยนม้ากลางศึก เปลี่ยนแม่ทัพภาค 2 แล้ว ย่อมไม่เป็นผลดี หากจะเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ. อีกทั้ง พล.อ.พนาไม่ธรรมดา ไม่ใช่จะย้ายไปเป็น ผบ.ทหารสูงสุด ได้ง่ายๆ ใครนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ.แล้ว ย่อมต้องนั่งจนเกษียณ

พล.อ.พนาจึงยิ่งต้องเป็นหลักของกองทัพ ในยามที่เปลี่ยน 4 ผบ.เหล่าทัพ ในโผนี้ เพราะต้องเป็นแม่ทัพในการนำสู้รบกับเขมรต่อไป

พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ

แต่ที่กำลังถูกจับตากันในกองทัพ เพราะท่ามกลางศึกเขมร พล.ท.อมฤตกลับถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อบางสำนัก โดยเชื่อมโยงกับการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจันทบุรี-ตราด ในพื้นที่ทหารเรือ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด

แต่กัมพูชาไม่ยอมเปิด จนทำให้ไทยเสียฟอร์มว่า เป็นคำสั่งของแม่ทัพภาค 1 และโจมตีอย่างรุนแรง

โดยถูกตั้งข้อสังเกตในกองทัพว่า สื่อพยายามเชื่อมโยงกับการเป็นสายตรง พล.อ.ประยุทธ์ และไปเชื่อมกับการเปิดด่านช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ในยุค คสช. ที่นายวีระ สมความคิด เคยออกมาแฉ คนที่อยู่เบื้องหลัง ที่ถือว่าเป็นการกล่าวหาที่รุนแรง

จนในกองทัพมีการวิเคราะห์กันว่า เพราะดีลที่พานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับไทย และพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาล กับพรรคขั้วอนุรักษนิยม จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ยังร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ถูกโจมตีนั่นเอง

การโฟกัสมาที่ พล.ท.อมฤต ซึ่งไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการสั่งกองบัญชาการฯ ของทหารเรือได้ และการตัดสินใจทุกอย่างอยู่ที่ ศบ.ทก.เท่านั้น จึงถูกมองว่าเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งโยกย้ายทหารหรือไม่ เพราะเป็นฤดูกาลจัดโผทหารชั้นนายพลพอดี โดยพยายามเชื่อมโยงที่การเป็นสายตรง พล.อ.ประยุทธ์

พร้อมๆ กันนั้น คนในกองทัพมองว่า สื่อสำนักเดียวกันกลับสนับสนุน พล.อ.พนา และ พล.ท.บุญสิน อย่างเต็มที่ ไม่มีเสียงติติง หรือวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะเป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก็ตาม

จึงทำให้ถูกเชื่อมโยงและตั้งข้อสังเกตกันอย่างกว้างขวางในกองทัพ

พลตรี วีระยุทธ รักษ์ศิลป์

นอกจากนั้น ในประเด็นเดียวกัน บิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด ก็ถูกพาดพิงโจมตีอย่างรุนแรงไปด้วย เพราะให้สัมภาษณ์สนับสนุนแนวทางการเจรจา และเสนอให้เปิดด่าน

แม้ว่าในข้อเท็จจจริง พล.อ.ทรงวิทย์ให้สัมภาษณ์ว่า หนุนแนวทางของ พล.ท.บุญสิน ที่กำลังเจรจา เพื่อให้กัมพูชาถอนกำลังทหารและอาวุธยิงไกล ที่ประชิดชายแดนออกไป และใช้กลไกทวิภาคี เมื่อสถานการณ์คลี่คายแล้ว จึงพิจารณาเปิดด่านชายแดน เพื่อให้ประชาชน 2 ฝั่ง กลับมาใช้ชีวิตตามปกติก็ตาม

แต่กลับมีความพยายามเชื่อมโยงว่า พล.อ.ทรงวิทย์เป็นทหาร สาย 3 ป. สาย พล.อ.ประยุทธ์อีกคน จึงหนุนการเปิดด่าน

แม้ว่าในข้อเท็จจริงแล้ว พล.อ.ทรงวิทย์จะเคยรับราชการใน ร.21 รอ. อยู่ 2-3 ปี ในสังกัด บก.ร.21 รอ. แต่ต้นกำเนิดเดิมเคยเป็นทหารอีสาน หน่วยรบ ร้อย ลว.ไกล พล.ร.3 ก่อนที่จะย้ายกลับมา พล.1 รอ. มาเติบโตใน ร.11 รอ. ในสายวงศ์เทวัญ โดยจะเห็นได้ว่า ในยุค 3 ป. บูรพาพยัคฆ์ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ อดีตทหารเสือราชินี เป็นนายกฯ พล.อ.ทรงวิทย์ ซึ่งไม่ใช่สายบูรพาพยัคฆ์ จึงไม่ได้เป็นแม่ทัพภาค 1 ทั้งๆ ที่ผ่านการคอมแมนเดอร์ผู้พัน ผู้การ จนเป็น ผบ.พล.1 รอ. คอแดง แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนในเวลานั้น

โดยใช้เหตุผลที่จบ พล.อ.ทรงวิทย์ จบจากนายร้อยเวอร์จิเนีย สหรัฐ ไม่ได้จบ รร.นายร้อย จปร. จึงติดม่านประเพณี ไม่ให้เป็น ผบ.ทบ. และข้ามไปเป็น ผบ.ทหารสูงสุด

หากจะไล่สายของ พล.อ.ทรงวิทย์แล้ว คือ สายราบ 11 สายวงศ์เทวัญ และเป็นน้องรักของ บิ๊กต๊อก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต ผบ.ร.11 รอ. อดีตแม่ทัพภาค 1 อดีต ผช.ผบ.ทบ. ที่เป็นสายราบ 11 ด้วยกัน

การที่ พล.อ.ทรงวิทย์ และ พล.ท.อมฤต ถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องเปิดด่านนี้ ทำให้ พล.อ.ณัฐพล ในนามศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ต้องมีแถลงการณ์ แอ่นอกรับเองว่า การเปิดด่านเป็นมาตรการของ ศบ.ทก. ให้ผ่อนปรนบางประการในพื้นที่ชายแดน ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินต่อ โดยอนุญาตให้รถส่งสินค้าเข้า-ออกข้ามแดนได้ในบางกรณี เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่ชายแดน หลังเศรษฐกิจหยุดชะงัก

พร้อมเปิดเผยว่า มีผู้ประกอบการบางรายต้องส่งสินค้าไปยังคู่สัญญาต่างประเทศ ไปกัมพูชาภายในกำหนดเวลา มิเช่นนั้นต้องชดใช้ค่าเสียหาย และค่าปรับรายวัน อีกทั้งผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม โรงงาน นักลงทุน เดือดร้อนจากการขนส่งหยุดชะงัก และจะทำให้สายการผลิตหยุดลงทันที จึงต้องมองทั้งมิติความมั่นคง และมิติเศรษฐกิจ

พล.อ.ณัฐพลยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า “เพราะถูกกดดันมาว่า เมื่อไหร่จะจบเสียที อยู่ตรงนี้ต้องรักษาบรรยากาศจะต้องไม่อ่อนแอหรือเข้มแข็งเกินไป จนหาที่ลงไม่ได้ จะโดนทั้ง 2 ทาง ขณะนี้ พี่น้องอีก 70 จังหวัดก็จะมาด่าว่า ทำไมดูไม่เข้มแข็ง เด็ดขาด เหมือน ‘หมา นำราชสีห์’ แต่ไม่เคยสนใจพี่น้อง 7 จังหวัดชายแดนว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร”

ในห้วงที่ผ่านมา พล.อ.ณัฐพลสั่งการให้เหล่าทัพงดการตอบโต้ที่รุนแรง และขอให้ช่วยสร้างบรรยากาศนำไปสู่การเจรจาด้วย เพราะกำลังพยายามเจรจากับทางฝ่ายกัมพูชาอยู่

แต่เมื่อเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเขมรวางใหม่ ขาขาด จึงทำให้ พล.อ.ณัฐพลตัดสินใจที่จะเดินเกมในเวทีนานาชาติ ในการประณามกัมพูชา ที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา และเรียกร้องความรับผิดชอบ

อีกทั้งเป็นที่รู้กันในกองทัพว่า พล.อ.ทรงวิทย์เป็นผู้สนับสนุนสำคัญในการสู้ศึกเขมรอยู่เบื้องหลังทุกเหล่าทัพ โดยเฉพาะกองทัพบก กับ พล.อ.พนา และ พล.ท.บุญสิน ทั้งการไปเยี่ยมเยียนการปิดห้องคุย และการสนับสนุนยุทโธปกรณ์พิเศษให้กับกองกำลังสุรนารี และส่งทหารพัฒนาไปสร้างถนน สายส่งบำรุงช่วยทหารชายแดน รวมทั้งการมีมอตโต้ในยามนี้ว่า ทหารต้องปกป้องปฐพี พิทักษ์แผ่นดิน

แต่ทว่า พล.อ.ทรงวิทย์ และ พล.ท.อมฤต ก็ถูกโจมตีไปแล้ว และข้อมูลถูกวนซ้ำ จนทำให้ทหารในกองทัพตั้งข้อสังเกตกันว่า เกี่ยวข้องกับเกมชิงอำนาจในกองทัพหรือไม่ โดยเฉพาะในการโยกย้ายทหารครั้งนี้

ในขณะที่ ทหารไทย ต้องสู้รบกับเขมรเช่นนี้ ไม่ใช่แค่ การเมือง ที่ขัดแย้ง ต่อสู้ชิงอำนาจกัน ประชาชนแตกแยกกันเอง จากการมีสีเสื้อ มีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน ที่ทำให้ไทยอ่อนแอเท่านั้น

แต่ยังมีปัญหาความขัดแย้งในกองทัพซึ่งยังคงมีอยู่ และรุนแรงมากขึ้น จากการชิงอำนาจ แทนที่จะจับมือกันสู้เขมร แต่กลับมาสู้รบกันเองเช่นนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport