bg-single

ทักษิณ ชินวัตร จาก สทร.สู่ ซูเปอร์ ‘เสมียน’ ไม่หวั่นข้อหา ‘ครอบงำ’ โชว์พลังผ่าทางตันให้ลูกอิ๊งค์

25.07.2025

บทความในประเทศ

ทักษิณ ชินวัตร

จาก สทร.สู่ ซูเปอร์ ‘เสมียน’

ไม่หวั่นข้อหา ‘ครอบงำ’

โชว์พลังผ่าทางตันให้ลูกอิ๊งค์

ต้องยอมรับว่าชื่อ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เปลี่ยนรัฐบาลกี่สมัย ก็ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองไทย ยิ่งตอนนี้นายทักษิณเป็นบิดาของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยิ่งทำให้ทุกการเคลื่อนไหวต่างถูกจับจ้องและอยู่ในสายตาของสังคมอยู่เสมอ

โดยการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี เมื่อช่วงปลายปี 2567 อดีตนายกฯ ทักษิณสวมบทบาทผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อไทย (พท.) ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี พร้อมประกาศตั้งตำแหน่งให้ตัวเอง เป็น “สทร.”

ผ่านมาถึงช่วงกลางปี 2568 รัฐบาลผสมของ “นายกฯ อิ๊งค์” เริ่มสั่นคลอน ชนวนเหตุความขัดแย้งน่าจะเริ่มต้นมาจากการที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาส่งสัญญาณให้พรรคเพื่อไทยดึงกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลับมาดูแลเองในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

แต่ทว่า พรรคภูมิใจไทยกลับยืนกรานและประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่มีทางปล่อยกระทรวงมหาดไทย ทำให้พรรคเพื่อไทยยื่นคำขาดถ้าไม่ยอมคืน ก็พร้อมเขี่ยพรรคภูมิใจไทยพ้นจากการร่วมรัฐบาล

จนกระทั่งคลิปเสียงบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ถูกเผยแพร่ออกมา พรรคภูมิใจไทยจึงใช้จังหวะนี้ประกาศชิงถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลไปก่อน โดยยกเหตุผลว่าคลิปเสียงบทสนทนามีผลกระทบต่ออธิปไตย ดินแดน ผลประโยชน์ของประเทศไทย และกองทัพไทย

แน่นอนว่า การแยกทางร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย แม้พรรคเพื่อไทยจะได้เก้าอี้กระทรวงมหาดไทยกลับมาบริหาร แต่ทว่าก็ต้องแลกกับเสียงจากพรรคภูมิใจไทยที่หายไปถึง 69 เสียง

ซึ่งการที่พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงมากกว่าพรรคฝ่ายค้านจำนวนไม่มาก หรือเสียงปริ่มน้ำเช่นนี้ ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงกับเสถียรภาพของรัฐบาลพอสมควร

ยิ่งไปกว่านั้น จากประเด็นคลิปเสียงของนายกฯ อิ๊งค์และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทางสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 36 คน ได้เข้าชื่อยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

โดยศาลมีมติเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณา และมีมติเสียงข้างมากสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

เบื้องต้นขณะนี้ “นายกฯ อิ๊งค์” อยู่ระหว่างจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ยื่นขอขยายเวลาชี้แจงเพิ่มเติมอีก 15 วัน ทว่า เมื่อครบกำหนดชี้แจงก็ต้องรอลุ้นผลการพิจารณาขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าท้ายที่สุดแล้ว “นายกรัฐมนตรี” จะสามารถฝ่าด่านบรรทัดฐานทางจริยธรรมของศาลและได้ไปต่อ หรือจะต้องสะดุดหยุดลง

นอกจากปัญหาภายในประเทศที่รุมเร้ารัฐบาลและนายกฯ แล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกให้ต้องรับมือและเร่งหาทางแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปมปัญหาคลิปเสียง ซึ่งเรื่องนี้นายกฯ อิ๊งค์ ได้รับผลกระทบโดยตรง ด้วยเหตุนี้สังคมจึงพุ่งเป้าและจับตาว่านายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะบิดาของนายกฯ จะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร

กระทั่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย สู้วิกฤตโลก พลิกเกมเศรษฐกิจไทย” และ “พลิกเกมเศรษฐกิจไทย สู่อนาคต” โดยตอนหนึ่งกล่าวยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนนายกฯ

พร้อมประกาศตัวขอเป็น “เสมียน” ให้ประเทศ รวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

งานเลี้ยงอาหารค่ำพรรคร่วมรัฐบาล ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา “เสมียนประเทศ” ซึ่งมีพลังประหนึ่งซูเปอร์เสมียน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกเชิญมาร่วมวงดินเนอร์ในครั้งนี้ด้วย แม้ก่อนหน้านี้ จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตว่า การที่พรรคร่วมรัฐบาลปล่อยให้คนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องมามีบทบาท จะเข้าข่ายแทรกแซงและครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่

แน่นอนว่า เรื่องนี้มีโอกาสที่จะถูกยื่นคำร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบว่าเข้าข่ายครอบงำ ชี้นำ และแทรกแซงพรรคการเมืองหรือไม่ เหมือนกับกรณีมีผู้ร้องขอให้ กกต. พิจารณาสั่งยุบพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม จากเหตุนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการครอบงำ ชี้นำและ 6 พรรคการเมืองยินยอมให้นายทักษิณครอบงำ ชี้นำ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เพื่อพิจารณาเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567

แต่ทว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยต่างออกมาการันตีและยืนยันว่า การเชิญอดีตนายกฯ ทักษิณมาร่วมงานเลี้ยงดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลนั้น ไม่ใช่การครอบงำหรือสั่งการทางการเมือง เป็นเพียงการแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะของอดีตผู้นำ ที่มีผลงานและประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนาน

โดยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งวันนี้เดินหน้ารุกช่วยลูกอิ๊งค์เต็มที่ ไม่กลัวถูกกล่าวหา “ครอบงำ” ได้ปลุกขวัญและให้กำลังใจแกนนำพรรคและ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเต็มที่ ตอนหนึ่งระบุว่า เราจะต้องสร้างความเป็นปึกแผ่น สร้างความแข็งแรงของพรรคร่วมรัฐบาลถึงแม้ว่าเสียงจะเกินกึ่งหนึ่งไม่มากเกินไปนัก แต่ด้วยความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาของชาติ เสียงหนึ่งเสียง ก็เกินพอ

นายทักษิณระบุต่อว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังเป็นปึกแผ่น แข็งแรงดี จากการที่พบปะหัวหน้าพรรค ทุกคนยืนยันว่าเราจะไปด้วยกัน และได้บอกกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่าทีมนี้แหละที่เมื่อเลือกตั้งแล้วจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไม่ทิ้งกันขนาดนี้ ก็ไม่ทิ้งกันตลอดไป จริงหรือไม่

“ผมมั่นใจว่าวันนี้พวกเราทุกคนจะมีความสามัคคีกัน และเมื่อผมพ้นบ่วงของผมแล้ว ผมจะแวะไปเยี่ยมท่านทั้งหลาย ไปทุกจังหวัด แวะไปเยี่ยม ไปให้คำปรึกษา คำแนะนำ มีอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจ อยากจะแชร์กับท่านว่า 51 ปีที่แล้วผมมีบรรยากาศเหมือนวันนี้ และผมเป็นผู้ที่ทำหน้าที่โดยตรงต่อการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และเมื่อวันแต่งงานของผม ผมแต่งงานหลังจากที่รัฐบาลหมดสภาพไปแล้ว ยุบสภา แล้วผมก็แต่งงาน ปรากฏว่างานแต่งของผมมีแต่ ส.ส. มีแขกประมาณ 1,000 คน มีนักการเมือง 800-900 คน ผมอยู่มาจนเป็นปู่แล้ว หวังว่าจะช่วยเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน”

“ทุกคนมีผมอยู่ที่นี่ อย่าว้าเหว่ มีผมอยู่ที่นี่ อยากปรึกษาแวะมาหา อยากกินข้าวด้วยแวะมา เพื่อพวกเราจะทำงานได้อย่างสบายใจ และไม่ต้องไปตกใจกับคะแนนเสียงที่หายไป หายไปได้ก็กลับมาได้ หวังว่าทุกคนคงจะมีกำลังใจ และมีผมอยู่ทั้งคน ได้นายกฯ อิ๊งค์ แถมพ่อนายกฯ อิ๊งค์ ไว้ช่วยเป็นที่ปรึกษาก็แล้วกัน” นายทักษิณระบุ

หลังจากนี้คงต้องติดตามว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะช่วยขับเคลื่อนประเทศและรัฐบาลนายกฯ อิ๊งค์ ในบทบาท “เสมียนประเทศ” อย่างไรต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport