“รู้สึก”ที่ล่มสลาย | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
สถานีคิดเลขที่ 12 | สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
“รู้สึก”ที่ล่มสลาย
เป็นความรู้สึกส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับใคร
เป็นความรู้สึกถึงความ”ล่มสลาย”ในหลายๆด้านที่ประดังประเดมาเข้ามา
การเมืองนั้น รู้สึกถึงภาวะล่มสลายต่อเนื่องมานานนับทศวรรษแล้ว
เราไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ที่พันธนาการ”พันลึก”จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้
ส่งผลร้ายมาถึงทุกวันนี้ และลามสู่ทุกวงการทั้ง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งศาสนา
ความเสื่อมโทรมทางศาสนา มิใช่ปัญหาเฉพาะ”เจ้ากู”เท่านั้น
หากแต่เกี่ยวเนื่องกับการบ้าน-การเมือง ทั้งโดยตรง-โดยอ้อม ที่ไม่อาจเกื้อหนุน ตรวจสอบ ถ่วงดุล ลงโทษ “เจ้ากู”ที่นอกลู่นอกทางได้
พุทธศาสนา จึงอยู่ในภาวะ”วิกฤต”อย่างที่แลเห็น
เกิดความรู้สึก”ล่มสลาย”ทางจิตวิญญาณและศรัทธา อย่างแรง
จนมีอารมณ์ประชดประเทียดว่าจะเห็น”กาสาวพัสตร์ +อภิวัฒน์”หรือ “กาสาวพิวัฒน์”เพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนาบ้านเราได้บ้างหรือไม่
ระหว่างที่สะทกสะท้านกับวิกฤตศรัทธาในพุทธศาสนา
เสียงปืนก็กัมปนาทขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะแต่ละฝ่ายได้เติมเชื้อเกลียดชังในจิตใจมาต่อเนื่อง
ที่สุด “สงคราม”ก็เกิดขึ้น
เกิดพร้อมกับความรู้สึกส่วนตัวอย่างที่บอกตอนต้น นั่นคือใจล่มสลาย
ชีวิตการทำข่าว ทำให้จับพลัดจับผลู ได้สัมผัสบรรยากาศ”สงคราม”บ้าง
หนึ่งในนั้น คือ สงครามไทย-ลาว ที่บ้านร่มเกล้า เมื่อช่วงต้นปี 2531
กระแสชาตินิยมถูกปั่นขึ้นสูงเหมือนตอนนี้ ถึงขนาดจะบุกไปเผาเวียงจันท์
แต่ที่สุด สงคราม ก็บอกและยืนยันว่าไม่มีใครชนะ มีแต่ความสูญเสีย และสูญเปล่า
ความทรงจำที่ตรึงในใจไม่รู้คลาย
คือ การนั่งเฮลิคอปเตอร์ฝ่าหมอกหนาทึบและลมเย็นยะเยือกของปลายฤดูหนาวจากกองทัพภาคที่ 3 พิษณุโลก ไปบ้านร่มเกล้า
แม้ทัศนวิสัยไม่ดี แต่ในความรู้สึก กลับสดใสและอบอุ่น
สดใสและอบอุ่น กับการได้ทำข่าว ทหารไทย-ลาว เจรจาหยุดยิง แปรสนามรบไปสู่ สนามสันติภาพ
ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
และตอกย้ำหนักแน่นมาถึงวันนี้ ว่า”ต้อง”เดินตามแนว”สันติภาพ”เท่านั้นจึงจะมีทางออก
เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ ไทย-ลาวไม่ได้ลั่นกระสุนปืนใส่กันและการ”เจรจา”เขตแดนตกลงกันได้กว่า 90%
ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึง การแปรสนามรบไปสู่ สนามสันติภาพ แล้ว
อีกประสบการณ์ตรงหนึ่งที่ได้สัมผัสและทำข่าว นั่นคือการ”แปรสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า”ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
โดยจุดเปลี่ยนและเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ก็คือการที่กองทัพเวียตนามถอนทหารออกจากกัมพูชา ในเดือนกันยายน 2532
“ฮุน เซน”ที่เคยถูกกล่าวหาเป็นหุ่นเชิดเวียตนาม ได้รับการยอมรับและมีที่ยืนในเวทีนานาชาติ หลังเหตุการณ์ดังกล่าว
และปูทางสู่การครองอำนาจ(แน่นอนว่ามากด้วยเล่ห์เหลี่ยม) มาจนถึงวันนี้
ฮุน เซน ในวันนั้น ขายภาพความโหดเหี้ยมของสงครามที่เกิดจากเขมรแดงเต็มที่
ทุ่งสังหาร เรือนจำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลเสลง ถูกนำมาโชว์สื่อจากทั่วโลก
ซึ่งทุกคนก็เห็นพ้องว่า สงครามไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด โหดร้าย อย่างยิ่ง
มีคนเขมรถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นับล้าน
สงคราม จึงเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ควรเกิดขึ้นทั้งในกัมพูชา และที่ไหนๆ
แต่ กระนั้น สิ่งที่เจ็บปวด
ฮุน เซน กลับใช้สงครามและเรื่องชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการสร้าง”อำนาจ”ในกับตนเองและพวกพ้องมาตลอด
แน่นอน รวมถึง “สงคราม”ตอนนี้ด้วย
ฮุน เซน ใช้เล่ห์เหลี่ยมดึงเอาไทยที่กำลังมี”ภูมิต้านทานบกพร่อง”ในทุกด้าน ให้หลงกล หลงเหลี่ยม เข้าไปอยู่ในสมรภูมิ
สมรภูมิที่ยังไม่รู้จะจบลงอย่างเลวร้ายขนาดไหน
และจะทำลายความรู้สึกดีๆให้ล่มสลายลงเพียงใด
