ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (24)
Endgame – เกมที่รัสเซียต้องชนะ!
“มักจะมีสมมุติฐานที่เชื่อกันว่า ชุดความคิดทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียได้รับอิทธิพลจากการเล่นหมากรุก เกมนี้มีความจำเป็นที่จะต้องคิดก่อนล่วงหน้าฝ่ายตรงข้ามหลายจังหวะ [ในการเดินหมาก] แต่ชุดความคิดทางยุทธศาสตร์ของปูติน ดูจะได้รับอิทธิพลจากยูโด ซึ่งเป็นที่เกมที่เขาเล่นและติดตามอย่างใกล้ชิด… ยูโดเป็นเรื่องของยุทธวิธีเฉพาะหน้า ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ระยะยาว”
Lawrence Freedman (2019)
หากเราย้อนกลับไปพิจารณาสงครามยูเครนตั้งแต่เริ่มต้นการบุกในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 จนถึงปัจจุบันแล้ว เห็นชัดว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ยังอยู่ห่างไกล จนเสมือนเรายังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แต่อย่างใด และเห็นได้ชัดจากสถานการณ์สงครามในปี 2025 ว่า การสู้รบของทั้ง 2 ฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับการที่ต่างฝ่ายต่างเปิดการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำ “สงครามโดรน” ระหว่างกัน
แน่นอนว่าสำหรับรัฐคู่ขัดแย้งในสภาวะเช่นนี้ ยังดำรงขีดความสามารถของ “ศักย์สงคราม” สำหรับการรบ ที่ยังดำเนินสงครามต่อไปได้ และไม่มีจุดที่จะนำไปสู่การยุติของสงคราม ภาวะเช่นนี้เปิดโอกาสให้คู่ขัดแย้งมี “ความฝัน” หรือมี “ความคาดหวัง” จากสนามรบว่า ในท้ายที่สุดแล้ว เกมสงครามจะพลิกกลับมาเข้าข้างฝ่ายตน หรือเกิด “อภินิหารสงคราม” ที่การสู้รบจะจบลง และทำให้รัฐตนเป็นผู้ที่ได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าในทางยุทธศาสตร์จากการยุติสงครามนี้
ความคิดเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นความฝันในทางยุทธศาสตร์ หรือความคาดหวังในทางยุทธการก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจะบรรลุความฝันดังกล่าวให้จบลงด้วยการมี “สันติภาพ” ที่เป็นประโยชน์สำหรับฝ่ายตน อาจจะไม่ง่ายเอาเสียเลย ในอีกด้านหนึ่งไม่มีทางที่ “endgame” หรือจุดสดท้ายของสงครามจะจบลงด้วยความต้องการที่สามารถประนีประนอมได้ กล่าวคือ ความต้องการทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับยูเครนนั้น ไม่มีทางบรรจบลงได้อย่างง่ายดายบนโต๊ะเจรจา หรืออาจกล่าวได้ว่า มุมมองของประธานาธิบดีปูตินและเซเลนสกีนั้น ยืนอยู่บนความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
หายนะทางภูมิรัฐศาสตร์
จุดหมายสุดท้ายทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการเปิดสงครามเต็มรูปกับยูเครนนั้น ตอบได้ไม่ยากนักว่า รัสเซียต้องการกลับเข้าไปครอบครองยูเครนอีกครั้ง แม้ในทางการเมือง ยูเครนจะแยกตัวออกจากรัสเซียมาเป็นรัฐเอกราชอย่างสมบูรณ์แล้วก็ตาม
ยูเครนประกาศเอกราชของตนในวันที่ 24 สิงหาคม 1991 เป็นการประกาศในท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนของการเมืองภายในของสหภาพโซเวียตรัสเซีย ที่ใกล้การล่มสลาย และต่อมาคนในสังคมยูเครนได้ลงประชามติรับรองการประกาศเอกราชดังกล่าวในวันที่ 1 ธันวาคม 1991 ในขณะที่สหภาพโซเวียตได้สิ้นสภาพความเป็นรัฐอธิปไตยด้วยคำประกาศของสภาสูงสุดโซเวียตในวันที่ 26 ธันวาคม 1991 (The Declaration No.142-N of the Soviet of the Republics of the Supreme Soviet of Soviet Union)
หากพิจารณาการเมืองระหว่างประเทศในสภาวะเช่นนี้ ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้องถือเป็นความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญของยุคหลังสงครามเย็น เพราะไม่เพียงเห็นการหวนกลับมาเป็นรัฐอธิปไตย 3 รัฐในแถบทะเลบอลติก หากยังเห็นถึงการกลับมาของรัฐรัสเซีย (ไม่ใช่โซเวียตรัสเซียในแบบเดิม) ทั้งยังเห็นการกำเนิดของรัฐเอกราชใหม่ คือรัฐยูเครนและรัฐเบลารุส หรืออาจกล่าวได้ว่าเราเห็นการเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญกับการเมืองโลกในอนาคต
แต่สำหรับผู้นำรัสเซียแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของยุคหลังสงครามเย็นคือ “หายนะ” ดังที่ประธานาธิบดีปูตินกล่าวและถูกนำมาอ้างอิงอย่างกว้างขวางว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตรัสเซียในปลายปี 1991 คือ “หายนะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษที่ 20” (“The greatest geopolitical catastrophe of the 20th century”- Putin)
สภาวะเช่นนั้น ไม่เพียงเห็นถึงการสูญเสียสถานะความเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ของโซเวียตเท่านั้น แต่ยังเห็นถึงการแยกตัวออกเป็นรัฐเอกราชใหม่ของพื้นที่ที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐโซเวียตเดิม และในทางความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้เห็นถึงการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งในยุโรปและในเอเชียใหม่ เท่าๆ กับที่เห็นการจัด “สมดุลแห่งอำนาจ” (the balance of power) ใหม่ในการเมืองโลก อันเป็นผลจากการสิ้นสภาพของรัฐมหาอำนาจเดิม และนำไปสู่การจัด “ระเบียบระหว่างประเทศ” ใหม่ ที่ภัยคุกคามของลัทธิสังคมนิยมได้สิ้นสุดลง
แน่นอนว่าการเป็นรัฐเอกราชของยูเครนนั้น ถือเป็นหายนะทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ของรัสเซีย เพราะยูเครนเป็นส่วนประกอบสำคัญของความเป็นรัฐมหาอำนาจของรัสเซีย การสูญเสียเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ความพยายามที่จะฟื้นสถานะความเป็นมหาอำนาจของรัสเซียประสบปัญหาเท่านั้น หากยังเปิดช่องให้แก่การไหลเข้ามาของอิทธิพลตะวันตก เนื่องจากคนรุ่นใหม่ในสังคมยูเครนนั้นเอียงไปทาง “ตะวันตก” มากกว่าจะหันไปทาง “ตะวันออก” พวกเขาต้องการพาประเทศไปอยู่กับสหภาพยุโรป มากกว่าจะกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองในแบบจักรวรรดิรัสเซียอีกครั้ง
ความสูญเสียใหญ่ที่ไม่หวนคืน
ความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับรัสเซียนั้น เป็นผลอย่างมีนัยสำคัญจาก “การปฏิวัติยูโรไมดาน” ในปี 2014 (The EuroMaidan Revolution 2014) แต่การปฏิวัติครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นผลสืบเนื่องจาก 10 ปีก่อน คือ “การปฏิวัติสีส้ม” (The Orange Revolution 2004) ที่ชี้ชัดว่าความคิดทางการเมืองของรัฐยูเครนในยุคหลังได้เอกราชนั้น จะไปในแนวทางตะวันตกที่มีสหภาพยุโรปเป็นตัวแบบ และการเมืองจะเป็นไปในแบบที่นิยมประชาธิปไตย ซึ่งผลจากสภาพเช่นนี้ไม่เพียงเห็นการที่อิทธิพลของรัสเซียถูกลดลงในยูเครนเท่านั้น หากส่งผลให้ยูเครนกลายเป็นรัฐแนวหน้าที่อยู่กับอิทธิพลตะวันตก ที่มีพรมแดนประชิดกับรัสเซียอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับนาโตในทางทหาร
แน่นอนว่าหากมองจากมุมของผู้นำรัสเซียแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหา “หายนะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด” จากการสิ้นอำนาจของสหภาพโซเวียตเท่านั้น หากยังนำมาซึ่งหายนะใหญ่อีกชุดจากการเปลี่ยนทิศทางทางการเมืองของยูเครน ซึ่งสิ่งที่ผู้นำรัสเซียมีความคาดหวังมากที่สุดในความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คือการดำรงอิทธิพลของรัสเซียไว้ให้ได้ในยูเครน แต่หลังจากการประกาศเอกราชแล้ว ความหวังของรัสเซียในเรื่องนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากคนในสังคมยูเครนไม่ตอบรับกับรัสเซีย ทั้งยังมองว่ารัสเซียมีสถานะเป็นภัยคุกคามต่อยูเครนด้วย
อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่เป็นอุดมคติที่สุดสำหรับรัสเซีย คือการเป็นไปในแบบของเบลารุส ที่มีการปกครองประเทศด้วยระบอบอำนาจนิยม และดำรงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียไว้อย่างเหนียวแน่น ดังจะเห็นได้ชัดว่าเบลารุสในปัจจุบันมีสถานะเป็นดัง “รัฐบริวาร” ของรัสเซีย โดยไม่มีท่าทีที่จะหันไปนิยมตะวันตกแต่อย่างใด จนอาจกล่าวได้ว่าแม้เบลารุสจะเป็นรัฐเอกราช แต่ก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซียอย่างชัดเจน
หากสำหรับสังคมยูเครนแล้ว เงื่อนไขทางการเมืองและสังคมภายในนั้น แตกต่างออกไปจากเบลารุสอย่างมาก ขณะที่ประชาธิปไตยขึ้นสู่กระแสสูงในยูเครน ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากการเกิดการปฏิวัติทางการเมืองใหญ่ถึง 2 ครั้งในรอบ 1 ทศวรรษ คือการปฏิวัติสีส้มในปี 2004 และการปฏิวัติไมดานในปี 2014 แต่ในทางตรงกันข้าม ระบอบอำนาจนิยมในเบลารุสมีความเข้มแข็งในการปราบปรามฝ่ายต่อต้าน และสามารถต้านทานการมาของกระแสประชาธิปไตยได้อย่างนึกไม่ถึง
ดังนั้น ผลจากเงื่อนไขเช่นนี้จึงไม่เกิด “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ในแบบเดียวกับที่เกิดในยูเครน สิ่งที่เกิดตามมาในเบลารุสจึงเป็นไปในทางตรงข้าม คือการกวาดล้างจับกุมฝ่ายประชาธิปไตย อันเป็นภาพสะท้อนทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างกระแสประชาธิปไตยในยูเครนกับกระแสอำนาจนิยมในเบลารุส การดำรงอยู่ของระบอบอำนาจนิยมในเบลารุสเช่นนี้ จึงสอดรับกับการสร้างความเข้มแข็งของ “ระบอบปูติน” ได้เป็นอย่างดี และไม่มีความจำเป็นที่รัสเซียต้องใช้กำลังเข้าจัดการเช่นในแบบของยูเครน
หากแต่พัฒนาการทางการเมืองของยูเครน ที่เป็นการผสมผสานทั้งกระแสชาตินิยมยูเครน และกระแสนิยมตะวันตก อันส่งผลให้ประชาธิปไตยกลายเป็น “กระแสหลัก” ในเชิงทางเลือก ดังเห็นได้จากการปฏิวัติไมดานในปี 2014 ที่มีสถานะเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของรัสเซีย ดังนั้น แรงตอบโต้กลับของการปฏิวัติไมดานคือ การตัดสินใจในปีดังกล่าวในการเข้ายึดคาบสมุทรไครเมีย ฐานทัพเรือที่เซวาสโตโปล และสนับสนุนให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเข้ายึดพื้นที่ของแคว้นดอนบาส
จุดสุดท้าย
ในท้ายที่สุด เพื่อตอบโต้กับการบีบรัดของปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของยุคหลังสงครามเย็น อันเป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาภายในยูเครน และจากการขยายอิทธิพลของตะวันตกประชิดแนวชายแดนรัสเซีย ที่ถือว่าเป็น “ภัยคุกคามที่แท้จริง” (existential threat) ประธานาธิบดีปูตินจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดสงครามเต็มรูปกับยูเครน ผู้นำรัสเซียมีความหวังอย่างมากที่จะพลิกกลับสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง เพื่อให้ยูเครนได้หวนคืนสู่จักวรรดิรัสเซียในศตวรรษที่ 21 และการตัดสินใจเช่นนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากปีกชาตินิยมรัสเซียอย่างเต็มที่ ซึ่งด้านหนึ่งพวกเขาต้องการพารัสเซียกลับสู่ความเป็นอำนาจใหญ่ ในอีกด้านหนึ่งคือต้องการเอาดินแดนที่เคยอยู่ใต้อิทธิพลรัสเซียกลับคืนมา
ดังนั้น ในมุมมองเช่นนี้ ตอบได้ชัดเจนว่า “Endgame” ของรัสเซียครั้งนี้ จึงมีแต่เพียงประการเดียวคือ เอา “ยูเครนทั้งหมด” กลับคืนมาให้ได้ แม้จะต้องใช้มาตรการสงครามก็ตาม ซึ่งผลของสงครามดูจะไม่เป็นไปในทิศทางที่ผู้นำรัสเซียต้องการ กระนั้นในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของปูตินก็หวังว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ของการยึดไครเมียจะเกิดอีกครั้ง
ปูตินเชื่อเสมอว่าในการต่อสู้กับโลกตะวันตกนั้น สงครามคือทางเลือกสำหรับ “ความอยู่รอดที่แท้จริง” (existential survival) ของชาติรัสเซีย ฉะนั้น สงครามยูเครนจึงเป็น “มหาสงครามแห่งความรักชาติ” (The Great Patriotic War) ของชาวรัสเซียอีกครั้ง และสำหรับปูติน “Endgame” คือ รัสเซียจะต้องเป็นฝ่ายชนะเท่านั้น เช่นที่โซเวียตรัสเซียเคยชนะกองทัพนาซีในมหาสงครามแห่งความรักชาติครั้งก่อนมาแล้ว!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
