| สุจิตต์ วงษ์เทศ
คนพูดภาษาไทยเมื่ออักษรไทยยังไม่มีก็ต้องขอยืมอักษรเขมรจากรัฐละโว้ (ศูนย์กลางอยู่ลพบุรี) ใช้เขียนภาษาไทย
แต่รัฐละโว้ถูกเรียกอย่างยกย่องว่า “ขอม” จากคนพูดภาษาไทยทำให้อักษรเขมรถูกเรียกตามไปด้วยว่า “อักษรขอม” แล้วนับถือเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาพากันเรียกอักษรเขมรเมื่อเขียนภาษาไทยว่า “ขอมไทย”
จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายโดยสรุปว่าอักษรขอมก็คืออักษรเขมรที่ไทยรับมาใช้อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ครั้งโบราณ และได้ใช้ในกิจการทางศาสนาพุทธตลอดมา จนมีพัฒนาการของตนเองขึ้นเป็นพิเศษต่างหากจากพัฒนาการของอักษรเขมรในดินแดนกัมพูชา, และแม้ถึงกับได้นำมาเขียนคำภาษาไทยด้วยอักขรวิธีอย่างไทย ดังที่เรียกว่าอักษรขอมไทย (จาก “ภาคผนวก” ในหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม โดย จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2547 หน้า 172)
เขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมรแล้วเรียกขอมไทย ใช้ในทางศาสนา-การเมืองของราชสำนัก พบทั่วไปบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งที่เป็นสมุดข่อย, ใบลาน และศิลาจารึก (เฉพาะศิลาจารึกพบมากทางภาคกลางตอนบน)
คนชั้นนำสมัยโบราณที่พูดภาษาไทย (หรือ ไท-ไต) ต้องเรียนรู้ขอมไทย พบเรื่องเล่าเชิงสัญลักษณ์อยู่ในพงศาวดารโยนก ว่าพระร่วงแห่งเมืองสุโขทัยกับพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยาเป็นสหายต้องไปเรียนร่วมกันทางศิลปวิทยาการ (อันมีขอมไทยอยู่ด้วย) ในสำนักสุกทันตฤๅษี เขาสมอคอน เมืองละโว้
ขอมไทยได้รับการยกย่องนับถือตั้งแต่ก่อนมีอักษรไทย กระทั่งหลังมีอักษรไทย พบในการศึกษาของพระสงฆ์ต้องเรียนขอมไทย เพิ่งเลิกไปสมัยหลังแผ่นดิน ร.5 แม้ปัจจุบันการลงอักขระจะให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์ต้องลงด้วยอักษรขอม

ขอมไม่ใช่ชื่อชนชาติเฉพาะ ฉะนั้น ไม่มีชนชาติขอมในโลก
แต่ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรมมีขึ้นราวหลัง พ.ศ.1500 ใช้สมมุติเรียกคนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมหายาน แล้วใช้ภาษาเขมรสื่อสารในชีวิตประจำวันกับใช้อักษรเขมรในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ [เช่นเดียวกับคำว่าแขกใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาอิสลาม และคำว่าคริสต์ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาคริสต์ (ปรับปรุงใหม่จากข้อเขียนนานมากแล้วของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)]
เขมรไม่เรียกตัวเองว่าขอม และไม่มีคำว่าขอมในเขมร แต่เขมรรู้ภายหลังว่าถูกไทยเรียกขอม
ศูนย์กลางขอมครั้งแรกอยู่ที่รัฐละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาย้ายลงไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพ (ต่อไปคือกรุงศรีอยุธยา) แล้วถูกขยายสมัยหลังไปอยู่กัมพูชา ด้วยเหตุนี้ใครก็ตามจะถูกเรียกขอมทั้งนั้นเมื่อนับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมหายาน แล้วสังกัดรัฐละโว้-อโยธยาและอาณาจักรกัมพูชา ไม่ว่ามอญ, เขมร, มลายู, ลาว, จีน, จาม, หรือไทย ฯลฯ
แต่คนทั่วไปมักเข้าใจต่างกันเป็น 2 อย่างว่า ขอมคือเขมร และ ขอมไม่ใช่เขมร
กรณีขอมไม่เขมรมีเหตุจากการเมืองสมัยใหม่ลัทธิชาตินิยมช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารเพื่อแสดงว่าไทยเป็นเจ้าของ บรรดาคนชั้นนำไทยปลุกระดมว่าขอมสร้างปราสาทพระวิหาร ซึ่งไม่เขมร แต่ในทางวิชาการสากล คนทั้งโลกไม่เชื่อตามคนชั้นนำไทย

ค้าสำเภากับจีนกระตุ้นเขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมร
การเขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมรเรียก “ขอมไทย” น่าจะมีเมื่อรัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิร่วมกันสถาปนาเมืองศูนย์กลางใหม่บริเวณแม่น้ำลพบุรีกับแม่น้ำป่าสักไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วยกนามเมืองว่า “อโยธยาศรีรามเทพ” ราวหลัง พ.ศ.1600
อโยธยาศรีรามเทพใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง ทั้งทางการค้าและการศาสนา ดังนี้
1. ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้ากับดินแดนที่อยู่ภายใน (เช่น ลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำดำ-แดง ในเวียดนาม, ลุ่มน้ำแยงซีในจีน เป็นต้น) เพื่อขนย้ายทรัพยากร (เช่น ของป่า) ลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นสินค้าส่งขายกับจีนที่กำลังขยายกว้างขวางมากทางการค้าสำเภา และ
2. ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการเผยแผ่พุทธศาสนาแบบเถรวาทจากลังกา ซึ่งรัฐอโยธยานับถือเป็นหลัก (โดยผสมกลมกลืนกับศาสนาผีและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู)
ราชสำนักอโยธยาศรีรามเทพ มีเจ้านายเป็นเครือญาติอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
(1.) เจ้านายพูดภาษาเขมร (เป็น “ขอม”) จากรัฐละโว้ (ที่ลพบุรี) กับ (2.) เจ้านายพูดภาษาไทย (เป็น “สยาม”) จากรัฐสุพรรณภูมิ (ที่สุพรรณบุรี)
ส่วนขุนนางข้าราชการชนชั้นนำประกอบด้วยคนหลายเผ่าพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ต่างมีภาษาพูดหลายตระกูลของใครของมัน (เช่น ตระกูลภาษามอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ทิเบต-พม่า, ไท-ไต เป็นต้น) โดยใช้ภาษาไทย (ต้นตอจากภาษาไท-ไต) เป็นภาษากลางเพื่อการสื่อสารเข้าใจตรงกัน
ด้วยเหตุดังนั้น บรรดากฎหมายและเอกสารสำคัญทั้งหลายจึงเขียนด้วยอักษรเขมร (เพราะสมัยนั้นยังไม่มีอักษรไทย) โดยแต่งเป็นภาษาไทย (ลักษณะอย่างนี้เรียก “ขอมไทย”) เพื่อให้เป็นที่รับรู้ในหมู่ชนชั้นนำซึ่งประกอบด้วยเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการหลายเผ่าพันธุ์
ก่อนและหลังสร้างอโยธยาเมืองใหม่ รัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิต่างโยกย้ายผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ยึดพื้นที่มีชุมชนคนละย่าน ดังนี้
ชุมชนละโว้ ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่บริเวณแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก (เก่า) ไหลสบกัน (ปัจจุบันเรียกคลองหันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่อง อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา)
ชุมชนสุพรรณภูมิ ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่บริเวณ “เวียงเหล็ก” ของพระเจ้าอู่ทอง (ท้าวอู่ทอง) บริเวณสำเภาล่ม-คลองตะเคียน-คลองคูจาม มีศูนย์กลางอยู่วัดพุทไธศวรรย์ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
เจ้านายรัฐละโว้กับเจ้านายรัฐสุพรรณภูมิเป็นเครือญาติใกล้ชิดทางการแต่งงาน มีความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ รวมกันแล้วแยกกัน ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการค้าและการเมืองขณะนั้น โดยราชสำนักอโยธยามีขุนนางข้าราชการทั้งชาวละโว้พูดภาษาเขมรกับชาวสุพรรณภูมิพูดภาษาไทย แต่ภาษาไทยไม่มีตัวอักษร ส่วนภาษาเขมรมีอักษรเขมร
ต่อมาเจ้านายขุนนางข้าราชการกลุ่มสุพรรณภูมิ พูดภาษาไทยคิดค้นดัดแปลงเขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมร เพื่อการค้าและพิธีกรรมราชสำนัก ที่เกี่ยวข้องศาสนาและการเมืองการปกครอง ได้แก่ โองการแช่งน้ำ, กฎหมาย และอื่นๆ ซึ่งเป็นต้นทางดัดแปลงอักษรเขมรเป็นอักษรไทย
