On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
โดยรอบของพระราชวังในกรุงศรีอยุธยานั้นมี “ลานกว้าง” หรือที่เรียกกันอีกอย่างก็ได้ว่า “สนาม” อยู่ด้วยกัน 2 ลาน
นั่นก็คือ “ลานหน้าจักรวรรดิ” และ “ลานหน้าวิหารวัดมงคลบพิตร”
ที่เรียกกันว่า “ลานหน้าจักรวรรดิ” นั้น เป็นเพราะเป็นลานกว้างที่ตั้งอยู่ทางด้านนอกของพระราชวังที่กรุงเก่า โดยตั้งอยู่ทางด้านหน้าของพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ที่ตั้งอยู่บนกำแพงด้านทิศตะวันออก ของพระราชวังครั้งกรุงเก่า
พระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2175 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระที่นั่งโถงทรงมณฑปยอดเดียว ไม่มีฝาผนัง สูงสามชั้น
ชั้นล่างสุด ใช้สำหรับให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้า คือพวกข้าราชบริพารผู้ชายเข้าเฝ้า
ชั้นที่สอง สำหรับให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายใน คือพวกข้าราชบริพารผู้หญิง พักดูแห่ และการมหรสพ ที่จะจัดขึ้นที่ลานหน้าจักรวรรดิ ที่ตั้งขวางตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ อยู่ทางเบื้องหน้าของพระที่นั่ง
ชั้นบนสุด สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน เฝ้าดูกระบวนแห่ต่างๆ ในมุขยาวทั้งสองด้าน เฉพาะที่ตรงกลางจัตุรมุขในชั้นนี้ เป็นที่ตั้งแท่นประทับทอดพระเนตรกระบวนแห่และมหรสพ รวมไปถึงการยกทัพพยุหยาตราต่างๆ
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พระที่นั่งองค์นี้ใช้สำหรับตั้งพระบรมโกศของพระมหากษัตริย์ และพระโกศของพระบรมวงศานุวงศ์ในครั้งกรุงเก่า โดยคำว่า “ไพชยนต์” ในชื่อของพระที่นั่งนั้นหมายถึง “วิมานของพระอินทร์” ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ตามตำนานในพระพุทธศาสนา
เวลาที่พระมหากษัตริย์ผู้ที่ประทับอยู่บนพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ จึงเป็นสัญลักษณ์ว่า พระองค์ทรงเป็นเสมือนพระอินทร์ ราชาเหนือเทพยดาทั้งหลาย ประทับอยู่เหนือจอมผาหลวง คือเขาพระสุเมรุ ทอดพระเนตรชมดูนาฏกรรมต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ที่เบื้องพระพักตร์ ในลานหน้าจักรวรรดิ นั่นแหละครับ
ชาวกรุงเก่านั้นถือกันว่า ที่พระมหากษัตริย์ต้องเสด็จออกทอดพระเนตรคล้ายการตรวจกำลังพลสวนสนามนั้น ก็เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดิน และสร้างความครั่นคร้ามให้แก่บ้านเมืองอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ
ว่ากันว่า พระราชพิธีต่างๆ ที่เรียกรวมๆ กันว่า “พระราชพิธีสนาม” เพราะเป็นพระราชพิธีที่กระทำกันในท้องสนามพวกนี้ มีมาตั้งแต่ยุคโบราณ เก่าแก่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาไปอีกหลายร้อยปี ดังปรากฏมีรูปสลักขบวนทหารเรียงรายกันยาวเหยียดอยู่ที่ระเบียงคดของปราสาทนครวัดนั่นเอง
ภาพสลักทหารที่ว่านั้นก็คือ กระบวนแห่หรือพยุหยาตราในพระราชพิธีสนามแบบโบราณพิธีหนึ่ง ที่ด้านของหน้าพระราชวังเมืองพระนครหลวง คือนครธม อันเป็นเมืองของกษัตริย์ขอมโบราณนั้น ก็มีลาน หรือสนามใหญ่ ไว้ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีสนามอยู่ด้วยเหมือนกัน
ลาน หรือสนามหน้าจักรวรรดิที่กรุงศรีอยุธยานั้น จึงเป็นสถานที่สำหรับใช้จัดกระบวนแห่, กระบวนพยุหยาตรา หรือมหรสพ อันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมความเชื่อโบราณเกี่ยวกับอำนาจ และความรุ่งเรืองของพระนคร ในพระราชพิธีต่างๆ รวมไปถึงในงานพระบรมศพด้วย
ส่วน “ลานหน้าวิหารวัดมงคลบพิตร” ซึ่งก็เป็นลานหรือสนาม ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดกับพระราชวังของกรุงศรีอยุธยานั้น ตั้งอยู่ที่ด้านหน้าของพระวิหารวัดมงคลบพิตร ตามชื่อของลาน หรือสนามแห่งนี้เช่นกัน โดยมีวัดสำคัญของกรุงศรีอยุธยาขนาบอยู่อีก 2 วัด ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์ทางด้านทิศเหนือ และวัดพระรามทางด้านทิศตะวันออก
ลานหน้าวัดมงคลบพิตรก็ใช้ในงานพระบรมศพด้วยเช่นกันนะครับ โดยใช้เป็นที่ประดิษฐาน “พระเมรุมาศ” เพื่อถวายพระเพลิงให้แก่พระบรมศพของพระมหากษัตริย์ หรือเจ้านายชั้นสูงที่สืบสายพระโลหิตของขัตติยวงศ์
ดังนั้น บางทีจึงเรียก “ลานหน้าวิหารวัดมงคลบพิตร” แห่งนี้ว่า “ลานพระเมรุ” หรือ “ท้องพระเมรุ” ก็เรียก
แต่ลานหน้าวิหารวัดมงคลบพิตรไม่ได้ถูกสร้างไว้สำหรับเพื่อใช้ในงานพระเมรุมาศเพียงถ่ายเดียวเท่านั้น เพราะที่ลานแห่งนี้ยังถูกใช้สำหรับประกอบการเล่นมหรสพต่างๆ ในพระราชพิธีสนามอื่นๆ อีกด้วย
ส่วนพระราชพิธีสนามสำคัญที่จัดขึ้นในพื้นที่ลานหน้าวิหารวัดมงคลบพิตรก็คือ “การพระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม” ที่มักจะเรียกกันอย่างลำลองว่า “พระราชพิธีออกสนามใหญ่” มากกว่า
คำว่า “เผดจ์ศก” คือ “เผด็จศก” หมายถึง ตัดปี หรือข้ามปี ส่วน “ลดแจตร” คือ “ลดจิตร” โดยจิตรเป็นชื่อเดือน 5 ตัวพระราชพิธีจึงกระทำกันในเดือน 5 ซึ่งถือเป็นเดือนที่ขึ้นปีใหม่ตามความเชื่อในราชสำนัก
และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นพระราชพิธี “ตัดศก” คือ “ขึ้นปีใหม่” แล้วก็ย่อมเป็นพระราชพิธีที่สำคัญ จนต้องมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
ภายในการพระราชพิธีออกสนามใหญ่นี้จะมีการมหรสพมากมาย เช่น ล่อช้าง, รันแทะ, วัวชน, กระบือชน, ชุมพาพน, ช้างชน, คนชน, ปรบไก่, คลีชงโคน, ปล้ำมวย, ตีดั้ง, ฟันแย้ง, เชิงแวง, เล่นกล, คลีม้า ฯลฯ รวมไปถึง โขน, ละคร และการระบำต่างๆ แต่ที่สำคัญก็คือ จะมีการออกกระบวนกองทัพช้าง กองทัพม้า กองกำลังทุกหมู่เหล่า ทั้งหัวเมือง, พลเรือน และพวกไพร่ ในทำนองเดียวกันกับที่ภาพสลักขบวนทหาร ที่ระเบียงคดของปราสาทนครวัดนั่นเอง

แต่อันที่จริงแล้ว การพระราชพิธีสนามต่างๆ เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่ได้มีการใช้อย่างเฉพาะเจาะจงเสียทีเดียวหรอกนะครับ
อย่างงานพระบรมศพ ก็ตั้งพระบรมโกศไว้ที่บนพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ฟากลานหน้าจักรวรรดิ แต่มาปลูกพระเมรุไว้ทางฝั่งลานหน้าวิหารวัดมงคลบพิตร มีเรื่องเล่ากันมาปากต่อปากด้วยว่า เมื่อมีการเคลื่อนราชรถบรรจุพระบรมโกศมาที่พระเมรุ ก็ต้องทุบกำแพงพระราชวังบางส่วน เพื่อให้ราชรถแล่นผ่านได้
ในขณะที่เดียวกัน เมื่อพระมหากษัตริย์จะทอดพระเนตรการมหรสพในพระราชพิธีต่างๆ ก็จะประทับอยู่บนจัตุรมุขบนชั้นบนสุดของพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ หมายความว่า เมื่อกระทำการมหรสพและพยุหยาตราในพระราชพิธีต่างๆ นั้น ก็จะใช้ทั้งลานหน้าจักรวรรดิ และลานหน้าวิหารวัดมงคลบพิตรควบคู่กันไป เพียงแต่อาจกำหนดว่า ลานใดเป็นพื้นที่หลักแตกต่างกันไปในแต่ละพระราชพิธี
ต่อมาเมื่อได้มีการจำลองเอาธรรมเนียมครั้งกรุงเก่ามาใช้ ในยุคกรุงเทพฯ จึงได้สร้างลานขึ้นใกล้กับพระบรมมหาราชวังเป็นจำนวน 2 ลานด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็คือ “สนามหลวง” กับ “สนามไชย”
แต่เมื่อล่วงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ก็ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์เป็นการจำเพาะว่า สนามหรือลานไหน ใช้ประกอบพระราชพิธีอะไร?
ในกรณีของ “สนามหลวง” นั้นถูกใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีบรมศพ โดยใช้สำหรับตั้งพระเมรุมาศด้วย ดังนั้นเมื่อแต่แรกเริ่มผู้คนจึงเรียกพื้นที่บริเวณสนามหลวงนี้ว่า “ทุ่งพระเมรุ” เพราะใช้สำหรับงานพระเมรุเป็นการเฉพาะ
ส่วน “สนามไชย” นั้น ใช้สำหรับการพระราชพิธีสนามเป็นการเฉพาะ เช่น พระราชพิธีทอดเชือก ดามเชือก ที่ก็คือพิธีบูชาครูช้าง หรือพระราชพิธีแห่สระสนานใหญ่ ที่จะมีขบวนแห่ขนาดใหญ่ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย โดยจะจัดเพียงรัชกาลละครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีพระราชพิธีที่ประดิษฐ์ขึ้นในยุคกรุงรัตนโกสินทร์เองด้วย เช่น พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน เป็นต้น
แต่เดิม “สนามไชย” นี้ยังไม่มีชื่อเรียกเป็นการเฉพาะ จึงมีคำเรียกพื้นที่ลานบริเวณนี้ว่า “สนามหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์” เพราะเป็นลานตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ที่ตั้งอยู่บนกำแพงของพระบรมมหาราชวัง ในทำนองเดียวกันกับลานหน้าจักรวรรดิ และพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ในสมัยอยุธยา
ต่อมารัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าคำว่า “ทุ่งพระเมรุ” ไม่เป็นมงคล จึงทรงออกประกาศให้เรียกทุ่งพระเมรุเสียใหม่ว่า “ท้องสนามหลวง” โดยทรงออกกฎหมายด้วยว่า ถ้าผู้ใดพลั้งปากเรียกชื่อเดิมก็จะถูกจับกุมมาปรับไหมเอาเงินทองเลยทีเดียว
และในคราวเดียวกันนี้เอง ก็ทรงประกาศให้เปลี่ยนชื่อเรียก “สนามหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์” มาเป็น “สนามไชย” และก็กลายเป็นชื่อที่ใช้มาจนกระทั่งทุกวันนี้นั่นแหละครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
