ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
สร้างสันติภาพจากฐานราก
: ทางออกของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่สะสมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนปะทุเป็นสงครามในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ถูกปูทางมาตลอดในยุคดิจิทัลที่ความเกลียดชังแพร่กระจายผ่านโลกออนไลน์
เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการพึ่งพาความสัมพันธ์ในระดับชนชั้นนำทางการเมือง
การขัดแย้งที่มีรากฐานมาจากการเล่นการเมืองระหว่างตระกูลทักษิณ ชินวัตร กับฮุน เซน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศ
และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทูตและการพัฒนาประเทศ
การล่มสลาย
ของระบบอุปถัมภ์ข้ามแดน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในยุคหลัง ค.ศ.2000 สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างผู้นำทางการเมือง ทักษิณ ชินวัตร และฮุน เซน มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ซึ่งนำไปสู่การลงทุนและโครงการความร่วมมือหลายรายการ
แต่เมื่อทักษิณถูกโค่นอำนาจในปี 2549 และกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ฮุน เซน เลือกที่จะให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผย
การตัดสินใจนี้เปิดโปงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นบนความผูกพันส่วนบุคคลของผู้นำ
เมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของแต่ละฝ่ายไม่สอดคล้องกัน ความร่วมมือที่ดูเหมือนแน่นหนาก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืน
ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาร่วมกัน
และเผชิญกับความตึงเครียดที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง
การสูญเสียกำลังแรงงาน
และผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อแรงงานข้ามแดนที่เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจทั้งสองประเทศ
แรงงานกัมพูชาหลายแสนคนที่ทำงานในภาคการเกษตร การก่อสร้าง และการผลิตในไทยถูกส่งกลับประเทศ หรือเลือกที่จะกลับเองด้วยความไม่มั่นใจในความปลอดภัย
สำหรับไทย การสูญเสียแรงงานกัมพูชาในจำนวนมากส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการก่อสร้างที่ต้องพึ่งพาแรงงานราคาถูก
เกษตรกรไทยหลายรายอาจต้องลดพื้นที่การผลิต หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้แรงงานน้อยกว่า ส่งผลต่อผลผลิตและรายได้ของครัวเรือน
ในขณะที่กัมพูชาต้องรับมือกับการกลับมาของแรงงานในจำนวนมาก โดยที่ตลาดแรงงานภายในประเทศไม่สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงานและความยากจนในชนบท
การขาดรายได้จากการส่งเงินกลับบ้านของแรงงานข้ามแดนทำให้ครัวเรือนกัมพูชาหลายแสนครัวเรือนเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารและการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและการศึกษา
ความเกลียดชังในโลกดิจิทัล
และผลกระทบต่อสังคม
ความขัดแย้งในยุคดิจิทัลมีลักษณะที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย
ทำให้ความเกลียดชังและอคติต่อคนชาติอื่นเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
คนไทยหลายคนเริ่มมองว่าแรงงานกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในการมีงานทำและค่าแรง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วแรงงานเหล่านี้มักทำงานที่คนไทยไม่ต้องการทำ
ในกัมพูชา ความรู้สึกต่อต้านไทยก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย
ความทรงจำเรื่องประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดถูกหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไทยเป็นประเทศที่มักรังแกและใช้ประโยชน์จากกัมพูชา
ความจำเป็น
ในการลดอำนาจชนชั้นนำ
และสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชน
บทเรียนสำคัญจากความขัดแย้งนี้คือ การพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลของผู้นำทางการเมืองไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้
ความสัมพันธ์ที่แท้จริงและมั่นคงต้องสร้างขึ้นจากรากฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และผลประโยชน์ร่วมกันของชุมชนข้ามแดน
การฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาจึงต้องเริ่มต้นจากการลดบทบาทของการเมืองระดับสูงและเพิ่มความร่วมมือในระดับท้องถิ่น
การส่งเสริมการค้าขายในตลาดชายแดน
การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างชุมชน
และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม โครงการความร่วมมือด้านการศึกษา
เมื่อคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสเรียนรู้และทำงานร่วมกัน ความเข้าใจผิดและอคติที่สั่งสมมาจะค่อยๆ หายไป
การยกระดับระบบประกันสังคม
เพื่อรองรับวิกฤต
หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากความขัดแย้งนี้คือความจำเป็นในการสร้างระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานอิสระที่มักถูกมองข้าม
เมื่อแรงงานกัมพูชาถูกส่งกลับประเทศหรือเลือกกลับเอง แรงงานไทยหลายคนที่เคยทำงานเสริม หรือพึ่งพารายได้จากการจ้างงานที่ไม่เป็นทางการ ก็ต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้อย่างกะทันหัน
ระบบประกันสังคมแบบดั้งเดิมที่ออกแบบมาสำหรับลูกจ้างประจำไม่สามารถรองรับความต้องการของแรงงานอิสระ พ่อค้าแม่ค้าขนาดเล็ก และผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจ การสร้างระบบประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน (Universal Basic Income) หรือการขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเปราะบางของครัวเรือนในยามวิกฤต
ฟินแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ดำเนินโครงการทดลอง Universal Basic Income ในปี 2017-2018 โดยจ่ายเงิน 560 ยูโรต่อเดือนให้แรงงานที่ว่างงาน 2,000 คน ผลการศึกษาพบว่าผู้รับเงินมีความเครียดลดลง มีสุขภาพจิตดีขึ้น และมีแรงจูงใจในการหางานทำมากขึ้น ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญสำหรับการที่ประชาชนธรรมดาเผชิญกับภาวะความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และความผันผวนทางอารมณ์
สำคัญที่สุดคือ การสร้างกลไกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล เพื่อต่อต้านข้อมูลที่ผิดและการปลุกปั่นความเกลียดชัง การให้ความรู้ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องและการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
สงครามและความขัดแย้งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ แต่สุดท้ายการฟื้นฟูความสัมพันธ์ก็คือสิ่งที่ต้องทำ แนวทางของไอร์แลนด์เหนือ หลังข้อตกลงสันติภาพเบลฟาสต์ในปี 1998 รัฐบาลอังกฤษและไอร์แลนด์ร่วมกันสร้างโครงการ “Shared Education” ที่ให้นักเรียนโปรเตสแตนต์และคาทอลิกเรียนวิชาร่วมกัน แม้จะยังเรียนคนละโรงเรียน
ผลคือใน 20 ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงลดลงกว่า 90% และคนรุ่นใหม่มีอคติต่อกันน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสอนให้เราเห็นว่า การพัฒนาประเทศที่แท้จริงไม่สามารถพึ่งพาความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องสร้างรากฐานจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
การสร้างระบบประกันสังคมที่ครอบคลุม การลงทุนในการศึกษาและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเข้าใจแทนความเกลียดชัง จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งแบบนี้เกิดขึ้นอีก ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงจะมั่นคงและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยที่ประชาชนของทั้งสองประเทศจะได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง แทนที่จะต้องเป็นเหยื่อของการเมืองชนชั้นนำ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
