bg-single

ศึก ไทย-เขมร เต็มเกิบ ‘ทรัมป์’ ?

01.08.2025

บทความในประเทศ

ศึก ไทย-เขมร

เต็มเกิบ ‘ทรัมป์’ ?

ไม่จำเป็นต้องเป็นคอการเมืองก็เข้าใจได้ว่า การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชาช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน “ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น”

เพราะเพียงแค่มองจากไทม์ไลน์ความตึงเครียดที่ค่อยๆ ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ ยังไงก็หนีไม่พ้นข้อสรุปว่าต้องสู้รบกันด้วยอาวุธ

ที่จริง ไทยกับกัมพูชา เปิดสงครามในสมรภูมิอื่นมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมรภูมิทางวัฒนธรรม สมรภูมิชาตินิยม สมรภูมิประวัติศาสตร์ สมรภูมิโซเชียลมีเดีย ดุเดือดทุกสมรภูมิ โดยเฉพาะ 2-3 ปีที่ผ่านมา

เป็นที่รับรู้กันว่า ชาวเน็ตกัมพูชาจะบูลลี่ชาวเน็ตไทยด้วยวาทกรรม “don’t thai to me” หรือชาวเน็ตไทยก็มีวลีติดปาก “Claimbodia”

ขณะที่ต่างฝ่ายต่างมีรากฐานการศึกษาแบบชาตินิยมอธิบายเพื่อนบ้านด้วยชุดความคิดประวัติศาสตร์ที่มองประเทศตนเองเหนือกว่าเพื่อนบ้าน

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่เร่งให้การปะทะเกิดขึ้นเร็วคือ “การเมืองภายในของทั้งสองชาติ”

โฟกัสไปที่กัมพูชา ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลกัมพูชา ต่างก็ใช้ “ชาตินิยมต่อไทย” เป็นเครื่องมือ หนักขึ้นมากช่วงที่ผ่านมา

กรณีปลุกกระแสเรียกคืนเกาะกูดของฝ่ายค้านกัมพูชาเมื่อปีก่อน ยิ่งเร่งเร้าให้รัฐบาลฮุน มาเนต แก้เกมฝ่ายค้าน ด้วยการยกปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สงบนิ่งมานานนับทศวรรษให้ร้อนแรงขึ้นในไม่กี่เดือน

ตั้งแต่การส่งทหารและประชาชนมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ร้องเพลงชาติ การขยับเพิ่มกำลังทหารริมชายแดน การเข้ามาขุดคูเลตในพื้นที่พิพาท ยั่วยุกันไปมา ท้ายที่สุดหนีไม่พ้น นำไปสู่การปะทะกันจนมีทหารเสียชีวิตของฝ่ายกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาฉวยจังหวะนี้เปิดเกมรุกด้วยเวทีต่างประเทศ นำพื้นที่พิพาทขึ้นศาลโลกรวดเร็ว

การปฏิเสธเวทีทวิภาคีที่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจตามหลักเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกัน ยิ่งทำให้ฝ่ายความมั่นคงไทยหมดความเชื่อใจกับกัมพูชาหนักขึ้นไปอีก

ถึงจุดนี้ “ระดับชาตินิยมในจิตใจของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ” พุ่งขึ้นถึงขีดสุดเปิดสงครามใส่กันในโซเชียลมีเดีย เป็นที่เรียบร้อย เหลือแค่เสียงปืนดังขึ้นในพื้นที่ชายแดนจริงเท่านั้น

ระหว่างนั้นทางฟากฝั่ง “รัฐบาลไทยกลับทำพลาดกรณีคลิปเสียง”

ด้วยความเชื่อในผู้นำฝั่งกัมพูชามากไป ผลจากกรณีคลิปเสียงหลุด ยิ่งทำความศรัทธาของประชาชนไทยต่อรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลดลงจนถึงระดับต่ำสุด แม้จะอ้างเรื่องเจตนาดีใดๆ ก็ฟังไม่ขึ้น

ท้ายที่สุดรัฐบาลก็ต้องแก้เกมการเมือง หาวิธีเลี่ยงไม่ให้ถูกวิจารณ์มากไปกว่านี้ ด้วยการปล่อยอำนาจการตัดสินใจปัญหากัมพูชาให้กองทัพดำเนินการทั้งหมด

นับเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่งที่ในสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน แทนที่รัฐบาลจะรักษา “อำนาจต่อรองของรัฐบาลพลเรียน” ในการกำหนดนโยบายความมั่นคงไว้บ้าง กลับเลือกตัดอำนาจส่วนนี้ โยนไปให้ทหารคิดทั้งหมด เพื่อหวังรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ไม่อยากถูกประชาชนวิจารณ์

แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง

เกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บหลายราย บางรายสาหัสระดับขาขาด ผลการตรวจสอบพบเป็นระเบิดเพิ่งวางใหม่จำนวนมาก สะท้อนชัดกัมพูชาละเมิดสนธิสัญญาต่างประเทศ

ยังไม่ทันจะได้เดินเกมแถลงการณ์ประณาม ทหารไทยก็เหยียบกับระเบิดซ้ำอีก ขาขาด บาดเจ็บหลายราย ความโกรธแค้นของชาวเน็ตไทยเกิดขึ้นในระดับสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เลี่ยงไม่พ้นที่ทางการไทยต้องประกาศลดสัมพันธ์ทางการทูตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทหารก็ขยับมาตรการปิดปราสาทและปิดด่าน

ซึ่งนั่นก็คือ “การประกาศรบอย่างไม่เป็นทางการกับกัมพูชา” แล้ว

เช้าวันที่ 24 กรกฎาคมจึงเกิดการสู้รบกันอย่างหนักตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในหลายจุด โดยกัมพูชายกระดับการรบด้วยการใช้จรวดหลายลำกล้องซึ่งพิสัยการยิงไกล ระเบิดจำนวนมากมาตกที่เป้าหมายพลเรือนทั้งบ้านเรือน ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน มีพลเรือนไทยเสียชีวิตนับสิบคน

ทำให้ทางการไทยต้องยกระดับตอบโต้ช่วงใกล้เที่ยงด้วยการโจมตีจากเครื่องบินรบ F-16 ก็ยิ่งทำให้ภาพข่าวต่างประเทศมองประเทศไทยไม่ดี ใช้อาวุธหนักกับประเทศขนาดเล็ก ยังดีที่ฝ่ายไทยมีเสรีภาพสื่อมากกว่า

ทำให้ภาพการโจมตีเป้าหมายพลเรือนของกัมพูชาต่อประเทศไทย ได้รับการตรวจสอบ ขยายต่อ สร้างความชอบธรรมให้กองทัพไทยในการตอบโต้ “ในสงครามข่าวสารระดับโลกได้บ้าง”

นั่นทำให้แม้กัมพูชาจะพยายามฟ้องให้กลไกนานาชาติอย่าง คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ หรือ UNSC ประชุมด่วนเพื่อกดดันไทย แต่ที่สุดก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ไม่มีการลงมติใดๆ

การรบระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป โดยมีปัจจัยใหม่คือ บรรดา “อินฟลูเอนเซอร์” และ “เอไอ” เป็นปัจจัยเร่งเร้าหล่อเลี้ยงทางอารมณ์ให้ “การสู้รบและความรุนแรงในโลกจริง” ยังคงดำเนินต่อด้วยอีกทาง

ท่ามกลางสงครามการสื่อสาร สงครามการทูตและข่าวสารของฝั่งผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศที่หายไปแทบจะไร้ร่องรอย

แล้วคืนวันที่ 26 กรกฎาคม ของการต่อสู้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โทร.หานายกรัฐมนตรีกัมพูชา และรักษาการนายกรัฐมนตรีของไทยโดยตรง เพื่อต่อรองให้เกิดการหยุดยิง พร้อมขู่ว่าจะไม่ตกลงทางการค้าใดๆ กับไทยและกัมพูชา หากยังสู้รบกันอยู่

นำมาซึ่งการพูดคุยกันของกัมพูชาและไทย โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานนำในการพูดคุย ผลการหารือคือทั้ง 2 ชาติเห็นพ้องกันในเรื่องการหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข

แน่นอนว่าหลังกำหนดเวลาหยุดยิง ยังมีการละเมิดการหยุดยิงอยู่บางจุด แต่ก็ต้องยอมรับว่าอย่างน้อยผลการเจรจาครั้งนี้ทำให้ระดับความรุนแรงของการปะทะลดลง ฝั่งกัมพูชาก็ลดการใช้จรวดหลายลำกล้อง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เอาไปคุยโวในหลายเวทีว่าเขาเป็นคนยุติการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาได้สำเร็จ

พร้อมยกตัวเองว่าเป็น “the President of Peace”

สํารวจบทสรุปเบื้องต้นจนถึงวันนี้ จะพบว่า

1. กระแสนิยมทหารพุ่งสูง

รอบนี้รัฐบาลปล่อยให้กองทัพมีบทบาทนำในการแก้ปัญหาการรุกรานต่อพื้นที่และการคุกคามทางการเมืองต่อประเทศไทยจากรัฐบาลฮุน มาเนต ขณะที่บทบาทของผู้นำเหล่าทัพทุกภาคส่วน วางตัวดี มีความเป็นทหารอาชีพมากกว่าผู้นำทหารในอดีต

ที่ผ่านมาก็แทบไม่พูดถึงประเด็นทางการเมือง แม้แต่ฝ่ายค้านก็ยังสนับสนุนบทบาทการปกป้องประเทศของทหาร ซึ่งหากผู้นำเหล่าทัพขณะนี้รักษาสภาพเช่นนี้ต่อไปได้ มีความเป็นทหารอาชีพ ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองดังเช่นผู้นำเหล่าทัพในอดีต ความศรัทธาในวิชาชีพทหารก็จะฟื้นกลับมา

2. ความบกพร่องของฝ่ายบริหาร

จากความผิดพลาดทางการเมือง ทำความชอบธรรมลดลง ส่งผลให้ประชาชนขาดความไว้วางใจให้เป็นผู้นำในสภาวะวิกฤต สภาวะเช่นนี้ยิ่งทำให้รัฐบาลมีความเปราะบาง ที่สุดก็โยนอำนาจการตัดสินใจในการแก้ไขความขัดแย้งไปให้ทหาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูก

เพราะการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายทหาร มิใช่คำตอบเดียวของการแก้ปัญหาความขัดแย้งในการเมืองระหว่างประเทศ ที่จริงการใช้ความรุนแรงควรเป็นทางเลือกสุดท้าย มีวิธีการมากมายให้เลือกใช้โดยไม่จำเป็นต้องเดินไปสู่ความรุนแรงเลย ทั้งวิธีทางการทูต วิธีทางเศรษฐกิจ วิธีการทางสังคมวัฒนธรรม สมรภูมิข่าวสาร และอื่นๆ ซึ่งมิติการแก้ปัญหาเช่นนี้ ไม่สามารถโยนความรับผิดชอบหรือบทบาทนำในการแก้ปัญหาไปให้กองทัพได้

เมื่อมิติทางการทูตและอื่นๆ ไม่ขยับมากเท่าที่ควร ประชาชนก็ไม่สามารถมองเห็นทางเลือกอื่นได้ในการต่อสู้ หรือต่อรองกับการเมืองภายในของกัมพูชา ไม่ต้องแปลกใจหากคนจะเอียงไปทางให้ทหารนำการแก้ปัญหามากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ที่สุดก็จบด้วยการปะทะต่อสู้กัน

3. ต่างประเทศได้หน้า

เริ่มตั้งแต่ อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ที่เพิ่งเจอม็อบนับหมื่นประท้วงไล่ออกจากตำแหน่ง ก็ได้จังหวะโชว์บทบาทการเป็นคนกลาง ประธานอาเซียน นำกัมพูชาและไทยจับมือกันได้ จนหลายๆ ประเทศชื่นชม

ตามด้วย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ได้ที ใช้นโยบายเศรษฐกิจของตัวเองมากดดันการต่างประเทศชาติอื่น ก่อนรีบเคลมเครดิตว่าเป็น ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ

ทรัมป์ได้ผลประโยชน์ชนิด “เต็มเกิบ” ดังคลิปที่เป็นไวรัลทั่วประเทศเมื่อกาสิโนของกัมพูชาแห่งหนึ่งเจอกระสุนปืนใหญ่เข้าไปเต็มๆ จนมีเสียงในคลิปเป็นภาษาอีสาน บอกเจอเต็มเกิบ หรือเต็ม (รอง) เท้า คือเจอเต็มๆ ซึ่งมีการเปรียบเทียบกับทรัมป์ที่ได้ประโยชน์เต็มๆ กับการโชว์เป็นคนกลางยุติปัญหาครั้งนี้ โดยก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งอวดว่าเป็นผู้ทำให้ความขัดแย้งหลายพื้นที่ยุติลง

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชายังไม่จบ ช่วงเวลานี้เป็นเพียงการพักยกของการต่อสู้ของการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ แต่การต่อสู้ทางการทูตและสงครามข่าวสารยังคงดำเนินต่อ

เกมการต่างประเทศ การสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศนี่แหละ จะเป็นตัวตัดสินที่แท้จริงว่า “ความขัดแย้งครั้งนี้” ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ ใครจะเสียประโยชน์

มิใช่ด้วยการใช้ปืนใหญ่และเครื่องบินรบแต่เพียงอย่างเดียว อย่างที่เชียร์ๆ กันอยู่ตอนนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

PEAKY BLINDERS : THE IMMORTAL MAN | ‘ราชายิปซี’
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
ช่องว่าง
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)
‘ถนน ที่ไม่ได้อยู่ในฝัน’
อัพ สกิล ทางไหน | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | ระหว่าง ปฎิทิน กับ ปฏิรูป สะท้อน ความคิด การเมือง