ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ : จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483 สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (1)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
: จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483
สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (1)
ในขณะที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กำลังเสี่ยงที่จะถูกรื้อทิ้งหรือเปลี่ยนหน้าตาให้กลายเป็นอนุสาวรีย์นีโอคลาสสิคเพื่อลบทำลายความทรงจำคณะราษฎร
แต่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่สร้างขึ้นโดยคณะราษฎรเช่นกันและทำพิธีเปิดห่างกันเพียง 2 ปี กลับมีสถานะที่มั่นคงปลอดภัย เพิ่งได้รับการบูรณะใหญ่ไปเมื่อไม่นานนี้
และกำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการชุมนุมทางการเมืองในกรณีความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ครั้งล่าสุด
ภายหลังการปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างฮุน เซน กับแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย สิ่งนี้ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้แก่ “กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ใช้เป็นเหตุผลในการชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีเมื่อ 28 มิถุนายน 2568 โดยใช้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นพื้นที่ในการชุมนุม
คำถามคือ ทำไมต้องเป็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ?

ที่มา : เพจ Khaosod – ข่าวสด
ในประวัติศาสตร์การชุมนุมทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะครั้งสำคัญๆ เช่น 14 ตุลาคม 2516 หรือพฤษภาคม 2535 ไม่ปรากฏว่ามีการชุมนุม ณ ที่แห่งนี้เลย
ซึ่งเหตุผลสามารถเข้าใจได้ เพราะอนุสาวรีย์นี้มีความหมายโดยตรงที่เป็นการยกย่องเชิดชูทหาร
ซึ่งการชุมนุมใน 2 เหตุการณ์ดังกล่าว ทหารคือคู่ขัดแย้งหลักและเป็นเป้าหมายในการต่อต้านของการชุมนุม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมาจัดชุมนุมในบริเวณนี้
ดังนั้น พื้นที่หลักในการชุมนุมครั้งนั้นจึงกลายเป็นถนนราชดำเนินและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแทน ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับการชุมนุมมากกว่า (รวมถึงการเป็นพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นแกนนำหลักของการชุมนุมด้วย)
ในปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา แม้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะเริ่มถูกใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมมากขึ้น แต่หากย้อนดูให้ดีจะพบว่า จุดนี้ไม่เคยเป็นพื้นที่หลัก และไม่เคยถูกใช้เป็นพื้นที่ในเชิงสัญลักษณ์ทางความหมายที่เชื่อมโยงเข้ากับประเด็นเป้าหมายของการชุมนุมแต่อย่างใด
“กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (เสื้อเหลือง) ในปี 2549 ใช้จุดนี้เป็นเพียงจุดรวมพลและเริ่มต้นเดินขบวน อันเนื่องมาจากการเป็นจุดศูนย์รวมการคมนาคมหลักในกรุงเทพฯ หรือในปี 2551 แม้จุดนี้จะมีบทบาทมากขึ้นแต่ก็เป็นเพียงจุดย่อย โดยพื้นที่หลักคือทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิ
ส่วนการชุมนุมของ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (เสื้อแดง) ก็ไม่ต่างกัน พื้นที่หลักคือถนนราชดำเนินและสี่แยกราชประสงค์ ส่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นเพียงจุดรวมพล จุดปราศรัยย่อย และทางผ่านของการเดินขบวนเท่านั้น
แม้กลุ่ม กปปส. ซึ่งมีการชุมนุมยาวนานระหว่างปี 2556-2557 จนเปิดทางไปสู่การรัฐประหาร 2557 จะใช้จุดนี้ในการชุมนุมมากขึ้น แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายพื้นที่ภายใต้ “ปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ” (Bangkok Shutdown) และเหตุผลที่เลือกจุดนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับนัยยะเชิงสัญลักษณ์ของอนุสาวรีย์โดยตรง แต่เป็นด้วยเหตุผลของการเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมกรุงเทพฯ ที่หากสามารถปิดพื้นที่ตรงนี้ได้ย่อมสร้างผลกระทบที่สอดคล้องกับคำว่า “ปิดกรุงเทพฯ” ได้
ในส่วนของการชุมนุมแบบแฟลชม็อบเยาวชนช่วงปี 2563-2564 ที่เกิดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แม้จะมีการจัดบ่อยครั้ง แต่ก็มิใช่พื้นที่หลักเช่นกัน อีกทั้งในการชุมนุมก็มิได้มีการเชื่อมโยงทางความหมายอะไรเข้าสู่อนุสาวรีย์ ยังคงเป็นเพียงการเลือกพื้นที่ชุมนุมบนเหตุผลเรื่องการคมนาคม โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า และการเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปรู้จักกันดีเท่านั้น
โดยสรุป อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแม้จะถูกใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมพอสมควรตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา แต่ก็มิได้มีนัยยะสำคัญอะไรนัก
น่าสนใจว่า แม้การชุมนุมของ กปปส. (รวมถึงกลุ่มพันธมิตรฯ) จะมีเจตนาชัดในการเรียกทหารให้ออกมาทำรัฐประหาร ตลอดการชุมนุมในแทบทุกเวทีจะมีการปราศรัยยกย่องทหารอย่างออกหน้าออกตา ทั้งในฐานะ “ทหารพระราชา” ที่จะมาจัดการนักการเมืองโกงกิน ทั้งในฐานะของวิชาชีพที่ซื่อสัตย์รักชาติ จนเรียกได้ว่าทหารคือวีรบุรุษผู้กอบกู้ชาติไทย แต่ก็ยังไม่มีการโยงยึดอุดมการณ์ตนเองเข้ากับพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแต่อย่างใด
แต่ในการชุมนุม “กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” 28 มิถุนายน 2568 กลับเลือกใช้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นจุดเริ่มต้นของการจุดกระแสขับไล่รัฐบาล และยังจัดต่อเนื่องมาสู่ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับความสำคัญของอนุสาวรีย์นี้ที่น่าคิด
ก่อนการชุมนุมมีการพูดถึงเหตุผลที่เลือกพื้นที่นี้ไว้ว่า
“…เพราะอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิคืออนุสาวรีย์ของวีรบุรุษที่เสียชีวิตในสงครามไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส เรื่องพระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐ เราถึงขอไปที่นั่น นั่นคือความรักชาติร่วมกัน…” (อ้างถึงใน https://www.facebook.com/watch/?v=706489292096829)
ชัดเจนว่า มีความตั้งใจที่จะเชื่อมการชุมนุมครั้งนี้ให้โยงย้อนกลับไปหาสงครามอินโดจีนเมื่อปี 2483 (แม้บนเวทีปราศรัยจะไม่มีการเน้นย้ำความเชื่อมโยงนี้อย่างชัดเจนก็ตาม) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำสงครามแย่งชิงดินแดนในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ ณ ขณะนั้นยังเป็นประเทศภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศส
ผลของสงครามครั้งนั้น ไทยสามารถขยายดินแดนเข้าสู่พื้นที่พระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ได้ชั่วคราว (ดินแดนทั้งหมดถูกส่งคืนกลับไปภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2) และเป็นมูลเหตุในการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะของประเทศไทยที่มีเหนือประเทศฝรั่งเศส จนทำให้เราสามารถ “ทวงคืนดินแดนที่เคยเป็นของไทย” (ตามเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทยกระแสหลัก) กลับมาได้
บางคนมองว่า เหตุที่ต้องมาเลือกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่เลือกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นจุดหลักเสมอในการชุมนุมทุกครั้งในอดีต มาจากเหตุผลที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินและปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่สองข้างทางจนไม่สะดวกต่อการชุมนุม
แม้เหตุผลนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งจริง แต่ส่วนตัวยังมองว่าไม่ใช่เหตุผลหลักเสียทีเดียวนัก เพราะยังมีพื้นที่อื่นอีกมากที่สามารถชุมนุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกดดันรัฐบาล
ในฐานะคนทำงานด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ผมคิดว่าเราเริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางความหมายบางอย่างที่อาจกำลังก่อตัวขึ้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
จากอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองอุดมการณ์ชาตินิยมไทย เชื้อชาตินิยม และทหารนิยม ในยุคแรกสร้าง มาสู่อนุสาวรีย์เฉพาะกลุ่มแค่ในกลุ่มทหาร โดยสำหรับประชาชนทั่วไปแล้วพื้นที่แห่งนี้เป็นเพียงแค่จุดศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญ จนมาสู่การเริ่มกลายเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองที่สะท้อนพลังทางอุดมการณ์แบบชาตินิยมและทหารนิยมแบบมวลชนมากขึ้น ณ ปัจจุบัน
ความน่าสนใจอีกอย่างคือ กลุ่มผู้ชุมนุมครั้งนี้ ซึ่งแม้จะมีความหลากหลายของที่มาและความคิด แต่โดยรวมก็ต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มก้อนที่สืบเนื่องทางความคิดมาจากกลุ่ม กปปส. ที่เนื้อแท้แล้วเรียกร้อง (หรืออย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธ) การทำรัฐประหาร ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มคนเหล่านี้ถูกหล่อเลี้ยงเชื้อไฟด้วยอุดมการณ์หลักที่เป็น “ราชาชาตินิยม”
แต่ปัจจุบัน การชุมนุมดูจะไม่เน้นย้ำอุดมการณ์ชุดนี้มากนัก โดยสิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นอุดมการณ์ “ชาตินิยมแบบทหารนิยม” แทน ซึ่งแนวคิดนี้ถูกวางรากฐานมาตั้งแต่ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม หนึ่งในแกนนำคณะราษฎรที่ทำการปฏิวัติ 2475 ที่ส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้ชุมนุมระลอกนี้ไม่น่าจะชื่นชอบเท่าไรนัก
ความย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์และความหมายซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่คงไม่ตระหนักถึง เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
ผมไม่สามารถประเมินได้ว่า การชุมนุมระลอกนี้จะสามารถขยายตัวต่อเนื่องไปได้ไกลแค่ไหน และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะสามารถเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตนเองได้หรือไม่ในการเป็นพื้นที่ชุมนุมหลักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมือง เหมือนที่พื้นที่สนามหลวง ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลานพระบรมรูปทรงม้า และสี่แยกราชประสงค์ เคยเป็นมาก่อน
และจากข่าวล่าสุด ณ วันที่เขียนต้นฉบับนี้ (2 สิงหาคม 2568) ก็มีบางกระแสว่า การชุมนุมอาจจะย้ายไปยังพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลแทนในครั้งต่อๆ ไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็ยังมีสถานะเป็นเพียงจุดชุมนุมหนึ่งที่ยังไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์สำคัญเหมือนเช่นที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพลังทางความหมายของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน ส่วนตัวก็อยากจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ โดยจะเริ่มต้นด้วยการย้อนกลับไปในอดีตเพื่อสืบสาวที่มาและความหมายของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตั้งแต่แรกสร้างจนถึงปัจจุบัน ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยตลอด 80 กว่าปีที่ผ่านมา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
