bg-single

ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ : จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483 สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (1)

07.08.2025

​ พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

: จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483

สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (1)

ในขณะที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กำลังเสี่ยงที่จะถูกรื้อทิ้งหรือเปลี่ยนหน้าตาให้กลายเป็นอนุสาวรีย์นีโอคลาสสิคเพื่อลบทำลายความทรงจำคณะราษฎร

แต่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่สร้างขึ้นโดยคณะราษฎรเช่นกันและทำพิธีเปิดห่างกันเพียง 2 ปี กลับมีสถานะที่มั่นคงปลอดภัย เพิ่งได้รับการบูรณะใหญ่ไปเมื่อไม่นานนี้

และกำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการชุมนุมทางการเมืองในกรณีความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ครั้งล่าสุด

ภายหลังการปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างฮุน เซน กับแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย สิ่งนี้ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้แก่ “กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” ใช้เป็นเหตุผลในการชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีเมื่อ 28 มิถุนายน 2568 โดยใช้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นพื้นที่ในการชุมนุม

คำถามคือ ทำไมต้องเป็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ?

ภาพการชุมนุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 2 สิงหาคม 2568

ที่มา : เพจ Khaosod – ข่าวสด

ในประวัติศาสตร์การชุมนุมทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะครั้งสำคัญๆ เช่น 14 ตุลาคม 2516 หรือพฤษภาคม 2535 ไม่ปรากฏว่ามีการชุมนุม ณ ที่แห่งนี้เลย

ซึ่งเหตุผลสามารถเข้าใจได้ เพราะอนุสาวรีย์นี้มีความหมายโดยตรงที่เป็นการยกย่องเชิดชูทหาร

ซึ่งการชุมนุมใน 2 เหตุการณ์ดังกล่าว ทหารคือคู่ขัดแย้งหลักและเป็นเป้าหมายในการต่อต้านของการชุมนุม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมาจัดชุมนุมในบริเวณนี้

ดังนั้น พื้นที่หลักในการชุมนุมครั้งนั้นจึงกลายเป็นถนนราชดำเนินและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแทน ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกับการชุมนุมมากกว่า (รวมถึงการเป็นพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นแกนนำหลักของการชุมนุมด้วย)

ในปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา แม้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะเริ่มถูกใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมมากขึ้น แต่หากย้อนดูให้ดีจะพบว่า จุดนี้ไม่เคยเป็นพื้นที่หลัก และไม่เคยถูกใช้เป็นพื้นที่ในเชิงสัญลักษณ์ทางความหมายที่เชื่อมโยงเข้ากับประเด็นเป้าหมายของการชุมนุมแต่อย่างใด

“กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (เสื้อเหลือง) ในปี 2549 ใช้จุดนี้เป็นเพียงจุดรวมพลและเริ่มต้นเดินขบวน อันเนื่องมาจากการเป็นจุดศูนย์รวมการคมนาคมหลักในกรุงเทพฯ หรือในปี 2551 แม้จุดนี้จะมีบทบาทมากขึ้นแต่ก็เป็นเพียงจุดย่อย โดยพื้นที่หลักคือทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิ

ส่วนการชุมนุมของ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (เสื้อแดง) ก็ไม่ต่างกัน พื้นที่หลักคือถนนราชดำเนินและสี่แยกราชประสงค์ ส่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นเพียงจุดรวมพล จุดปราศรัยย่อย และทางผ่านของการเดินขบวนเท่านั้น

แม้กลุ่ม กปปส. ซึ่งมีการชุมนุมยาวนานระหว่างปี 2556-2557 จนเปิดทางไปสู่การรัฐประหาร 2557 จะใช้จุดนี้ในการชุมนุมมากขึ้น แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายพื้นที่ภายใต้ “ปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ” (Bangkok Shutdown) และเหตุผลที่เลือกจุดนี้ก็มิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับนัยยะเชิงสัญลักษณ์ของอนุสาวรีย์โดยตรง แต่เป็นด้วยเหตุผลของการเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมกรุงเทพฯ ที่หากสามารถปิดพื้นที่ตรงนี้ได้ย่อมสร้างผลกระทบที่สอดคล้องกับคำว่า “ปิดกรุงเทพฯ” ได้

ในส่วนของการชุมนุมแบบแฟลชม็อบเยาวชนช่วงปี 2563-2564 ที่เกิดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แม้จะมีการจัดบ่อยครั้ง แต่ก็มิใช่พื้นที่หลักเช่นกัน อีกทั้งในการชุมนุมก็มิได้มีการเชื่อมโยงทางความหมายอะไรเข้าสู่อนุสาวรีย์ ยังคงเป็นเพียงการเลือกพื้นที่ชุมนุมบนเหตุผลเรื่องการคมนาคม โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า และการเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนทั่วไปรู้จักกันดีเท่านั้น

โดยสรุป อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแม้จะถูกใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมพอสมควรตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา แต่ก็มิได้มีนัยยะสำคัญอะไรนัก

น่าสนใจว่า แม้การชุมนุมของ กปปส. (รวมถึงกลุ่มพันธมิตรฯ) จะมีเจตนาชัดในการเรียกทหารให้ออกมาทำรัฐประหาร ตลอดการชุมนุมในแทบทุกเวทีจะมีการปราศรัยยกย่องทหารอย่างออกหน้าออกตา ทั้งในฐานะ “ทหารพระราชา” ที่จะมาจัดการนักการเมืองโกงกิน ทั้งในฐานะของวิชาชีพที่ซื่อสัตย์รักชาติ จนเรียกได้ว่าทหารคือวีรบุรุษผู้กอบกู้ชาติไทย แต่ก็ยังไม่มีการโยงยึดอุดมการณ์ตนเองเข้ากับพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแต่อย่างใด

แต่ในการชุมนุม “กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” 28 มิถุนายน 2568 กลับเลือกใช้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นจุดเริ่มต้นของการจุดกระแสขับไล่รัฐบาล และยังจัดต่อเนื่องมาสู่ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับความสำคัญของอนุสาวรีย์นี้ที่น่าคิด

ก่อนการชุมนุมมีการพูดถึงเหตุผลที่เลือกพื้นที่นี้ไว้ว่า

“…เพราะอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิคืออนุสาวรีย์ของวีรบุรุษที่เสียชีวิตในสงครามไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส เรื่องพระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐ เราถึงขอไปที่นั่น นั่นคือความรักชาติร่วมกัน…” (อ้างถึงใน https://www.facebook.com/watch/?v=706489292096829)

ชัดเจนว่า มีความตั้งใจที่จะเชื่อมการชุมนุมครั้งนี้ให้โยงย้อนกลับไปหาสงครามอินโดจีนเมื่อปี 2483 (แม้บนเวทีปราศรัยจะไม่มีการเน้นย้ำความเชื่อมโยงนี้อย่างชัดเจนก็ตาม) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำสงครามแย่งชิงดินแดนในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ ณ ขณะนั้นยังเป็นประเทศภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศส

ผลของสงครามครั้งนั้น ไทยสามารถขยายดินแดนเข้าสู่พื้นที่พระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ได้ชั่วคราว (ดินแดนทั้งหมดถูกส่งคืนกลับไปภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2) และเป็นมูลเหตุในการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะของประเทศไทยที่มีเหนือประเทศฝรั่งเศส จนทำให้เราสามารถ “ทวงคืนดินแดนที่เคยเป็นของไทย” (ตามเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทยกระแสหลัก) กลับมาได้

บางคนมองว่า เหตุที่ต้องมาเลือกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่เลือกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นจุดหลักเสมอในการชุมนุมทุกครั้งในอดีต มาจากเหตุผลที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินและปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่สองข้างทางจนไม่สะดวกต่อการชุมนุม

แม้เหตุผลนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งจริง แต่ส่วนตัวยังมองว่าไม่ใช่เหตุผลหลักเสียทีเดียวนัก เพราะยังมีพื้นที่อื่นอีกมากที่สามารถชุมนุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกดดันรัฐบาล

ในฐานะคนทำงานด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ผมคิดว่าเราเริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางความหมายบางอย่างที่อาจกำลังก่อตัวขึ้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

จากอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองอุดมการณ์ชาตินิยมไทย เชื้อชาตินิยม และทหารนิยม ในยุคแรกสร้าง มาสู่อนุสาวรีย์เฉพาะกลุ่มแค่ในกลุ่มทหาร โดยสำหรับประชาชนทั่วไปแล้วพื้นที่แห่งนี้เป็นเพียงแค่จุดศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญ จนมาสู่การเริ่มกลายเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองที่สะท้อนพลังทางอุดมการณ์แบบชาตินิยมและทหารนิยมแบบมวลชนมากขึ้น ณ ปัจจุบัน

ความน่าสนใจอีกอย่างคือ กลุ่มผู้ชุมนุมครั้งนี้ ซึ่งแม้จะมีความหลากหลายของที่มาและความคิด แต่โดยรวมก็ต้องยอมรับว่าเป็นกลุ่มก้อนที่สืบเนื่องทางความคิดมาจากกลุ่ม กปปส. ที่เนื้อแท้แล้วเรียกร้อง (หรืออย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธ) การทำรัฐประหาร ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มคนเหล่านี้ถูกหล่อเลี้ยงเชื้อไฟด้วยอุดมการณ์หลักที่เป็น “ราชาชาตินิยม”

แต่ปัจจุบัน การชุมนุมดูจะไม่เน้นย้ำอุดมการณ์ชุดนี้มากนัก โดยสิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นอุดมการณ์ “ชาตินิยมแบบทหารนิยม” แทน ซึ่งแนวคิดนี้ถูกวางรากฐานมาตั้งแต่ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม หนึ่งในแกนนำคณะราษฎรที่ทำการปฏิวัติ 2475 ที่ส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้ชุมนุมระลอกนี้ไม่น่าจะชื่นชอบเท่าไรนัก

ความย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์และความหมายซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่คงไม่ตระหนักถึง เป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ผมไม่สามารถประเมินได้ว่า การชุมนุมระลอกนี้จะสามารถขยายตัวต่อเนื่องไปได้ไกลแค่ไหน และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะสามารถเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตนเองได้หรือไม่ในการเป็นพื้นที่ชุมนุมหลักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมือง เหมือนที่พื้นที่สนามหลวง ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลานพระบรมรูปทรงม้า และสี่แยกราชประสงค์ เคยเป็นมาก่อน

และจากข่าวล่าสุด ณ วันที่เขียนต้นฉบับนี้ (2 สิงหาคม 2568) ก็มีบางกระแสว่า การชุมนุมอาจจะย้ายไปยังพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลแทนในครั้งต่อๆ ไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็ยังมีสถานะเป็นเพียงจุดชุมนุมหนึ่งที่ยังไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์สำคัญเหมือนเช่นที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพลังทางความหมายของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน ส่วนตัวก็อยากจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ โดยจะเริ่มต้นด้วยการย้อนกลับไปในอดีตเพื่อสืบสาวที่มาและความหมายของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตั้งแต่แรกสร้างจนถึงปัจจุบัน ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยตลอด 80 กว่าปีที่ผ่านมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน