On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
อะไรที่เรียกกันในโลกภาษาไทยว่า “หินตั้ง” (megalith) นั้นก็คือ สิ่งปลูกสร้างจากหินที่หยาบ และไม่ได้รับการขัดแต่งผิวหินให้สวยงาม โดยมากมักจะมีขนาดใหญ่ แต่ที่ไม่ใหญ่ เป็นหินที่ถูกจับตั้งทำมุม 90 องศากับพื้นเฉยๆ (standing stone) อยู่แผ่นเดียวโด่เด่ก็มี ขอแค่เป็นสิ่งปลูกสร้างหินที่สะท้อนวิธีคิดและความเชื่อของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ไม่ได้นับถือศาสนาใหญ่ของโลกเป็นใช้ได้
โดยรวมแล้วสิ่งปลูกสร้างในวัฒนธรรมหินตั้งจึงมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งที่เป็นหลุมศพ. หินตั้งเป็นวงกลม (stone circles), หินที่ตั้งเรียงเป็นแถว (alignments) และสิ่งปลูกสร้างจากหินก้อนใหญ่ หรือวิหารหิน บางรูปแบบก็ก่อขึ้นจากเศษหิน (rubble) หรือก้อนหินที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เช่น หินตั้งประเภทเนินหิน (cairn)
นอกจากนั้นยังมีการใช้วัสดุอื่นๆ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการใช้หิน เช่น ไม้ เป็นวัสดุก่อสร้างอย่างโดดๆ เสียด้วยซ้ำไปนะครับ
และถึงแม้ว่า ส่วนใหญ่แล้วมนุษย์โบราณจะเลือกเอาหินจากแหล่งที่ไม่ไกลไปจากบริเวณที่จะสร้างหินตั้ง (เหตุผลสำคัญก็คงจะเป็นเพราะเงื่อนไขในการขนย้ายหิน ที่มีน้ำหนักมาก) แต่หินตั้งบางแห่งก็ไม่ได้ใช้หินชนิดที่พบอยู่ในพื้นที่บริเวณที่ตั้งของหินตั้งเอง โดยมีตัวอย่างสำคัญก็คือ “สโตนเฮนจ์” (Stonehenge) ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อราว 4,500 ปีที่แล้ว
สโตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้นกลางที่ราบชอลส์บรี (Salisbury plain) บนเกาะอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงราวระหว่าง ค.ศ. 1870-1880 (พ.ศ. 2413-2423) แล้วว่า ก้อนหินบางส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นสโตนเฮนจ์นั้น ถูกเคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่อื่นที่อยู่ไกลออกไปจากที่ราบชอลส์บรี
ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ‘สโตนจ์เฮนจ์’ นั้น ประกอบด้วยกลุ่มหินตั้ง 2 กลุ่มหลัก ประกอบไปด้วย 1) กลุ่มหินตั้งเป็นวงกลมรอบนอก กับ 2) กลุ่มหินตั้งที่อยู่ภายในวงกลมรอบนอก มีทั้งที่ตั้งเรียงรายเป็นแนวโค้ง กับแบบที่มีคือหินตั้งเป็นเหมือนกับเสาสองต้น และมีหินอีกก้อนหนึ่งเป็นเหมือนกับคานทับอยู่ทางด้านบน จึงมีรูปร่างคล้ายเกือกม้า (trilithon/horseshoe stone) และหินอีกก้อนหนึ่งที่เรียกกันว่า แท่นบูชา (the Altar Stone, เพราะจากตำแหน่งการจัดวางหินนั้นทำให้มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นแท่นสำหรับสักการะบูชาเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 [ตรงกับช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-ต้นกรุงธนบุรี ในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์แห่งชาติอย่างไทย]) ใช้หินคนละชนิดในการจัดวาง
(อันที่จริงแล้ว ที่ปริมณฑลโดยรอบของสโตนเฮนจ์นั้น ยังมีหินตั้งแบบเดี่ยวๆ อยู่อีกด้วย เช่น หินตั้งที่ถูกเรียกว่า ฮีลสโตน [Heel Stone], สล็อตเตอร์สโตน [Slaughter Stone] หรือกลุ่มหินสเตชั่นสโตน [Station Stones] เป็นต้น แต่ไม่ใช่ประเด็นในที่นี้ จึงขอไม่ลงรายละเอียด)
ดังนั้นจึงทำให้เกิดข้อสงสัย รวมไปถึงการตามล่าหาที่มาของแหล่งหินที่ถูกนำมาสร้างเป็นสโตนเฮนจ์ ตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกที่เริ่มมีการศึกษาวัฒนธรรมหินตั้งอย่างเป็นระเบียบวิธีวิจัยในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้วนั่นเลย
เป็นที่ยอมรับกันดีว่า หินที่อยู่ในกลุ่มที่ตั้งเรียงเป็นวงกลม อันเป็นกรอบนอกสุดของสโตนเฮนจ์นั้น เป็นหินชนิดที่เรียกว่า ซาร์เซน (sarsen) ซึ่งเป็นหินทรายที่มีซิลิกาเป็นส่วนประกอบ พบกระจายอยู่กว้างขวางทางตอนใต้ของอังกฤษ รวมถึงในที่ราบซอลส์บรี ซึ่งก็คือที่ตั้งของสโตนเฮนจ์ด้วยนั่นแหละ
ผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ เดวิด แนช (David J. Nash) และคณะแห่งมหาวิทยาลัยไบรท์ตัน ประเทศอังกฤษ ที่ชื่อ ได้ถูกเผยแพร่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2567 ได้วิเคราะห์องค์ประกอบของหินซาร์เซน ที่ถูกนำมาจัดวางล้อมเป็นวงด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ธาตุในวัสดุแบบเคลื่อนที่ได้ที่เรียกว่า portable X-ray Fluorescence Spectrometer หรือ pXRF แล้วพบว่า หินซาร์เซนจำนวน 50 จาก 52 ก้อน ที่ตั้งล้อมเป็นวงอยู่ที่สโตนเฮนจ์นั้น มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกับที่แหล่งหินซาร์เซน ที่เวสต์วูดส์ (West Woods) ทางชายขอบของเขตพื้นที่มาร์ลโบโร ดาวน์สฺ (Marlboro Downs) ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกทางตอนเหนือของสโตนเฮนจ์ราว 24 กิโลเมตรเศษ
แน่นอนว่าการลำเลียงขนส่งหินขนาดยักษ์เบิ้มที่มีความสูงเฉลี่ยก้อนละ 4 เมตร กว้าง 2.1 เมตร และมีน้ำหนักราวก้อนละ 25 ตันเหล่านี้ จากเวสต์วูดส์ (ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นป่า ไม่ใช่ที่ราบโล่ง) มายังที่ราบชอลส์บรีนั้น เป็นสิ่งที่ยากลำบากแม้กระทั่งในยุคสมัยที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้ามาช่วยในการทุ่นแรงอย่างในทุกวันนี้นะครับ
ดังนั้นถึงแม้ว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ยุคหินใหม่ของยุโรป จะรู้จักการใช้พลังงานน้ำในการลำเลียงหินก้อนมหึมาเหล่านี้ไปเป็นระยะทางไกล รวมถึงยังรู้จักการนำเอาไม้ซุงขนาดใหญ่ มาทำหน้าที่คล้ายล้อเลื่อน เพื่อผ่อนแรงในเคลื่อนย้ายก้อนหินยักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้บ้าง แต่การขนส่งหินขนาดใหญ่จำนวนมากกว่า 50 ก้อน เป็นระยะทางถึง 24 กิโลเมตรเศษๆ ก็ยังถือได้ว่าเป็นงานที่หนักหน่วงระดับสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับระยะทางที่มนุษย์จะต้องเคลื่อนย้ายกลุ่มหิน ที่จะถูกนำไปสร้างกลุ่มหินอีกกลุ่มที่ตั้งอยู่ภายในวงหินซาร์เซนรอบนอกแล้ว งานดังกล่าวก็ดูจะกิ๊กก็อกลงไปถนัดใจ เพราะแม้ว่าขนาดของหินกลุ่มนี้จะเล็กกว่าหินซาร์เซนเกือบครึ่ง คือสูงเฉลี่ยก้อนละ 2 เมตร และกว้างราว 1-1.5 เมตร แต่ก็มีที่มาจากเหมืองหินที่อยู่ไกลออกไปที่ราบซอลส์บรีมากถึงสิบเท่าตัว เมื่อเทียบกับแหล่งหินที่เวสต์วูดส์
หินในกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า หินบลูสโตน (bluestone) ซึ่งไม่ใช่ชื่อเรียกชนิดของหิน ทราย เหมือนอย่างหินซาร์เซน แต่หมายถึงหินที่มีสีออกฟ้า หรือฟ้าอมเทา โดยจะเป็นหินชนิดใดก็แล้วแต่ความนิยมในแต่ละส่วนของโลก เช่นในสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย มักหมายถึง หินทราย ส่วนกรณีของสโตนเฮนจ์ในบรรดาหินที่แท่นบูชาทั้ง 43 ก้อนนี้ มีจำนวนถึง 30 ก้อนที่เป็นหินโดเลอไรต์ (dolerite) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มหินอัคนี อย่างไรก็ตาม ในงานที่ศึกษาเกี่ยวกับสโตนเฮนจ์ส่วนใหญ่นั้นก็มักจะเรียกหินกลุ่มนี้ว่าบลูสโตน ตามสีของหินเหมือนกันทั้งหมด
สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับหินบลูสโตนเหล่านี้ก็คือ เป็นที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่เมื่อนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษอย่าง เฮอร์เบิร์ต เฮนรี่ โธมัส (Herbert Henry Thomas, พ.ศ.2419-2478) ได้เสนอไว้เมื่อปี พ.ศ. 2466 ว่า แหล่งหินบลูสโตนที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างกลุ่มหินตั้งแท่นบูชานี้ มาจากเนินเขาเพรสเซลี (Preselli hill) ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตเมืองเพมบร็อคเคเชียร์ (Pembrokeshire) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเวลส์
และเจ้าเนินเขาเพรสเซลีที่ว่าอยู่ห่างจากสโตนเฮนจ์ออกไปถึง 241.1 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่โธมัส รวมถึงใครอีกหลายคนจะคิดว่า ด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ในสมัยนั้นจะไม่สามารถขนย้ายหินขนาดใหญ่ยักษ์เหล่านี้รอนแรมทางไกลถึงขนาดนั้นได้ โดยในบทความชิ้นเดียวกันกับที่โธมัสได้เสนอว่า หินบลูสโตนที่สโตนเฮนจ์มาจากแหล่งหินที่เนินเขาเพรสเซลีนั้น เขาก็ได้เสนอด้วยว่า หินเหล่านี้ถูกธารน้ำแข็ง ในแผ่นน้ำแข็งอังกฤษ-ไอร์แลนด์ (British-Irish Ice Sheet) พัดพาจากถิ่นฐานเดิมในเวลส์ มายังสถานที่ใหม่ที่มีหินชนิดอื่น และแตกต่างไปจากลักษณะแวดล้อมทางธรณีวิทยาดั้งเดิมของมัน จนเกิดเป็นหินตะกอนธารน้ำแข็ง (glacial erratic) .ในพื้นที่แห่งนหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางใกล้พอที่มนุษย์จะมีขีดความสามารถในการเคลื่อนย้ายหินเหล่านี้มาจัดวางบนที่ราบชอลส์บรี จนเกิดเป็นสโตนเฮนจ์ได้
ข้อเสนอข้างต้นของโธมัส ถูกตั้งคำถามจากผู้สนใจศึกษาเรื่องของสโตนเฮนจ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงร่วมสมัยกับปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีหลักฐานการเกิดปรากฏการณ์สะสมตัวของธารน้ำแข็ง ในพื้นที่ภาคใต้ตอนกลางของเกาะอังกฤษซึ่งมีที่ราบซอลส์บรีวางตัวอยู่เลย
แถมในภายหลังยังมีงานวิจัยของนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London หรือ UCL) อย่างศาสตราจารย์ไมค์ พาร์คเกอร์ เพียร์สัน (Mike Parker Pearson) อีกชิ้นที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2562 ที่ประกาศว่าค้นพบหลักฐานการขุดเจาะเหมืองหินบลูสโตน ในเวลส์ โดยสันนิษฐานว่าเป็นการนำเอาหินมาใช้ที่สโตนเฮนจ์
ดังนั้นการเคลื่อนย้ายหินก้อนเบ้อเริ่มเทิ่มเหล่านี้จึงควรกระทำขึ้นโดยน้ำมือของมนุษย์ ไม่ได้เกิดจากการพัดพาของธารน้ำแข็งอย่างที่โธมัสสันนิษฐานเอาไว้นั่นแหละ
แต่หินบลูสโตนก็ยังไม่ใช่หินที่ถูกนำเข้าจากดินแดนที่ห่างไกลออกไปจากที่ราบชอลส์บรี มากที่สุดหรอกนะครับ เพราะตำแหน่งดังกล่าวตกเป็นของอะไรที่รู้จักกันในชื่อของ “หินแท่นบูชา” หินทรายสีเขียวอมม่วง ที่มีส่วนประกอบของไมกา (purplish-green micaceous sandstone) ต่างหาก
งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2567 อีกชิ้นหนึ่ง ที่เกิดจากความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน (Curtin University) ในเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย, มหาวิทยาลัยแอดิเลด (Adelaide University) ประเทศออสเตรเลีย, มหาวิทยาลัยอาเบอริสต์วิธ (Aberysteyth University) ประเทศเวลส์ และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ที่ตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีของหินแห่นบูชา ที่สโตนเฮนจ์ อย่างละเอียด แล้วนำไปเทียบกับกับองค์ประกอบทางเคมีของหินจากแหล่งอื่นของทั้งสหราชอาณาจักร แล้วพบว่า มีองค์ประกอบทางเคมีของหินจากแอ่งออร์คาเดียน (Orcadian Basin) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสก็อตแลนด์ ที่อยู่ห่างออกไปถึง 700 กิโลเมตรเลยทีเดียว
คำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมคนโบราณเหล่านี้จึงต้องเคลื่อนย้ายหินก้อนมหึมายักษ์เบิ้มเหล่านี้ มาจากดินแดนที่ต่างๆ อันห่างไกลนับเป็นระยะทางร้อยๆ กิโลเมตร เพื่อก่อสร้างเป็นสโตนเฮนจ์ขึ้นมาด้วย? (มีต่อ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
