ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
คำถามเชิงซ้อน
: คำถามลวงให้เราตอบ
ข้อความที่ว่า “ตอบมาแค่ ใช่ หรือไม่เท่านั้น” จากซีรีส์เรื่อง “ทนายปีศาจ” ได้รับความนิยมนำมาพูดซ้ำอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นมีมทางสื่อสังคมออนไลน์
หน่วยงานไม่ว่าราชการหรือเอกชนก็นำมีมดังกล่าวไปใช้ประชาสัมพันธ์เนื้อหาของหน่วยงานของตนกันยกใหญ่
คำถามทำนองนี้มีกลไกและพลังทางวาทศิลป์ทำให้ผู้ฟังมีแนวโน้มที่จะตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบถึงรายละเอียดและความเป็นไปได้อื่น
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในตอนท้ายของซีรีส์ทนายปีศาจที่เป็นฉากการโต้แย้งกันเรื่องหลักฐานว่าไม้กอล์ฟที่ผู้ร้ายใช้ก่อฆาตกรรมนั้นมีรอยนิ้วมือและคราบดีเอ็นเอของบุคคลที่สามด้วย
เมื่ออัยการซักค้านพยานผู้เชี่ยวชาญทางด้านพิสูจน์หลักฐาน โดยถามว่า “เป็นไปได้หรือไม่ที่รอยนิ้วมือและคราบดีเอ็นเอนี้สามารถสร้างขึ้นมาทีหลัง ตอบมาแค่ ใช่หรือไม่”
คำตอบคือใช่ เป็นไปได้ แล้วผู้ฟังก็จะพิจารณาหลักฐานนี้ว่ามีน้ำหนักน้อยไปโดยปริยาย ทั้งๆ ที่ความเป็นไปได้มีตั้งแต่เป็นไปได้น้อย ไปหามาก แต่เราก็มักจะถูกกลไกของภาษาและวาทศิลป์ชวนให้ไขว้เขวได้เสมอ
ในทางตรรกวิทยา มีความคิดคล้ายๆ เรื่องทำนองนี้ แถมยังมีความซับซ้อนมากไปกว่าคำตอบเรื่องความเป็นไปได้แค่ใช่หรือไม่ใช่ แต่ยังเป็นการแฝงข้อกล่าวหาบางอย่างที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับร่วมกันเลยด้วยซ้ำ แต่นำมาใช้เป็นคำถามลวง ที่ล่อให้เราตกหลุมพรางทางความคิด
นั่นก็คือความคิดเรื่อง “คำถามเชิงซ้อน”

คําถามเชิงซ้อน (Complex Question) หรือบางคนเรียกว่า “หลายคำถามซ้อน” (Many Questions) นั้นหมายถึงคำถามที่มีข้อสมมุติล่วงหน้า (presupposition) แฝงอยู่ในคำถาม ซึ่งข้อสมมุติล่วงหน้านั้นเป็นการสื่อนัยแฝงถึงบางสิ่งบางอย่าง ขณะเดียวกันก็ช่วยปกป้องผู้ถามจากการถูกกล่าวหาว่าได้กล่าวอ้างข้อความอันเป็นเท็จโดยตรง
การใช้ภาษาลักษณะนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารที่ชวนให้เข้าใจผิด และจะถือว่าเป็นเหตุผลวิบัติ (fallacy) ก็ต่อเมื่อผู้ฟังหรือผู้รับสารไม่สามารถตรวจจับข้อมูลที่ถูกสมมุติล่วงหน้าไว้โดยนัยแฝงในคำถามนั้น แถมยังยอมรับข้อมูลดังกล่าวนั้นเสมือนเป็นข้อเท็จจริง
รูปแบบทางตรรกะของคำถามเชิงซ้อนก็คือ มีการตั้งคำถาม ก และการจะตอบคำถาม ก ได้นั้น ผู้ตอบจำเป็นต้องยอมรับข้อความที่เป็นสมมุติฐาน ข ที่แฝงอยู่ในคำถามตั้งแต่ต้นเสียก่อน
ตัวอย่างคลาสสิคในตำราตรรกวิทยา เช่น คำถามที่ว่า “คุณเลิกทุบตีภรรยาแล้วหรือยัง”
คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดาที่ตอบได้เพียง “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
แต่แท้จริงแล้วคำถามดังกล่าวแฝงสมมุติฐานไว้ก่อนแล้วว่าผู้ถูกถาม “เคยทุบตีภรรยา” หากตอบว่า “ใช่” ก็เท่ากับยอมรับว่าเคยตี หากตอบว่า “ไม่ใช่” ก็ยอมรับว่าในปัจจุบันยังตีอยู่
ดังนั้น ผู้ตอบถูกบังคับให้รับเอาข้อสมมุติล่วงหน้าบางอย่างไว้ก่อนแล้ว ทั้งที่ยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์หรือยอมรับมาก่อนแต่อย่างใดว่าเขาทุบตีภรรยานั้นเป็นความจริง
คำถามเชิงซ้อนในลักษณะนี้มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “เมื่อไหร่พวกนักศึกษาจะเลิกถูกหลอกสักที”
“พวกคุณเลิกชังชาติหรือยัง”
“คุณซ่อนยาเสพติดที่คุณกำลังจะขายเอาไว้ที่ไหน”
“ทำไมแกนนำผู้ชุมนุมจึงยังปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงขึ้น”
“เมื่อคุณต้องการล้มล้างสถาบัน แล้วทำไมถึงยังต้องอ้างการปฏิรูป” ฯลฯ ไม่ว่าจะตอบคำถามเหล่านี้ไปทางไหน ก็มีแต่เสียกับเสีย เรียกว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่องก็ว่าได้
แม้กระทั่งในซีรีส์ทนายปีศาจก็มีฉากหรือสถานการณ์ที่ใช้คำถามเชิงซ้อนเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการซักค้านกันในศาล
เช่น ในฉากหนึ่ง ทนายจิตตรีกล่าวว่า “การที่อัยการสั่งฟ้องในมาตรา 199 และมาตรา 366/3 ฐานการกระทำความผิดต่อศพ ถ้าพิสูจน์แล้วว่านี่เป็นเพียงแค่ซาก จะถือว่าอัยการฟ้องเท็จ แล้วจะต้องยกฟ้องไหมคะ”
หรืออีกฉากหนึ่ง ทนายจิตตรีคนเดิมถามโจทก์ว่า “ในวันเกิดเหตุ คุณมีอาการสับสนมึนงงจากโรคไบโพลาร์ เนื่องจากกินยาไม่ต่อเนื่อง จึงแต่งเรื่องข่มขืนขึ้นมาเอง ทั้งที่หมอไม่ได้ทำอะไรคุณเลย ใช่หรือไม่”

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน มีนักวิชาการจำนวนมากยังลังเลที่จะจัด “คำถามเชิงซ้อน” เป็นเหตุผลวิบัติ อย่างเต็มตัว เพราะคำถามไม่ใช่ข้อความบอกเล่าที่จะตัดสินได้ว่า “จริง” หรือ “เท็จ” ดังนั้น จึงไม่ใช่การอ้างเหตุผล (argument) ในความหมายตามมาตรฐานของตรรกวิทยา เพราะว่าคำถามไม่ใช่ประโยคบอกเล่าที่สามารถตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จ หรือจะยอมรับหรือปฏิเสธได้ คำถามต้องการการตอบสนองที่แตกต่างจากข้อความบอกเล่าอย่างสิ้นเชิง
คำถามเชิงซ้อนนั้นมีลักษณะเป็นคำถามก็จริงอยู่ แต่ประเด็นสำคัญคือ “ข้อสมมุติที่แฝงอยู่” ต่างหากที่เป็นหัวใจของการวิเคราะห์เหตุผลและภาษา
คำถามเชิงซ้อนเป็นคำถามที่ไม่ได้ตรงไปตรงมาตามอย่างที่ปรากฏ เพราะมีข้อสมมุติบางอย่างซ่อนแฝงอยู่ภายใน และผู้ตอบจำเป็นต้องยอมรับข้อสมมุตินั้นโดยปริยายหากต้องการตอบคำถามดังกล่าว ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวคำถามโดยตรง แต่อยู่ที่สิ่งที่คำถามนั้นบังคับให้ผู้ตอบยอมรับก่อนตอบต่างหาก
เราลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นไปกว่านี้ เช่น คำถามที่ว่า “เมื่อไหร่คุณถึงจะตะหนักรู้เท่าทันพรรคการเมืองนี้สักที” หากเราพิจารณาอย่างผิวเผินเราก็นึกว่าข้อความนี้เป็นเพียงคำถามทั่วไปที่ถามเกี่ยวกับระยะเวลา
แต่อันนี้จริง มันมีการกล่าวอ้างข้อความประโยคบอกเล่าที่เป็นข้อสมมุติแฝงอยู่นั่นเอง กล่าวคือ ผู้ถามกำลังสมมุติอยู่ก่อนแล้วว่าผู้ตอบ “ไม่รู้” หรือ “ไม่ตระหนัก” ถึงอุดมการณ์ของพรรคการเมืองพรรคนี้อย่างเท่าทัน นั่นก็เท่ากับการอ้างเหตุผลนั่นเองที่ว่า “เพราะว่าคุณไม่ตระหนักหรือรู้เท่าทันพรรคการเมืองพรรคนี้ คุณจึงเชื่อพรรคนี้ต่อไป”
จะเห็นได้ว่า เพราะเหตุใด คำถามเชิงซ้อนจึงถูกจัดว่าเป็นเหตุผลวิบัติ แม้ว่ามันจะอยู่ในรูปของคำถามก็ตาม
มีคนตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาที่แท้จริงของคำถามเชิงซ้อน อยู่ที่เรื่อง “ภาระการพิสูจน์” (burden of proof) เพราะโดยปกติแล้วผู้ที่เสนอข้อกล่าวอ้างใด คนนั้นก็จะต้องเป็นฝ่ายให้เหตุผลสนับสนุนข้อกล่าวอ้างนั้น
แต่คำถามเชิงซ้อน คนถามกลับซ่อนข้อสมมุติบางอย่างแฝงไว้ในคำถาม และผลักภาระการพิสูจน์ไปยังผู้ตอบแทน
วิธีการรับมือกับคำถามเชิงซ้อน อย่างแรกก็คือ เมื่อเราได้รับคำถาม ต้องพิจารณาคำถามนั้นว่ามีข้อสมมุติซ่อนอยู่หรือไม่
และถ้ามี ข้อสมมุตินั้นบังคับให้เราตอบหรือยอมรับสถานการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้หรือไม่
อย่างที่สอง เราไม่มีหน้าที่รับภาระการพิสูจน์ หากใครจะกล่าวหาอะไร เขามีหน้าที่ต้องหาหลักฐานมาสนับสนุนความคิดหรือข้อสมมุติฐานของเขาเอง ไม่ใช่มากล่าวหาเราลอยๆ
จะเห็นได้ว่า ในการถกเถียงโต้แย้งกันในทางการเมือง สังคม หรือชีวิตประจำวัน เรามักเผชิญคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบจริงๆ หากแต่ต้องการบังคับให้เรายอมรับข้อกล่าวอ้างบางอย่างเสียก่อน
การวิเคราะห์คำถามเชิงซ้อนจึงเป็นการฝึกให้เราแยกแยะสิ่งที่ถูก “สมมุติไว้ล่วงหน้า” ออกจากสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และช่วยป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของการโยนภาระการพิสูจน์อย่างไม่เป็นธรรม แล้วคนที่ถามคำถามเชิงซ้อนนี้ก็ทำหน้าตาไขสือ ลอยหน้าลอยตาลอยนวลอยู่ในสังคมต่อไป แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วกับใครก็ตามที่ไม่ระมัดระวังในการตอบคำถามในลักษณะดังกล่าว
ถ้าสังเกตให้ดี นอกจากการเป็นความบกพร่องทางตรรกะแล้ว คำถามเชิงซ้อนยังเป็นปรากฏการณ์ทางการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของบทสนทนา และอำนาจในการกำหนดสิ่งที่ถูกถือว่าเป็น “ข้อเท็จจริงที่ยอมรับร่วมกัน” ในการสนทนาอีกด้วย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
