ปิดจบภาษีทรัมป์ 19% เริ่มบริบทใหม่การค้าโลก ประเทศไทย (ควร) ไปต่อแบบไหน
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ปิดจบภาษีทรัมป์ 19%
เริ่มบริบทใหม่การค้าโลก
ประเทศไทย (ควร) ไปต่อแบบไหน
การค้าโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ โดยนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ชูธง “Make America Great Again” เดินหน้าจัดการกับประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐแบบไม่ไว้หน้า
ประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ในประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐ บรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐได้ทันเส้นตาย วันที่ 1 สิงหาคม 2568 พอดีพอดี โดยทางทำเนียบขาวประกาศอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ใหม่ต่อไทยที่ 19% ถือเป็นอัตราที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 36% ที่ประกาศไว้ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568
โดยอัตราภาษีใหม่ที่ 19% เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับภูมิภาคอาเซียน หลายๆ ประเทศ แต่ดีกว่าเวียดนาม ที่ถูกเก็บที่อัตรา 20%
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า อัตราภาษีที่ 19% อยู่ในระดับที่ไทยสามารถแข่งขันได้ เพราะหากน้อยกว่านี้ก็แปลว่าระหว่างประเทศจะมีประเทศที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบกัน
อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 19% ส่วนไทยคิดจากสหรัฐเป็น 0% นั้น จะทำให้ผู้บริโภคไทยซื้อสินค้าที่อัตรา 0% ขณะที่ผู้บริโภคในสหรัฐจะบริโภคสินค้าที่แพงขึ้นอีก 19%
“สินค้าที่เปิดให้ ถ้าเป็นของที่เราผลิตในประเทศไม่ได้ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นของที่เราผลิตได้ แต่ไม่พอ ส่วนที่เข้ามา ถ้าต้นทุนเขาถูกกว่า จะกระทบผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งเราเอาตรงนี้มาใส่ในโจทย์ ก็มีหลายตัวที่เราให้ 0% บางตัวเราขอเวลา เช่น ขอเวลา 5 ปี ปรับตัวก่อนเป็น 0% ได้ไหม ของบางอย่างเราผลิตได้ส่วนหนึ่ง ต้องนำเข้าส่วนหนึ่ง ถ้าปล่อยเข้าเสรีเลย คงไม่ได้ ดังนั้น ขอเป็นโควต้าได้ไหม ไม่ให้เข้ามาเกินที่เราต้องการ เราขาดเท่าไร ก็บริหารจัดการนำเข้ามาเท่านั้น”
สำหรับตัวอย่างสินค้า อาทิ ข้าวโพด ซึ่งปัจจุบันไทยผลิต และมีการนำเข้าจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา แต่เนื่องจากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าอยู่แล้ว และผู้ประกอบการอาหารสัตว์ของไทยก็มีกำลังการผลิตที่เพิ่มได้อีก 30% อยู่แล้ว จึงเปิดให้
“ได้คุยกับผู้ประกอบการว่า ถ้ามีปล่อยให้เข้ามา เขาสามารถผลิตได้มากกว่า 10 ล้านตัน เป็น 13 ล้านตัน โดยเขาเตรียมโรงงานไว้พร้อมแล้ว แต่วันนี้ที่เขายังไม่ได้ขาย ก็เพราะว่าวัตถุดิบไม่พอ ซึ่งจะใช้ระบบโควต้า ไม่ใช่นำเข้าอย่างเสรี ผู้ซื้อรายใหญ่ๆ ที่มีอยู่ไม่กี่ราย ก็ไปตกลงกัน ว่าจะซื้อของไทยให้หมดก่อน ในราคาของไทย แล้วซื้อจากเพื่อนบ้านบางส่วน ส่วนของสหรัฐก็จะรับในส่วนที่เหลือ ทั้งนี้ ได้คุยกับผู้ประกอบการ ส่วนสัดส่วนที่ซื้อจากสหรัฐ ต้องตกลงแบ่งกัน”
ต่อมาเนื้อหมู เปิดให้เล็กน้อยไม่เกิน 1% ของการบริโภคในประเทศ และจะกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรการให้นำเข้ามายาก โดยมีการตรวจที่มา ตรวจโรงงานไหนที่นำมาขาย และดูความต้องการของผู้บริโภคด้วย ส่วนเครื่องในหมู ไม่เปิดให้แน่นอน
ขณะที่สินค้าพลังงาน ก็จะโฟกัสซื้อจากสหรัฐมากขึ้น จากปกติที่ซื้อจากทั่วโลกอยู่แล้ว โดยอาจจะซื้อจากสหรัฐราว 10% หรือประมาณ 1.2 แสนบาร์เรล ล่าสุด ก็มีการลงนามในสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐไปแล้ว 1 ล้านตัน จากทั้งหมดที่ต้องนำเข้า 15 ล้านตัน ซึ่งจะนำเข้าในปีหน้า เชื่อว่าจะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงด้วย
ด้านเครื่องบิน ก็เป็นสิ่งที่สายการบินแห่งชาติต้องการซื้ออยู่แล้ว ซึ่งจะทยอยซื้อภายใน 5-10 ปี ราว 100 เครื่อง
นอกจากนี้ ก็ต้องแก้อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่างๆ ด้วย ซึ่งประเทศไทยจะต้องทำอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
“จริงๆ ไม่มีทรัมป์ก็ต้องทำ เพราะประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้คนมาลงทุนไม่สะดวก การลงทุนช่วง 20 ปีต่ำลงไปมาก แค่ 20% ของจีดีพี ควรจะ 30-35% ก็ต้องทำให้เกิดการลงทุนให้ได้ ความสะดวกต้องไหลลื่น แล้วก็เปลี่ยนการลงทุนประเภทใหม่เข้ามา และเพิ่มซัพพลายเชนให้เป็นของไทยมากขึ้น”
นายพิชัยกล่าวอีกว่า ในส่วนเรื่องสินค้าสวมสิทธิ์ส่งออก เป็นสิ่งที่สหรัฐไม่อยากเห็น ซึ่งยังต้องตกลงกันเรื่องสัดส่วนว่าต้องผลิตในประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าต้องมากกว่า 40% ซึ่งหากเข้าเกณฑ์สวมสิทธิ์ ก็จะถูกเก็บภาษี 40% ออนท็อป จากอัตราที่เก็บอยู่แล้ว โดยทางสหรัฐจะใช้เกณฑ์เดียวกันทั่วโลก
ส่วนการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะต้องมีมาตรการเยียวยา โดยมองผลกระทบมี 2 ระยะ ระยะแรกคือ ก่อนที่จะรู้อัตราภาษีที่ชัดเจน ผู้ประกอบการมีการชะลอส่งออก เพราะไม่รู้จะส่งออกไปแล้วเสียภาษีเท่าไร ซึ่งช่วงดังกล่าวจะขาดเงินสด จึงมีการสนับสนุนซอฟต์โลนเพื่อช่วยเหลือเป็นการชั่วคราว ระยะที่สองคือ ระยะถัดไป ที่ต้องมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งตรงนี้มีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่
“ได้คุยกับสภาหอการค้าไทย กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ไปช่วยเก็บข้อมูล แยกเป็นรายเซ็กเมนต์ แต่ละกลุ่ม ว่าสู้ไม่ได้ตรงไหน ใครต้องการจะสู้ตรงไหน ซึ่งการสู้มี 2 วิธี คือ หนึ่ง ต้องการเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ทำงานเร็วขึ้น และสอง แมตชิ่งธุรกิจ อย่างซัพพลายเชน รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เป็นต้น”
ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบจัดสรรวงเงิน 10,000 ล้านบาท สำหรับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff)
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สินค้าไทยบางส่วนอาจถูกจับตาในเรื่องของการ Transshipment หรือการส่งต่อสินค้าผ่านประเทศที่สาม ซึ่งอาจถูกตีความว่าเป็นการหลบเลี่ยงภาษี ทั้งยังมีสินค้าบางกลุ่มที่อาจต้องเผชิญกับภาษีเพิ่มเติมถึง 40% ในบางรายการ ดังนั้น ความชัดเจนในสัดส่วนของ RVC (Regional Value Content) ต้องเจรจาลงในรายละเอียดต่อไป
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ไทยยังอยู่ระหว่างหารือกับสหรัฐ เพื่อทำความเข้าใจในกติกาการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะการคำนวณ RVC ซึ่งมีความสำคัญต่อการพิจารณา ว่าสินค้าใดจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี
“ตอนนี้มีตัวเลขที่คาดกันว่า RVC จะอยู่ที่ 50-60% แต่ยังไม่แน่นอน ต้องรอการสรุปข้อตกลงก่อน ซึ่ง RVC ก็คือการนับเนื้อหาส่วนประกอบจากประเทศพันธมิตรในภูมิภาคที่อยู่ในข้อตกลงด้วยกัน ไม่ใช่แค่จากประเทศไทยเท่านั้น”
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประเมินผลกระทบภาษี 19% ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อส่งออกไทยราว 114,612 ล้านบาท ทำให้จีดีพีหดตัวลง 0.62% ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปี 2569 ซึ่งเป็นผลกระทบเต็มปี คาดว่าจะมีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อการส่งออก 275,069 ล้านบาท ทำให้จีดีพีหดตัวลง 1.48%
“มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 6 มาตรการ ได้แก่ ช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ, เสริมสร้างกฎแหล่งกำเนิดสินค้า, กระจายตลาดส่งออก, ดึงดูดการลงทุนโดยตรงที่มูลค่าสูง, ส่งเสริมอุปสงค์ภายในประเทศ และดำเนินการทูตเพื่อการค้าในเชิงรุก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้”
แม้อัตราภาษีจะประกาศออกมาแล้ว แต่การที่ประเทศไทยถูกเก็บภาษีเพิ่ม เอกชนก็ต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้แข่งขันได้ หรือหาตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาแต่ตลาดสหรัฐเพียงอย่างเดียว
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
