เบื้องหลัง ‘ยุทธการพิทักษ์ปฐพี’ ‘ผบ.อ๊อบ’ 4 ทหารเสือ ทัพไทย และทีมขุนพล 26 ‘ผบ.ทบ.ปู’ ยุทธบดินทร์ กรำศึกเขมร จับตา ‘รองเติ่ง’ เต็ง แม่ทัพ 2
รายงานพิเศษ
เบื้องหลัง ‘ยุทธการพิทักษ์ปฐพี’
‘ผบ.อ๊อบ’ 4 ทหารเสือ ทัพไทย
และทีมขุนพล 26 ‘ผบ.ทบ.ปู’ ยุทธบดินทร์ กรำศึกเขมร
จับตา ‘รองเติ่ง’ เต็ง แม่ทัพ 2
ในช่วง 5 วันของการสู้รบ ระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา 24-29 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา บรรดา ผบ.เหล่าทัพ ต่างมาใช้ชีวิตอยู่ในกองบัญชาการของแต่ละเหล่าทัพ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ คอมแมนเดอร์ อย่าง ผบ.อ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.ปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.
ทั้งนี้ พล.อ.ทรงวิทย์ รับหน้าที่ ผู้อำนวยการยุทธ์ ตามแผนป้องกันประเทศ จักรพงษ์ภูวนารถ และเป็น ผู้บัญชาการทหาร โดยตำแหน่งอีกด้วย
ส่วนคณะผู้บัญชาการทหาร (คบท.) ประกอบด้วย ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ เสนาธิการทหาร ซึ่งถือเป็นเลขาฯ ก็คือ เสธ.นัส พล.อ.มนัส จันดี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.24 ของ พล.อ.ทรงวิทย์ และเป็นนายทหารม้า โดยนั่งหัวโต๊ะ ในการปรับปรุงแผนจักรพงษ์ภูวนารถ มาตั้งแต่ก่อนที่จะมีสถานการณ์ เพราะมีสัญญาณบ่งชี้มาก่อนหน้านี้หลายเดือน

ตลอดช่วงการสู้รบ พล.อ.ทรงวิทย์ได้ตั้งกองบัญชาการรบ ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถนนแจ้งวัฒนะ และได้มาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในวอร์รูม ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมาใช้ชีวิตอยู่ที่ บก.ทัพไทยนี้ตลอด
มีการประสานงานพูดคุยสอบถาม สั่งการ และสนับสนุนผู้บัญชาการเหล่าทัพ และโดยเฉพาะกับ พล.อ.พนา ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ บัญชาการรบ อย่างใกล้ชิด
โดยมี พล.อ.มนัส เสธ.ทหารคู่ใจ พร้อมด้วย รองหยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ รอง ผบ.ทหารสูงสุด เพื่อนร่วมรุ่น ตท.24 อีกคน ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด คนต่อไป ในอีกราว เดือนเศษข้างหน้านี้ มาร่วมติดตามสถานการณ์อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน
รวมทั้งบิ๊กปั้น พล.อ.ไพบูลย์ วรวรรณปรีชา รองเสนาธิการทหาร เพื่อนร่วมรุ่น ตท.24 อีกคน และ เสธ.จุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา รุ่นน้อง ตท.26 หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะขึ้นเป็นเสนาธิการทหารคนต่อไป ร่วมอยู่ด้วย
โดยมีเจ้ากรม ฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายเสนาธิการ หอบเสื้อผ้า มาร่วมเป็นทีมติดตามสถานการณ์และร่วมแก้ไขปัญหาด้วยกันที่กองบัญชาการกองทัพไทย เพราะเมื่อ พล.อ.ทรงวิทย์ อยู่บัญชาการรบ ทีมทัพไทย ก็ต้องจัดเต็มมาร่วมสนับสนุนกันแบบฟูลทีม ในแผนพิทักษ์ปฐพี ภายใต้ม็อตโตของ พล.อ.ทรงวิทย์ ที่ว่า “One Team ทัพไทย” We are One We Win
ที่ครอบคลุมความหมายทั้งการเป็นทีมเดียวกันของนายทหารในกองบัญชาการกองทัพไทย และการเป็นทีมเดียวกันของทั้ง บก.ทัพไทย กับ 3 เหล่าทัพ ทบ. ทร. ทอ. และรวมถึงตำรวจด้วย

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด เพราะต้องเร่งเผด็จศึกกัมพูชาให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อลดการสูญเสียของทั้งฝ่ายทหารและประชาชนพลเรือน รวมทั้งการต้องตัดสินใจร่วมกันในการใช้กำลังทางอากาศ
ในช่วงค่ำ ทั้ง 4 ขุนพลจะลงมาออกกำลังกาย ด้วยการวิ่ง เพื่อคลายเครียด เพราะนั่งประชุมติดตามสถานการณ์ตลอดวันตลอดคืน
ซึ่งถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของกองบัญชาการกองทัพไทย และต้องมอนิเตอร์กันแบบแทบไม่ต้องนอน
โดย พล.อ.ทรงวิทย์ได้ขอบคุณทุกคนที่เสียสละมาช่วยกันทำหน้าที่ของทหาร เพราะแม้จะไม่ได้อยู่ที่สนามรบ แต่ทุกคนก็ถือเป็นนักรบ เพราะต้องช่วยกันสนับสนุนทหารที่อยู่หน้าแนว เพื่อให้เขาสู้ กับอริราชศัตรูของประเทศได้อย่างเต็มที่
มีรายงานว่า พล.อ.ทรงวิทย์มีการพูดคุยปรึกษาหารือกับ ผบ.เหล่าทัพ ทุกวัน ทั้งแบบโทรศัพท์ และในกรณีสำคัญก็ต้องมาประชุมแบบเห็นหน้ากัน รวมทั้งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เพราะในยามศึกแม่ทัพนายกองทุกคนย่อมเป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถือเป็นหลักสากลของการสู้รบอยู่แล้ว

ขณะที่ พล.อ.พนา ซึ่งสวมหมวกหลายใบ ทั้ง ผบ.ทบ. และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ผบ.ศปก.ทบ.) และ รอง ผอ.รมน. และยังเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ในการสู้รบกับกัมพูชาครั้งนี้ ด้วย
พล.อ.พนาถือเป็นแม่ทัพใหญ่ในการศึกครั้งนี้ และตกอยู่ในความเครียดและกดดันอย่างมาก ในห้วงสถานการณ์การสู้รบ เพราะถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ร่วมกับ แม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ที่ทำหน้าที่เป็น แม่ทัพสนาม
โดยมีการออกแผนปฏิบัติการ ยุทธบดินทร์ ที่เป็นแผนในส่วนของกองทัพบก ภายใต้แผนใหญ่จักรพงษ์ภูวนารถ และแผนกษัตริย์ศึก อันเป็นแผนป้องกันประเทศด้านตะวันออก ที่มี รองเสธ.ปู พล.ท.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ รองเสธ.ทบ. เพื่อนรัก ตท.26 ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงแผนจักรพงษ์ภูวนารถ ในส่วนของกองทัพบก
แผนปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” เป็นแผนปฏิบัติการในส่วนของกองทัพบกโดยเฉพาะ โดยมีการระบุหน่วยกำลังที่จะต้องร่วมภารกิจในแต่ละขั้น และแต่ละพื้นที่ ทั้งในส่วนของกองกำลังบูรพา กองทัพภาค 1 และกองกำลังสุรนารี กองทัพภาค 2
ที่นอกจากจะใช้หน่วยในพื้นที่ของ ฉก.1 ฉก.2 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาค 2 แล้ว ยังมีหน่วยสนับสนุนจากส่วนกลางของ ทบ. มาช่วย ทั้งหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองพลทหารปืนใหญ่ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองพล 1 รักษาพระองค์ โดย ร.31 รอ. อีกทั้งหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว RDF หน่วยกำเนิดของ พล.อ.พนา และกรมฝ่ายอำนวยการทั้งหมด ที่ต้องใช้ในสนามรบ

ในปฏิบัติการยึดคืนดินแดนไทยที่ถูกกัมพูชายึดครอง รุกล้ำมายาวนาน ในห้วงที่ผ่านมา และการปกป้องอธิปไตยไทย ในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยยึดครองอยู่แล้ว ให้สามารถยึดครอง รักษาดินแดนได้ต่อไปนั้นอยู่ใน 11 พื้นที่ปฏิบัติการ ใน 2 ยุทธบริเวณ หรือ 2 แนวรบ คือ แนวรบพระวิหาร และแนวรบช่องบก
อันดับแรก คือ ที่แนวรบเขาพระวิหาร ที่ภูมะเขือ ที่ทหารไทยต้องใช้กำลังในการผลักดันทหารกัมพูชา ให้พ้นจากปลายจะงอยภูมะเขือได้สำเร็จ โดยมีเอฟ-16 ทอ. บินสนับสนุนในการตัดกำลังเสริมของฝ่ายกัมพูชา ประกอบการใช้โดรนติดระเบิด หย่อนใส่คลังอาวุธ และฐานทหารกัมพูขา ด้านล่างภูมะเขือ เพื่อตัดการสนับสนุน และสามารถปักธงชาติไทยเป็นจุดแรก ที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศชุ่มชื่นหัวใจ
ตามมาด้วยการทำลายบันได กระเช้า และตัดเส้นทางขึ้นภูมะเขือ และระเบิดบันได ช่องอานม้า ปิดทางทหารเขมร ในการขึ้นมายึดภูมะเขือ พร้อมด้วยการใช้กำลังทหารรบพิเศษ มาประจำการ
ส่งผลให้ฝ่ายไทยมีชัยชนะในแนวรบพระวิหาร สามารถป้องกันพื้นที่ไว้ได้ ทั้งพลาญยาว และช่องโดนเอาว์ ปราสาทโดนตวล ภูผี ซำแต เขาสัตตะโสม ที่ฝ่ายทหารกัมพูชาก็ใช้ความพยายามและกำลังทหารจำนวนมากต้องการจะบุกยึดพื้นที่ให้ได้
ขณะที่แนวรบช่องบก อุบลราชธานี รวมถึงพื้นที่ 3 ปราสาท ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกัมพูชาที่ต้องการจะยึดคืนทั้งปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย ใน จ.สุรินทร์ ที่ฝ่ายไทยยึดครองอยู่
โดยทหารไทยใช้ความพยายาม และเสียสละชีวิตทหาร และต้องบาดเจ็บไปไม่น้อยในการปกป้องทั้ง 3 ปราสาท โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย โดยเฉพาะในคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ก่อนถึงเดดไลน์หยุดยิงในเวลาเที่ยงคืน
ปรากฏว่าทหารไทยปกป้องปราสาทตาเมือนธมเอาไว้ได้แม้ว่าทหารกัมพูชาจะระดมกำลังมามากแค่ไหนก็ตาม แต่ฝ่ายไทยก็สู้ไม่ถอย โดยมีเครื่องบินรบเอฟ-16 บินสนับสนุนทางอากาศในการตัดกำลังเพิ่มเติมของฝั่งกัมพูชาที่จะขึ้นมายึดปราสาท
แต่อย่างไรก็ตามฝ่าย กัมพูชาก็ลุกมาประชิดที่ตัวปราสาท รอโอกาสที่จะยึดคืนเสมอ
ตามแผนปฏิบัติการยุทธบดินทร์นี้ ฝ่ายไทยถือว่าประสบความสำเร็จในการรักษาและยึดคืนพื้นที่ได้ 10 พื้นที่ จากจำนวนทั้งหมด 11 พื้นที่
คงมีเพียงแค่ปราสาทตาควายเท่านั้น ที่ฝ่ายกัมพูชาสามารถเข้ายึดที่ตัวปราสาทได้ ในขณะที่ทหารไทยออกมาวางกำลังคุมเชิงอยู่ด้านนอก แต่ก็ถูกล้อมไปด้วยทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชานำมาวางเพื่อป้องกันทหารไทยเข้ายึดคืนปราสาทตาควาย
รวมถึงในบริเวณเนิน 350 ที่ฝ่ายทหารไทยพยายามจะขึ้นไปยึด เพื่อชิงความได้เปรียบ
แต่เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาใช้การวางระเบิดสังหารบุคคลและวางสนามทุ่นระเบิดใหม่ โดยไม่คำนึงว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาออสตาวา ฝ่ายไทยจึงยังไม่สามารถเข้าตีและยึดคืนปราสาทตาควายได้
ในห้วงการรบนั้น ทหารกัมพูชาได้เข้าโจมตีอย่างหนักหน่วง ที่แนวรบช่องบก โดยทหารกัมพูชาบุกเข้าแนวรบช่องต่างๆ แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงรักษาฐานที่มั่นเนินต่างๆ ได้ ทั้งเนินโนเนม เนิน 745 ช่องจอม ช่องสายตะกู
รวมถึงการเข้ายึดพื้นที่ตลาดช่องอานม้า ที่ฝ่ายทหารไทยยึดพื้นที่ได้
แต่ในห้วงวันสุดท้าย ก่อนถึงเดดไลน์การหยุดยิง ทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธหนักเข้าโจมตี รวมทั้งใช้โดรนทิ้งระเบิดยึดคืนพื้นที่
โดยในบริเวณนี้กัมพูชายังคงได้เปรียบ เพราะยึดเนิน 677 คุมพื้นที่ช่องบกซึ่งเป็นช่องเขาเอาไว้ได้
แต่ท้ายที่สุด เช้าวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ฝ่ายไทยตัดสินใจนำกำลังเข้าเคลียร์พื้นที่ตลาดช่องอานม้า ในการขอคืนพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ชาวบ้านรุกล้ำเข้ามายึดครองสร้างเพิงร้านค้าบ้านพักมายาวนานกว่า 20 ปี ด้วยการนำรถแทรกเตอร์เครื่องจักรในการเก็บกู้ระเบิดและเคลียร์พื้นที่พร้อมวางลวดหนามกั้นเขตแดนตามเส้นปฏิบัติการแนวอธิปไตยของไทย และวางกำลังเสริมไว้
จนทำให้ฝ่ายกัมพูชาประกาศเรียกร้องให้ไทยยุติการนำกำลังเข้ามาในเขตดินแดนของกัมพูชา และถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
แต่ พล.ท.บุญสิน แม่ทัพภาค 2 ยืนกรานว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตประเทศไทยที่ฝ่ายไทยเคยแจ้งให้ฝ่ายกัมพูชาปรับปรุงแก้ไขแล้วแต่ไม่ทำเป็นเวลานาน จึงจำเป็นต้องเข้าปรับพื้นที่ใหม่เพื่อความปลอดภัยของฝ่ายทหารไทยและวางกำลังเพิ่มเติมด้วย
ทั้งนี้ มีการจับตาว่าช่องอานม้าจะกลายเป็นจุดเปราะบาง น้ำผึ้งหยดเดียว ที่จะนำมาซึ่งการสู้รบกันในระลอกที่ 2 หรือไม่ หลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา GBC ที่มาเลเซียจบสิ้นลง
เนื่องจากหลังจากทหารไทยนำกำลังเข้ามาวางและนำรถแทรกเตอร์มาเคลียร์พื้นที่และกับระเบิดแล้ว ทหารกัมพูชาในพื้นที่ได้รับคำสั่งให้ไปรื้อลวดหนามหีบเพลง ที่ทหารไทยวางกั้นเป็นแนวอธิปไตยของไทยเอาไว้ออกไป
อีกทั้งมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมที่จะปะทะหากทหารไทยมีการรุกล้ำดินแดนที่กัมพูชาเคยยึดครองอยู่อีก
ในห้วงการสู้รบ พล.อ.พนา พร้อมดรีมทีม ตท.26 ซึ่งคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าอาจจะเกิดการปะทะหลังจากที่กองทัพภาค 2 ประกาศปิดทุกด่านและปิดปราสาทตาควาย และตาเมือนธม ตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2568 หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดถึงสองรายจากการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ของฝ่ายกัมพูชาซึ่งละเมิดอนุสัญญาออตตาวา
พล.อ.พนา เดินทางลงพื้นที่ โดยไปอยู่ที่กองบัญชาการของกองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ ถึง 2 วัน โดยตั้งใจอยู่ในพื้นที่ร่วมแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง
ทั้งนี้ พล.อ.พนามีทีมที่ไว้วางใจและใช้งาน คือเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 เป็นทีมเวิร์กมากกว่าที่จะใช้รุ่น
เพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นทีมงาน อาทิ พล.ท.ชัยพฤกษ์ ผบ.เต้ พล.ท.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) ผบ.โอ๋ พล.ต.ธีรนันท์ นันทขว้าง ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหารกองทัพบก (ผบ.ขกท.) และมีรองยูร พล.ต.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาค 2 เพื่อนอีกคนที่อยู่ในพื้นที่กองทัพภาค 2
อย่างไรก็ตาม พล.อ.พนาก็ต้องเดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ หลังจากมีสัญญาณการเจรจาหยุดยิง ที่มีทั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และผู้สังเกตการณ์จากรัฐบาลจีน กดดันจนทำให้ไทยและกัมพูชาต้องยอมเจรจาหยุดยิง
ที่ พล.อ.พนาต้องเดินทางกลับมากรุงเทพฯ ก็เพื่อประชุมหารือกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และบิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม โดยมาให้ข้อคิดเห็น ว่าควรแสดงเจตจำนงที่จะให้เลื่อนการหยุดยิงออกไปอีกอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
เพราะฝ่ายไทยต้องการจะเคลียร์พื้นที่ตลอดแนว ซึ่งทั้งนายภูมิธรรมและ พล.อ.ณัฐพลก็เห็นด้วย
แต่ในวันที่เจรจา ที่มีประธานอาเซียนเป็นคนกลางนั้นก็ไม่อาจทนแรงกดดันจากฝ่ายมหาอำนาจได้ อีกทั้งฝ่ายกัมพูชาก็เห็นด้วยกับการหยุดยิงตอนเที่ยงคืนของวันนั้น
จึงทำให้ทหารทุกคนต้องสู้เต็มที่ในเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงที่เหลือก่อนที่ระฆังจะหมดยกในเวลาเที่ยงคืนของวันนั้น
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเองต้องการจะยึดคืนพื้นที่ให้ครบทั้ง 11 พื้นที่โดยเฉพาะปราสาทตาควาย แต่ก็จำเป็นต้องยุติการสู้รบลงตามข้อตกลง
และในระหว่างนี้ พล.อ.พนาก็สั่งเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ทั้งเพิ่มเติมอาวุธยุทธโธปกรณ์กระสุนที่สูญเสียและสึกหรอไปในห้วงของการสู้รบ รวมถึงกำลังทหารหน่วยสนับสนุนและการซ่อมแซมฐานที่มั่น และรวมถึงการปรับเปลี่ยนระบบการสื่อสารเพื่อป้องกันการถูกดักฟังและการเสริมเรื่องกองทัพโดรน ติดอาวุธ
สิ่งที่น่าจับตามองในระหว่างการเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซียคือ การปรากฏตัวของ รองเติ่ง พล.ต.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ รองแม่ทัพภาค 2 เป็นตัวแทนของกองทัพภาค 2 ไปร่วมคณะการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา GBC ที่มาเลเซีย 4-7 สิงหาคมที่ผ่านมา
เพราะถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนได้ว่า พล.ต.วีระยุทธ จะขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 2 คนต่อไปแทน พล.ท.บุญสิน ที่จะเกษียณราชการ 30 กันยายนนี้ ตามคาดหมาย
ทั้งนี้ พล.ต.วีระยุทธ เติบโตมาในอีสานใต้ รู้พื้นที่และผ่านการทำหน้าที่มาหลายตำแหน่ง จนขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีดูแลพื้นที่มาตลอด
โดยในห้วงก่อนการสู้รบและในระหว่างการสู้รบ พล.ต.วีระยุทธถือเป็นกำลังหลักในการบัญชาการรบอยู่แนวหน้า ร่วมด้วย ผบ.ภพ พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี
พล.ต.วีระยุทธ เป็น เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 เพื่อนของ พล.อ.พนา และ พล.ท.บุญสิน ผ่านตำแหน่งคอมแมนเดอร์ สายรบ ที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ แต่อาจจะดูสไตล์เงียบๆ ต่างจาก พล.ท.บุญสิน
การที่ พล.ต.วีระยุทธต้องขึ้นมารับหน้าที่แม้เป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก แต่ก็คงช่วยสานต่อการดูแลอธิปไตยไทยภาคอีสาน โดยเฉพาะอีสานใต้ได้ดีเพราะอยู่ในพื้นที่ตลอด
ซึ่งต่างจาก พล.ท.บุญสิน ที่เติบโตมาในอีสานตอนบนในส่วนของกองพลทหารราบที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรีที่ดูแลชายแดนด้านลาว เสียมากกว่าด้านกัมพูชา
แม้การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาจะมีการหยุดยิงแต่ก็ถือว่าสงครามยังไม่จบ เพราะยังต้องรบกันทั้งในด้านการทูต เกมการเมืองระหว่าง สงครามการสื่อสาร และในส่วนของกองทัพเองก็ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องกำลังรบและยุทธวิธี
เพราะได้บทเรียนจากการรบช่วง 5 วันที่ผ่านมาแล้ว
แต่การจะกลับมาสู้รบแบบเต็มรูปแบบกันอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะในเวลานี้กัมพูชาได้ปราสาทตาควายแล้ว และยังรุกมาประชิดใกล้ปราสาทตาเมือนธมอีก จึงต้องการรักษาสถานภาพนี้เอาไว้ต่อไป
อีกทั้งกำลังทหารไทยและกัมพูชายังคงวางกำลังอยู่ที่เดิมใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นยังไม่มีการกระเถิบกำลังออกจากกันหรือการถอยกำลังกลับที่ตั้งหรือแนวหลังแต่อย่างใด
ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะขึ้นอีกครั้งจึงเกิดขึ้นได้เสมอ โดยที่ พล.อ.พนา ได้สั่งพร้อมรบ ทุกเมื่อ
