น่าอึดอัดใจไม่น้อยระหว่างสถานการณ์ไม่สงบที่ชายแดน เพราะการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม รัฐบาลเพื่อไทยกลับเว้นว่างเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยไม่มีเหตุผล ส่วนบทบาทของ สมช.ก็หายไปแทบจะไร้ร่องรอย ขณะที่บทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ก็อ่อนปวกเปียก ขยับเฉพาะจุดที่โดนวิจารณ์
เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยมิได้แสดงบทบาทนำในการแก้ปัญหาความตึงเครียดกับกัมพูชา “อย่างเพียงพอ” ทำให้คนรู้สึกว่าไทยมีอำนาจต่อรองการต่างประเทศของไทยอยู่ใน “ภาวะสุ่มเสี่ยง” ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าคนจะเฮโลกันไปอุดหนุนทหาร กระแสขวานำ กลับมาเฟื่องฟู
มีคำถามตามมาว่า รัฐบาลเพื่อไทย ทำตัวราวกับปล่อยวางอำนาจ พาตัวเองถอยหลังออกจากอำนาจด้านความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางสภาวะวิกฤตขนาดนี้ได้อย่างไร?
คำตอบอย่างหยาบที่สุดคือ เพราะรัฐบาลเพื่อไทยเองก็แย่ กำลังอ่อนแอและไร้เสถียรภาพมากที่สุดนับตั้งแต่พลิกขั้วเปลี่ยนข้างตั้งรัฐบาลมา
ถ้าว่ากันด้วยคณิตศาสตร์การเมือง
ผลจากการถีบค่ายสีน้ำเงินพ้นขั้วอำนาจ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยวันนี้ก็กลายสภาพเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีเก้าอี้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งมานิดเดียว สถานะคลอนแคลน แค่โหวตกฎหมายต่างๆ ก็เสี่ยงไม่ผ่านแล้ว จะลุกไปเข้าห้องน้ำแต่ละทีก็ยังผวา
เดือนที่ผ่านมาก็เจอฝ่ายค้านแก้เกม ย้อนศรล่มประชุมสภาเอาง่ายๆ หลายครั้ง ยังไม่นับพลังแค้นชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบของค่ายสีน้ำเงิน ที่คอยจ้องเล่นงานอยู่ทุกฝีก้าว
วันนี้เพื่อไทยเจอ “โรคทางการเมืองอุบัติใหม่” อาการต่อรองทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มปะทุขึ้นมาให้เห็น
กรณีชิงเก้าอี้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 มีเสียงโวยวายจากแกนนำพรรคกล้าธรรมว่า พรรคแกนนำมุบมิบเตรียมโหวตโดยไม่ปรึกษากันเลยแบบนี้ไม่แฟร์ ก่อนทิ้งท้ายเชิงขู่ว่าถ้าไม่คุยกัน เกิดปัญหาแน่!
ปัญหาภายนอกรุมเร้ารัฐบาลอย่างหนักยังไม่พอ ยังจะเจอปัญหาภายใน แย่งเก้าอี้ตามโควต้ากันแบบไม่มีใครถอย
แต่เกมการเมืองในสภาว่าปวดหัวแล้วยังไม่เท่าสถานการณ์ “นิติสงคราม” ที่กำลังจะระเบิดศึกเร็วๆ นี้
คราวนี้ถึงคิว 2 พ่อ-ลูก “ทักษิณ ชินวัตร” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ผู้กุมอำนาจตัวจริงแห่งพรรคเพื่อไทย
เริ่มจาก 22 สิงหาคมนี้ ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษานายทักษิณ จากการถูกฟ้องคดี มาตรา 112 ที่ต่อสู้คดียืดเยื้อมากว่า 9 ปี
เป็นที่รู้กันว่าคดีนี้โทษสูง ถ้าไม่รอดก็ต้องเข้าเรือนจำ
ถัดจากนั้นไม่นาน ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่ง 9 กันยายนนี้ คดีชั้น 14 คดีนี้ถ้าผลออกมาเป็นบวกก็รอดตัวไม่ต้องรำคาญเรื่องร้องเรียนอีกต่อไป แต่ถ้าหากออกมาเป็นลบ ก็ต้องถูกนำตัวเข้าซังเตทันที
และนี่คือจุดเปลี่ยนทางการเมืองสำคัญ เพราะเป็นที่รู้กันว่านายทักษิณคือผู้มีอิทธิพลตัวจริงของรัฐบาลเพื่อไทย ชะตากรรมของนายทักษิณมีผลอย่างยิ่งต่ออนาคตและความมั่นคงทางการเมืองของพรรค
หากนายทักษิณรอด พรรคเพื่อไทยยังคงมีพลังทางการเมือง ยังมีสิ่งยึดเหนี่ยวไว้หาเสียงเลือกตั้ง รัฐบาลเพื่อไทยยังคงเดินหน้าแก้ไขเศรษฐกิจ ทำนโยบายบางอย่างได้เพื่อเรียกคืนคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่
แต่หากผลออกมาเป็นลบ พรรคเพื่อไทยเจอวิกฤตซ้ำอีก เมื่อแม่เหล็กสำคัญของพรรคไม่มี พลังในการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็อ่อนแรง ไม่ต้องนับทิศทางการประคับประคองประเทศต่อจากนี้ ยิ่งทำคนมองไม่เห็นอนาคต
ไทม์ไลน์การเมืองสิงหาคม-กันยายน ยังจะมีการตัดสินชะตากรรมทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ อยู่ขณะนี้ จากกรณีคลิปเสียงฮุน เซน
แค่หันมองบทเรียนในอดีตโดยไม่ต้องเป็นคอการเมืองก็รู้ได้ทันทีว่าคดีนี้ “โอกาสร่วง” มีเปอร์เซ็นต์ไม่น้อยเลยทีเดียว
ซึ่งหาก น.ส.แพทองธาร รอด รัฐบาลเพื่อไทยก็ไปต่อแม้จะไปต่อแบบกระท่อนกระแท่น แต่ก็ต้องดันลากกันไปแบบรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเช่นนี้
แต่ถ้าไม่รอด เกมจะพลิกทันที
1.ต้องมีการโหวตเลือกนายกฯ ใหม่ โดยแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย
ตอนนี้เหลือเพียงนายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งก็มีความท้าทายกับปัญหาบ้านเมืองวิกฤตรุมล้อมทุกด้าน รวมถึงความไร้เสถียรภาพของขั้วรัฐบาล
และยังต้องเจอความเสี่ยงจากนิติสงคราม เพราะหาก น.ส.แพทองธารยังโดน สถานการณ์แบบนี้ นายชัยเกษมก็มีโอกาส
2. เพื่อไทยยอมถอยให้พรรคอันดับ 2 ที่ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ อยู่ นั่นคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
ช่องทางนี้วิเคราะห์จากสถานการณ์วันนี้แล้ว ไม่น่าเป็นไปได้ กับการแค้นฝังหุ่น เล่นงานกันไปมา หนักหนาสาหัส ทั้งเขากระโดง ทั้งกรณีฮั้ว ส.ว. อยู่ตอนนี้
3. ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ
หากวิเคราะห์ตามเนื้อผ้า หนทางนี้ก็มีความเป็นได้ ถ้าได้รับการยินยอมจากเจ้าตัว อาจใช้เหตุผลการเข้ามาทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง
กรณีนี้เพื่อไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด หากคณะรัฐมนตรียังคงอยู่ในมือเพื่อไทย แต่หากยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ตั้ง ครม.เองทั้งหมด ก็คงเป็นไปไม่ได้ ส.ส.และประชาชนผู้สนับสนุนเพื่อไทยไม่มีวันยอม และก็เป็นความท้าทายเช่นกันว่า หากไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ตั้ง ครม.เอง ก็ไม่รู้จะมาดำรงตำแหน่งทำไม โมเดลนี้จึงเกิดได้ไม่ง่าย
4. นายกฯ มาตรา 5 (นายกฯ คนนอก)
มีการเริ่มเสนอหนทางนี้มาจากหลายกลุ่มแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับ การยอมให้เกิดนายกฯ มาตรา 5 เป็นหนทางแย่ที่สุดในการพัฒนาและดำรงรักษาไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตย ทำร้ายหลักการที่เรายึดมั่นในการปกครองมายาวนาน
และอันที่จริงด้วยสภาพปัจจัยทางการเมือง ทางออกด้วยรัฐธรรมนูญ ก็เปิดช่องให้ใช้วิธีอื่นแก้ปัญหาได้
จากความอ่อนแอของพรรครัฐบาล กรณีคลิปเสียงฮุน เซน ต่อเนื่องมาจนถึงการปรับ ครม. และการลดบทบาทอำนาจพลเรือนเพิ่มอำนาจทหารในการนำแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง สะท้อนว่าเพื่อไทยทำ “พลาด” ในทางการเมือง
เห็นแล้วว่าวันนี้ “การเมืองแบบรัฐราชการเดิม” “กระแสอำนาจนิยม” กลับมามีชีวิตชีวา จากการที่รัฐบาลเพื่อไทยลดอำนาจต่อรองของตัวเองเพื่อแก้เกมวิกฤตศรัทธา
อันที่จริงรัฐบาลเพื่อไทยก็โดนขั้วอำนาจเก่าบีบผลักมาต่อเนื่องด้วย แต่ก็จำเป็นต้องยอมอยู่นิ่ง ลดอำนาจต่อรองตัวเองด้วยอีกทาง เพื่อรักษาสถานะอำนาจ รักษาเก้าอี้ในตึกไทยคู่ฟ้าไว้
แต่วิกฤตการเมืองรอบนี้เคลื่อนมาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว
แรงกดดันทางการเมือง วิกฤตทางเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่รุมล้อมประเทศมากขึ้น ตรงกันข้ามกับผลงานการแก้ปัญหาของรัฐบาล
เข้าสู่ปีที่ 3 แต่นโยบายเรือธงยังไม่สำเร็จ หลายนโยบายต้องจอดไว้กลางคัน พร้อมๆ กับรัฐบาลเองก็กลายเป็นรัฐบาลเสี่ยงปริ่มน้ำ ไม่ใช่เสียงเด็ดขาดแบบยุคไทยรักไทย จะขยับอะไรก็ยาก
สภาพเดินหน้าก็ไม่ได้ ยิ่งอยู่ยิ่งดูถอยหลัง
ก็เป็นไปได้ว่าเพื่อไทยอาจเลือก “ยอมถอย”
1. ถอยน้อยที่สุดคือ น.ส.แพทองธาร ลาออกแล้วเลือกนายชัยเกษม ขึ้นเป็นนายกฯ
2. ถอยมากกว่านั้นคือ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากมีการเจรจาอย่างลงตัว และไทม์ไลน์ในการอยู่ในอำนาจชัดเจน
3. ถอยมากที่สุด คือการยอมให้มีนายกฯ คนนอก ซึ่งเป็นไปได้ยาก คนไทยเข็ดแล้วกับนายกฯ คนนอก
4. ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ข้อนี้ประชาชนชอบ แต่นักการเมืองไม่ชอบ เพราะก็ทำใจยาก การเลือกตั้งแต่ละครั้งลงทุนลงแรงสูง
วันนี้ทุกค่ายทางการเมืองเหนื่อยหมด ค่ายสีน้ำเงินก็เจอนิติสงคราม คดีเขากระโดงและฮั้ว ส.ว.จ่อคอหอย โทษถึงยุบพรรค
ค่ายสีส้มก็เจอคดี 44 ส.ส.ยื่นแก้ไข ม.112 อนาคตแขวนบนเส้นด้าย
ไทม์ไลน์การเมือง สิงหาคม-กันยายน จึงสำคัญต่อชะตาชีวิตการเมืองรัฐบาลเพื่อไทยอย่างยิ่ง คือ จะถูก ‘สับ’ และจะตกอยู่ในภาวะ ‘ทะมึน’ อันน่ากลัวแค่ไหน ต้องติดตามอย่างระทึก
เพื่อไทยจะรอให้ “นิติสงคราม” มากำหนด หรือจะ “กำหนดชะตาชีวิต” ด้วยตัวเอง
ไม่นาน เดี๋ยวได้รู้ …
