bg-single

A Solo Project โครงการที่กระตุ้นเร้าให้ออกจากพื้นที่ปลอดภัย ในการชมงานศิลปะ ของ ปรัชญา พิณทอง

18.08.2025

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

โดยปกติ ในนิทรรศการศิลปะมักจะมีการจัดแสดงผลงานศิลปะจำนวนมากให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำกับผลงานเหล่านั้นอย่างเต็มที่ แต่บางทีก็มีข้อยกเว้น ด้วยความที่บางนิทรรศการกลับจัดแสดงผลงานจำนวนน้อย เพื่อใช้ความว่างเปล่าเน้นย้ำถึงบริบทของพื้นที่แสดงงาน และสื่อสารความคิดอันกว้างไกลของศิลปินเจ้าของผลงานออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิทรรศการของศิลปินอย่าง ปรัชญา พิณทอง ศิลปินร่วมสมัยผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ที่เคยแสดงผลงานนิทรรศการในหลายประเทศทั่วโลก ก่อนหน้านี้

ศิลปินหนุ่มชาวอุบลราชธานีซึ่งอาศัยและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ผู้นี้ เป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้เข้าร่วมแสดงในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยอันยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก อย่าง Documenta ครั้งที่ 13 ในปี 2012 ณ เมืองคาสเซล ประเทศเยอรมนี ด้วยผลงานที่ประกอบด้วยซากศพแมลงวันตัวเล็กๆ แค่เพียงสองตัวเท่านั้นเอง

ในคราวนี้ ปรัชญาหวนกลับมาอีกครั้งกับนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดของเขาอย่าง A Solo Project ที่จัดขึ้นในวาระครบรอบ 10 ปี ของบางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ พื้นที่ทางศิลปะร่วมสมัยอิสระที่มุ่งมั่นขยายขอบเขตของการแสดงออกทางศิลปะและจินตนาการของสาธารณะ

สัญญาณแรกของนิทรรศการครั้งนี้ที่กระแทกสติสัมปชัญญะของเราอย่างแรงก็คือ การเป็นนิทรรศการแรก (เท่าที่เรารู้) ที่ละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติของหอศิลป์หรือพื้นที่ทางศิลปะทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการที่ไม่ลงข่าวประชาสัมพันธ์นิทรรศการให้สื่อมวลชนหรือผู้ชมรับรู้ (เพียงแค่ส่งอีเมลเชิญเราไปร่วมงานเท่านั้น) ไม่มีแม้แต่โปสเตอร์ของนิทรรศการเลยด้วยซ้ำไป การได้พบเจอสถานการณ์เช่นนี้ทำให้เรารู้สึกฉงนสนเท่ห์และสนใจจนตัดสินใจว่าจะไปดูนิทรรศการนี้ในวันเปิดงานให้ได้เป็นแน่แท้

และเมื่อเราย่างเท้าเข้าไปถึงแกลเลอรี่ในขณะแรก เราก็ตื่นตะลึงไปกับความฉงนสนเท่ห์ยิ่งกว่าที่เราคาดเดาเอาไว้ หรือก่อนที่เราจะได้เห็นผลงานศิลปะในนิทรรศการเสียด้วยซ้ำ เพราะเราพบว่าตัวอาคารของแกลเลอรี่นั้นถูกรื้อถอนองค์ประกอบสำคัญอย่างบานประตูทางเข้าออก ประตูนิรภัย บานกระจกหน้าต่างของตัวอาคารหลักที่เป็นพื้นที่แสดงงานออกทั้งหมด (เหลือไว้แต่ในพื้นที่สำนักงานด้านในแกลเลอรี่เท่านั้น)

ที่น่าตื่นตะลึงจนเราอ้าปากค้างยิ่งกว่าก็คือ พื้นที่ของ บุ๊กช็อป ไลบรารี่ หรือร้านหนังสือ/ห้องสมุดของแกลเลอรี่แห่งนี้ นอกจากจะถูกรื้อถอนประตูและบานกระจกหน้าต่างออกจนหมดแล้ว หนังสือหนังหา หรือแม้แต่เครื่องเรือนภายในห้องอย่างโต๊ะ ตู้ ชั้นวางหนังสือ และอื่นๆ อีกมากมายก็ถูกถอดรื้อออกไปเกลี้ยงเกลา จนเหลือแต่ความว่างเปล่าอย่าง (เกือบ) สมบูรณ์แบบภายในห้อง

เมื่อเราเดินเข้าไปในห้องแสดงงานหลัก ก่อนที่จะได้เห็นผลงานศิลปะชิ้นหลักในนิทรรศการนี้ของปรัชญา เราพบว่าบานประตู และบานกระจกหน้าต่างที่ถูกถอดรื้อ ถูกนำมาวางบนพื้นพิงกับฝาผนังอย่างเอกเขนก ราวกับพวกมันออกมายืนพิงผนัง เพื่อพักผ่อนจากงานประจำที่ตรากตรำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันยังไงยังงั้น เรารู้สึกว่าการทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการเปิดเปลือยความงามของโครงสร้าง พื้นที่ว่าง และรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของพื้นที่แสดงงานแห่งนี้ได้อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ใจกลางห้องแสดงงาน เราพบกับผลงานศิลปะจัดวางในรูปของตู้กระจกบรรจุน้ำ ปูด้วยดินและหญ้าน้ำ ตัวตู้ติดเครื่องกรองน้ำเต็มยศจนดูคล้ายกับตู้ปลาหรืออควาเรียม หากภายในตู้ไม่ได้เลี้ยงปลาอยู่ภายใน มีเพียงแบบจำลองขนาดเล็กของเพิงหมาแหงนที่ดัดแปลงจากป้ายโฆษณาวางอยู่ตรงกลางอย่างนิ่งงัน ราวกับเป็นฉากเพิงพักพิงของคนไร้บ้านท่ามกลางทุ่งหญ้ารกร้าง (ที่อยู่ใต้น้ำ) ในภาพยนตร์ไซไฟมืดหม่นสักเรื่องก็ไม่ปาน

และดูจากสัดส่วนของตู้กระจกใบนี้เราก็พอจะคาดเดาว่ามันถูกสร้างจากบานกระจกที่ถูกถอดรื้อออกมาจากอาคารแกลเลอรี่แห่งนี้แน่ๆ

และถึงแม้จะไร้สัตว์น้ำหรือปลาอยู่ในตู้น้ำใบนี้ แต่ตรงธรณีประตูอันว่างเปล่าไร้บานประตูตรงมุมห้องแสดงงานหลัก ขอบหน้าต่างอันว่างเปล่าไร้บานกระจกในร้านหนังสือ/ห้องสมุด และบนฐานวางใต้ตู้กระจกก็ยังมี “ปลา” ในรูปของสบู่รูปทรงปลาอยู่ในถุงพลาสติกใส ที่อ้างอิงถึงตู้ปลาและร้านขายสัตว์เลี้ยงและสัตว์น้ำ ที่คนนึกเชื่อมโยงกับผลงานชิ้นนี้วางอยู่ด้วย เรามาทราบในภายหลังว่าศิลปะจัดวางตู้กระจกนี้หาใช่รูปแบบของอควาเรียม หากแต่เป็นรูปแบบของ เทอร์ราเรียม (Terrarium) หรือการจำลองระบบนิเวศขนาดเล็กของพืชไว้ในภาชนะแก้ว แผงหลอดไฟที่สาดส่องลงมาจากด้านบนตู้ก็ไม่ได้เป็นแค่สปอตไลต์สำหรับสาดส่องผลงานเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นหลอดไฟที่ส่องแสงลงมาเพื่อเอื้อต่อการสังเคราะห์แสงของต้นหญ้าบนพื้นตู้ ซึ่งปรัชญาได้แรงบันดาลใจ ความรู้และเทคนิคในการสร้างศิลปะจัดวางในรูปแบบเทอร์ราเรียมชิ้นนี้มาจากทันตแพทย์ของเขาอีกทอดหนึ่ง

ภายใต้ตู้กระจกยังถูกรองรับด้วยโครงสร้างฐานวางที่ประกอบขึ้นจากแท่งคอนกรีตกั้นที่จอดรถหลากสีสัน ที่เคยถูกใช้เป็นที่กั้นรถบนพื้นที่จอดรถของลานจอดรถ 123 ปาร์กกิ้ง ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ในอดีตของบางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ แห่งนี้นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ปรัชญาเองก็เคยใช้วัตถุเหลือใช้ในอดีตชนิดนี้มาทำเป็นผลงานในนิทรรศการในอดีตของเขาที่เคยแสดงในแกลเลอรี่แห่งนี้ในอดีตอย่างนิทรรศการ This page is intentionally left blank ในปี พ.ศ.2562 นั่นเอง

แล้วก็อย่าเพิ่งสงสัยไปว่าปรัชญามาแสดงนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาในช่วงเวลาที่บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ กำลังมีการรื้อถอนจากการปรับปรุงซ่อมแซมตัวอาคารและพื้นที่แสดงงานอยู่ จริงๆ เราเองก็เกือบจะสงสัยด้วยเหมือนกัน

เพราะปรัชญาเองก็เคยสร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการศิลปะของเขาที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ อย่าง Extended Release ในบริบทการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารหอศิลป์แห่งนั้น ด้วยการเข้าไปสังเกตการณ์กระบวนการซ่อมแซมอาคารช่วงสุดท้าย ในช่วงที่ช่างกำลังขัดผิวพื้นไม้สักเก่าแก่ของอาคารออกจนเกิดเป็นฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย และนำฝุ่นละอองเหล่านั้นมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะในนิทรรศการครั้งนั้นของเขาในปี พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา

ในความเป็นจริงแล้ว การรื้อถอนองค์ประกอบของต่างๆ ในตัวอาคารแกลเลอรี่แห่งนี้ เป็นข้อเสนอและแนวคิดของปรัชญาใน “โครงการ” (แบบเดียวกับชื่อนิทรรศการ A Solo Project) ในครั้งนี้ของเขานั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น การละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติของหอศิลป์หรือพื้นที่ทางศิลปะทั่วๆ ไป ด้วยการไม่ลงข่าวประชาสัมพันธ์นิทรรศการให้สื่อมวลชนและผู้ชม หรือการไม่มีโปสเตอร์ของนิทรรศการครั้งนี้เอง ก็เป็นแนวคิดในโครงการเบื้องหลังนิทรรศการครั้งนี้ของปรัชญาเช่นเดียวกัน (ว่ากันว่าปรัชญาตั้งใจจะใช้แนวคิดในการละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่านี้กับนิทรรศการ This page is intentionally left blank มาก่อนแล้ว แต่โอกาสยังไม่ลงตัว ก่อนที่จะได้ใช้ในนิทรรศการล่าสุดครั้งนี้ของเขานั่นแหละ)

แถมโครงการการรื้อถอนองค์ประกอบและข้าวของต่างๆ ของอาคารแสดงงานและร้านหนังสือ/ห้องสมุดของบางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ ในนิทรรศการครั้งนี้ของปรัชญา ก็ประจวบเหมาะเป็นอย่างดีต่อวาระของช่วงเวลาครบรอบ 10 ปี ของหอศิลป์แห่งนี้ ที่ต้องการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง รื้อสร้างโครงสร้างของอาคารพื้นที่แสดงงาน หรือแม้แต่ขยับขยายแนวคิดและแนวทางการทำงานของแกลเลอรี่ เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่วาระใหม่ และการก้าวเดินต่อไปในทศวรรษหน้าของแกลเลอรี่แห่งนี้อีกด้วย

สิ่งที่น่าตื่นเต้น (ปนหวาดเสียว) อีกประการของนิทรรศการครั้งนี้ก็คือ โดยปกติ แกลเลอรี่หรือพื้นที่แสดงงานศิลปะทั่วๆ ไปจะมีเวลาเปิดและปิดทำการในแต่ละวัน เมื่อปิดทำการแล้ว ผู้คนก็เข้ามาชมงานภายในไม่ได้ ซึ่งประตูหน้าต่างของพื้นที่แสดงงานก็คือองค์ประกอบอันสำคัญที่ทำหน้าที่ปิดกั้น หรือปกป้องพื้นที่แสดงงานจากบุคคลภายนอกในเวลาปิดทำการ แต่เมื่อประตูและบานกระจกหน้าต่างของพื้นที่แสดงงานถูกถอดออกจนหมด พื้นที่ที่ถูกปิดทำการจึงไม่ต่างอะไรกับพื้นที่เปิดที่ผู้คน หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ภายนอกสามารถล่วงเข้ามาได้ทุกเวลา น่าสนใจอย่างมากว่า ทางทีมงานของแกลเลอรี่จะมีมาตรการในการรับมือกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อย่างไร

ท้ายที่สุด การได้ชมผลงานของปรัชญา พิณทอง ในนิทรรศการครั้งนี้ยังคงกระตุ้นเร้าให้เราได้ออกจากพื้นที่ปลอดภัยแบบเดิมๆ ในการชมงานศิลปะตามปกติทั่วไป และท้าทายให้เราตั้งคำถาม ไม่เพียงกับตัวงานศิลปะ หากแต่เป็นสิ่งที่อยู่รายรอบ อย่างพื้นที่ ผู้คน สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ “ชีวิต” ก็ตามที สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้แสดงให้ผู้ชมอย่างเรารับรู้ว่า ผลงานของปรัชญาเป็นตัวอย่างอันดีของงานศิลปะร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน ที่ศิลปะไม่อาจแยกขาดจากชีวิตได้เลย

นิทรรศการ A Solo Project จัดแสดงที่บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ (สาทรซอย 1 สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินี จอดรถที่ 123 ปาร์กกิ้ง) ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม-13 กันยายน 2568 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 08-6087-2725 อีเมล [email protected]

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากบางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ ถ่ายภาพโดย ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ดันดาดัน 2 : ถึงแม่จะเป็นผี แต่แม่ก็อยากจะมีอยู่จริง
ความทรงจำ
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (2)
3 ทศวรรษ ‘Love Letter’ จาก ‘จดหมายรัก’ ระหว่าง ‘คนแปลกหน้า’ สู่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘ธาตุแท้ของมนุษย์’
การละเล่นเพลงประชาชน
‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
ขมคอ สตอรี่ (1)
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | รัฐธรรมนูญ กับ ฮั้วส.ว. การเมือง ละเอียดอ่อน
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล