bg-single

สยามยามเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน : จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต (3)

20.08.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

อาทิตย์ที่แล้วผมเล่าว่าอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มองเศรษฐกิจสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ว่ามีลักษณะเด่นที่การค้ากับต่างประเทศ จึงเรียกว่า “เศรษฐกิจส่งออก”

บุคคลสำคัญในการประกอบการค้าดังกล่าว ได้แก่ เจ้านายและขุนนาง

โดยมีอีกกลุ่มคนที่ขาดไม่ได้ในการผลักดันการค้านี้ให้ดำเนินไปได้ด้วยดี

นั่นคือ พวกพ่อค้าในระบบศักดินา

2)พ่อค้าในระบบศักดินา

มีทั้งพ่อค้าที่เป็นคนจีนที่มีตำแหน่ง และคนจีนที่ไม่มีตำแหน่งราชการ คุ้นเคยการทำการค้ากับต่างประเทศมาก เรียกรวมๆ ว่า “ขุนนางเจ๊สัวราษฎรผู้มีทรัพย์” คนเหล่านี้จำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการเปิดให้ค้าเสรี

คนจีนส่วนมากอพยพมาจากประเทศจีนจึงไม่ต้องถูกจัดให้เข้าในระบบไพร่ที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานและอื่นๆ กลายเป็นคนเสรีไปโดยอัตโนมัติ แต่ก็เสียภาษีรายหัวอย่างอื่นแทน ที่สำคัญไม่ได้ผูกมัดพวกนี้จากการทำการค้าและเดินทางไปตามที่ต่างๆ เพื่อขายของได้

เมื่อระบบการค้าเปลี่ยนจากระบบผูกขาดเดิมไปสู่การเก็บภาษีจากการผลิตสินค้าของป่ามากขึ้นในประเทศ ทำให้ดูเหมือนมีเสรีภาพในการค้านี้

แต่จริงๆ ไม่ใช่การค้าเสรี เพราะทั้งหมดยังจำกัดตัวเองเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในชั้นสูงของโครงสร้างศักดินากับพันธมิตรเท่านั้น พ้นไปจากนี้แล้วก็เข้ามาร่วมการค้าไม่ได้

จริงๆ แล้วพ่อค้าเหล่านี้ต้องอาศัยอภิสิทธิ์ของคนในโครงสร้างศักดินาเพื่อช่วยให้สร้างประโยชน์ในธุรกิจได้

ฉะนั้น พ่อค้าเหล่านี้จึงไม่ใช่พ่อค้าแท้ๆ ที่เป็นอิสระจากระบบศักดินา ตรงกันข้าม

“เป็นพวกที่มีกำเนิดในระบบศักดินานั้นเอง และพยายามรักษาโครงสร้างของระบบศักดินาเอาไว้เพื่อประโยชน์ในธุรกิจของตน แม้ชาวจีนซึ่งมิได้กำเนิดในศักดินาก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับชนชั้นนำในระบบศักดินา บ้างเป็นเจ้าภาษีนายอากร บ้างผูกสายสัมพันธ์ทางเครือญาติโดยการสมรส ต้องติดสินบน จึงไม่อิสระ แต่พร้อมจะสมยอมต่อระบบศักดินาและถูกดูดซึมเข้าไปในระบบนั้น การค้าต่างประเทศซึ่งเพิ่มปริมาณอย่างมาก แทนที่จะก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ที่เป็นอิสระจากระบบศักดินา กลับไม่ก่อให้เกิดอะไรขึ้น แต่มีผลทำให้ชนชั้นนำในระบบเปลี่ยนแปลงลักษณะของตนเองไปเป็นกระฎุมพีมากขึ้น คือมีฐานอำนาจสำคัญผูกพันกับการค้า มีโลกทรรศน์ ค่านิยมและรสนิยมที่คล้ายคลึงกับกระฎุมพีในที่อื่นๆและสมัยอื่นหลายประการ”

เพราะกระฎุมพีที่เกิดขึ้นผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับระบบศักดินา ความพยายามในการปฏิรูปอะไรกับระบบไพร่ที่จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจขณะนั้นทำได้อย่างจำกัด

เช่น การปลดปล่อยแรงงานไพร่ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดตระหนักดีว่าไม่เกิดประโยชน์ท่ามกลางระบบเศรษฐกิจส่งออกที่เติบใหญ่ขึ้น ที่จะทำให้รัฐได้ประโยชน์จากแรงงานเสรีคือได้ภาษีเพิ่ม

แต่ก็ยกเลิกทีเดียวไม่ได้เพราะจะกระเทือนถึงเจ้านายและขุนนางอื่นๆ ที่ยังได้ผลประโยชน์บางอย่างอยู่กับการคุมไพร่ในมือเอง

การปฏิรูปจึงทำได้อย่างจำกัด เช่น ลดวันลง อีกนานกว่าจะเลิกระบบไพร่ได้ในการปฏิรูป กระนั้นก็ตาม แม้หลังการเลิกทาส ไพร่แล้ว ก็ไม่ได้ให้เสรีภาพจริงๆ แก่ราษฎร ยังถูกเก็บค่าราชการและภาษีเครื่องมืออื่นๆ อีก

ผมเสริมบทความอาจารย์นิธิตรงนี้ว่า กล่าวได้ว่าแรงงานไพร่แทบไม่สามารถกลายเป็นแรงงานเสรีจริงๆ ได้เลย เพราะระบบพันธนาการแบบต่างๆ ยังคงมีอยู่ตลอดมา เพราะนายทุนสมัยใหม่ที่แทนที่ระบบพันธนาการแรงงานกับอำนาจเดิมไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ข้อนี้เป็นปัญหาของอำนาจรัฐทางการเมืองว่าอยู่ในมือของชนชั้นใด

ตัวอย่างหนึ่งคือเรื่องปัญหากรรมสิทธิ์ส่วนตัวในปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือที่ดิน ปราศจากการเป็นเจ้าของที่ดินเองการจะปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นจริงได้

3)ขอบเขตของเศรษฐกิจเพื่อตลาดในต้นรัตนโกสินทร์

ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้น จากการขยายตัวของการค้าแลกเปลี่ยนอย่างมาก ทำให้เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อตลาดและเศรษฐกิจแบบเงินตราขึ้น แม้สองระบบสัมพันธ์กันมากแต่ก็มิใช่สิ่งเดียวกัน เศรษฐกิจเพื่อตลาดเพิ่งมาโตระยะเริ่มต้นนี้ แต่เศรษฐกิจเงินตรามีมาก่อนแล้ว

เศรษฐกิจเพื่อตลาดขยายแต่ปริมาณเงินตราไม่พอ ทำให้เงินตราถูกเก็บในคนจำนวนน้อย มีผลทำให้เศรษฐกิจเพื่อตลาดต้องจำกัด เกิดภาวะเงินตึงบ่อย และทำให้สินค้าภายในราคาถูก เหมาะสำหรับส่งออก

รัฐบาลคิดทำเงินแดงเองแต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ เหตุที่เศรษฐกิจเงินตราโตไม่ทันกับความเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อตลาด “นี้เองที่ลักษณะทุนนิยมไม่พัฒนาขึ้นเต็มที่ในต้นรัตนโกสินทร์”

ความเติบโตที่ไม่เท่ากันของเศรษฐกิจแบบเงินตราและเศรษฐกิจเพื่อตลาด ทำให้ชนชั้นนำซึ่งได้ประโยชน์จากการค้าและการผลิตเพื่อส่งออก พยายามจรรโลงระบบศักดินาเอาไว้ ด้วยการอาศัยแรงงานเกณฑ์ ทั้งหมดทำได้ไม่ต้องอาศัยทุนทรัพย์มากนัก จึงเป็นการก้ำกึ่งกันระหว่างความโน้มเอียงไปสู่ระบบทุนและการดำรงอยู่ของระบบศักดินา

นี่จึงเป็นอีกปัจจัยในการทำให้การปฏิรูประบบปกครองอย่างแท้จริงเป็นเรื่องยาก

เศรษฐกิจที่ขยาย มีสินค้าหลักที่ทำกันทั้งประเทศ เช่น การปลูกข้าว เกลือ พ่อค้าจีนเร่เป็นคนนำข้าวจากแหล่งปลูกต่างๆ ไปยังตลาดกลาง แล้วนำสินค้าจากนอกเข้าไปในชนบท การใช้จ่ายของรัฐบาลทำให้มีการฉีดเงินเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เช่น ใช้แรงงานจ้างแทนเกณฑ์สำหรับงานสาธารณะบางอย่าง เช่น ขุดคลอง การเขียนภาพชาดก การสร้างต่อเติมวังหลวง จ้างช่างจีนผสมช่างไทย

สุดท้ายเก็บภาษีด้วยเงินแทนของหรือสินค้าส่วย

4)กระฎุมพีและวัฒนธรรมกระฎุมพี

ลักษณะของความเป็นกระฎุมพีของชนชั้นศักดินาเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาของนิธิ มองอย่างเปรียบเทียบความเติบโตของเศรษฐกิจตะวันตกเป็นผลจากทุนนิยมของเอกชน แต่ในสยามความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นผลจากความสนใจของรัฐบาลต่อการค้าต่างประเทศเป็นพิเศษและการหลั่งไหลเข้ามาของชาวจีนก่อให้เกิดเศรษฐกิจตลาดขึ้น

“กระฎุมพีไทยจึงไม่มีกำเนิดเป็นอิสระจากระบบศักดินา ไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่หนีอำนาจการเมืองของพวกศักดินาไปอยู่ในชุมชนที่สร้างใหม่ตามชุมชนทางคมนาคม และพัฒนาเมืองขึ้นเป็นฐานอำนาจอิสระเป็นของตนเอง แต่กระฎุมพีไทยถือกำเนิดขึ้นได้โดยอาศัยอำนาจศักดินาของตนเองค้ำจุน จึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกศักดินา แท้ที่จริงพวกชนชั้นนำในระบบศักดินาเองเป็นผู้ถือประโยชน์จากความเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุด และแปรเปลี่ยนตัวเองเป็นกระฎุมพีมากขึ้น อาศัยทรัพย์และการค้าขายเป็นฐานอำนาจของตนเองไม่น้อยไปกว่าการได้คุมกำลังไพร่ เหตุฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงกระฎุมพีไทยในต้นรัตนโกสินทร์จึงหมายถึงชนชั้นนำในระบบศักดินา ผสมกับชาวจีนและเชื้อสายจำนวนมากทั้งที่ได้ถูกกลืนเข้าไปในระบบศักดินาแล้ว และยังไม่ได้ถูกกลืนเป็นส่วนใหญ่ คนเหล่านี้คุมอำนาจทางการเมืองของระบบศักดินาไว้อย่างเหนียวแน่นและประกอบกันขึ้นเป็นชนชั้นสูงของสังคมไทย มีบทบาทในพัฒนาการทางวัฒนธรรมชั้นสูงของสังคม”

ข้อคิดของนิธิคือช่วยทำให้การวิเคราะห์ว่าทำไมชนชั้นนายทุนไทยนับแต่ยุคแรกถึงปัจจุบันถึงไม่อาจสร้างพลังการเมืองที่เป็นของชนชั้นตนขึ้นมาได้ในการต่อรองเพื่อเข้ายึดกุมอำนาจรัฐ

เพราะโดยพื้นฐานและพัฒนาการต่อมา พวกชนชั้นนายทุนล้วนก่อตัวขึ้นมาบนและในโครงสร้างอำนาจจารีต

ในประเด็นนี้ ผมเพิ่มเติมอีกว่า จากประสบการณ์ทางการเมืองแบบกีดกันและกดทับรวมถึงการครอบงำของวัฒนธรรมแห่งรัฐ กระฎุมพีรุ่นต่อมาเป็นชนชั้นที่ไร้วัฒนธรรมเพราะสมาทานแต่วัฒนธรรมเจ้า ทำให้นายทุนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยมีอุดมการณ์และปรัชญาว่าด้วยเสรีนิยมแม้แต่นิดเดียว ระบอบประชาธิปไตยแบบทั่วไปจึงไม่อาจก่อรูปขึ้นมาได้

เราจึงมีการปฏิรูปปรับแต่งระบบการเมืองที่ไม่มีในโลกคือประชาธิปไตยครึ่งใบหรือแบบไทยๆ ที่ exclusive เฉพาะสำหรับคนไทยที่ไร้รากเท่านั้น (ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี