ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
อาทิตย์ที่แล้วผมเล่าว่าอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มองเศรษฐกิจสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ว่ามีลักษณะเด่นที่การค้ากับต่างประเทศ จึงเรียกว่า “เศรษฐกิจส่งออก”
บุคคลสำคัญในการประกอบการค้าดังกล่าว ได้แก่ เจ้านายและขุนนาง
โดยมีอีกกลุ่มคนที่ขาดไม่ได้ในการผลักดันการค้านี้ให้ดำเนินไปได้ด้วยดี
นั่นคือ พวกพ่อค้าในระบบศักดินา
2)พ่อค้าในระบบศักดินา
มีทั้งพ่อค้าที่เป็นคนจีนที่มีตำแหน่ง และคนจีนที่ไม่มีตำแหน่งราชการ คุ้นเคยการทำการค้ากับต่างประเทศมาก เรียกรวมๆ ว่า “ขุนนางเจ๊สัวราษฎรผู้มีทรัพย์” คนเหล่านี้จำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการเปิดให้ค้าเสรี
คนจีนส่วนมากอพยพมาจากประเทศจีนจึงไม่ต้องถูกจัดให้เข้าในระบบไพร่ที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานและอื่นๆ กลายเป็นคนเสรีไปโดยอัตโนมัติ แต่ก็เสียภาษีรายหัวอย่างอื่นแทน ที่สำคัญไม่ได้ผูกมัดพวกนี้จากการทำการค้าและเดินทางไปตามที่ต่างๆ เพื่อขายของได้
เมื่อระบบการค้าเปลี่ยนจากระบบผูกขาดเดิมไปสู่การเก็บภาษีจากการผลิตสินค้าของป่ามากขึ้นในประเทศ ทำให้ดูเหมือนมีเสรีภาพในการค้านี้
แต่จริงๆ ไม่ใช่การค้าเสรี เพราะทั้งหมดยังจำกัดตัวเองเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในชั้นสูงของโครงสร้างศักดินากับพันธมิตรเท่านั้น พ้นไปจากนี้แล้วก็เข้ามาร่วมการค้าไม่ได้
จริงๆ แล้วพ่อค้าเหล่านี้ต้องอาศัยอภิสิทธิ์ของคนในโครงสร้างศักดินาเพื่อช่วยให้สร้างประโยชน์ในธุรกิจได้
ฉะนั้น พ่อค้าเหล่านี้จึงไม่ใช่พ่อค้าแท้ๆ ที่เป็นอิสระจากระบบศักดินา ตรงกันข้าม
“เป็นพวกที่มีกำเนิดในระบบศักดินานั้นเอง และพยายามรักษาโครงสร้างของระบบศักดินาเอาไว้เพื่อประโยชน์ในธุรกิจของตน แม้ชาวจีนซึ่งมิได้กำเนิดในศักดินาก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับชนชั้นนำในระบบศักดินา บ้างเป็นเจ้าภาษีนายอากร บ้างผูกสายสัมพันธ์ทางเครือญาติโดยการสมรส ต้องติดสินบน จึงไม่อิสระ แต่พร้อมจะสมยอมต่อระบบศักดินาและถูกดูดซึมเข้าไปในระบบนั้น การค้าต่างประเทศซึ่งเพิ่มปริมาณอย่างมาก แทนที่จะก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ที่เป็นอิสระจากระบบศักดินา กลับไม่ก่อให้เกิดอะไรขึ้น แต่มีผลทำให้ชนชั้นนำในระบบเปลี่ยนแปลงลักษณะของตนเองไปเป็นกระฎุมพีมากขึ้น คือมีฐานอำนาจสำคัญผูกพันกับการค้า มีโลกทรรศน์ ค่านิยมและรสนิยมที่คล้ายคลึงกับกระฎุมพีในที่อื่นๆและสมัยอื่นหลายประการ”
เพราะกระฎุมพีที่เกิดขึ้นผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับระบบศักดินา ความพยายามในการปฏิรูปอะไรกับระบบไพร่ที่จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจขณะนั้นทำได้อย่างจำกัด
เช่น การปลดปล่อยแรงงานไพร่ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดตระหนักดีว่าไม่เกิดประโยชน์ท่ามกลางระบบเศรษฐกิจส่งออกที่เติบใหญ่ขึ้น ที่จะทำให้รัฐได้ประโยชน์จากแรงงานเสรีคือได้ภาษีเพิ่ม
แต่ก็ยกเลิกทีเดียวไม่ได้เพราะจะกระเทือนถึงเจ้านายและขุนนางอื่นๆ ที่ยังได้ผลประโยชน์บางอย่างอยู่กับการคุมไพร่ในมือเอง
การปฏิรูปจึงทำได้อย่างจำกัด เช่น ลดวันลง อีกนานกว่าจะเลิกระบบไพร่ได้ในการปฏิรูป กระนั้นก็ตาม แม้หลังการเลิกทาส ไพร่แล้ว ก็ไม่ได้ให้เสรีภาพจริงๆ แก่ราษฎร ยังถูกเก็บค่าราชการและภาษีเครื่องมืออื่นๆ อีก
ผมเสริมบทความอาจารย์นิธิตรงนี้ว่า กล่าวได้ว่าแรงงานไพร่แทบไม่สามารถกลายเป็นแรงงานเสรีจริงๆ ได้เลย เพราะระบบพันธนาการแบบต่างๆ ยังคงมีอยู่ตลอดมา เพราะนายทุนสมัยใหม่ที่แทนที่ระบบพันธนาการแรงงานกับอำนาจเดิมไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ข้อนี้เป็นปัญหาของอำนาจรัฐทางการเมืองว่าอยู่ในมือของชนชั้นใด
ตัวอย่างหนึ่งคือเรื่องปัญหากรรมสิทธิ์ส่วนตัวในปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือที่ดิน ปราศจากการเป็นเจ้าของที่ดินเองการจะปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นจริงได้

3)ขอบเขตของเศรษฐกิจเพื่อตลาดในต้นรัตนโกสินทร์
ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้น จากการขยายตัวของการค้าแลกเปลี่ยนอย่างมาก ทำให้เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อตลาดและเศรษฐกิจแบบเงินตราขึ้น แม้สองระบบสัมพันธ์กันมากแต่ก็มิใช่สิ่งเดียวกัน เศรษฐกิจเพื่อตลาดเพิ่งมาโตระยะเริ่มต้นนี้ แต่เศรษฐกิจเงินตรามีมาก่อนแล้ว
เศรษฐกิจเพื่อตลาดขยายแต่ปริมาณเงินตราไม่พอ ทำให้เงินตราถูกเก็บในคนจำนวนน้อย มีผลทำให้เศรษฐกิจเพื่อตลาดต้องจำกัด เกิดภาวะเงินตึงบ่อย และทำให้สินค้าภายในราคาถูก เหมาะสำหรับส่งออก
รัฐบาลคิดทำเงินแดงเองแต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ เหตุที่เศรษฐกิจเงินตราโตไม่ทันกับความเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อตลาด “นี้เองที่ลักษณะทุนนิยมไม่พัฒนาขึ้นเต็มที่ในต้นรัตนโกสินทร์”
ความเติบโตที่ไม่เท่ากันของเศรษฐกิจแบบเงินตราและเศรษฐกิจเพื่อตลาด ทำให้ชนชั้นนำซึ่งได้ประโยชน์จากการค้าและการผลิตเพื่อส่งออก พยายามจรรโลงระบบศักดินาเอาไว้ ด้วยการอาศัยแรงงานเกณฑ์ ทั้งหมดทำได้ไม่ต้องอาศัยทุนทรัพย์มากนัก จึงเป็นการก้ำกึ่งกันระหว่างความโน้มเอียงไปสู่ระบบทุนและการดำรงอยู่ของระบบศักดินา
นี่จึงเป็นอีกปัจจัยในการทำให้การปฏิรูประบบปกครองอย่างแท้จริงเป็นเรื่องยาก
เศรษฐกิจที่ขยาย มีสินค้าหลักที่ทำกันทั้งประเทศ เช่น การปลูกข้าว เกลือ พ่อค้าจีนเร่เป็นคนนำข้าวจากแหล่งปลูกต่างๆ ไปยังตลาดกลาง แล้วนำสินค้าจากนอกเข้าไปในชนบท การใช้จ่ายของรัฐบาลทำให้มีการฉีดเงินเข้าสู่ตลาดมากขึ้น เช่น ใช้แรงงานจ้างแทนเกณฑ์สำหรับงานสาธารณะบางอย่าง เช่น ขุดคลอง การเขียนภาพชาดก การสร้างต่อเติมวังหลวง จ้างช่างจีนผสมช่างไทย
สุดท้ายเก็บภาษีด้วยเงินแทนของหรือสินค้าส่วย

4)กระฎุมพีและวัฒนธรรมกระฎุมพี
ลักษณะของความเป็นกระฎุมพีของชนชั้นศักดินาเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาของนิธิ มองอย่างเปรียบเทียบความเติบโตของเศรษฐกิจตะวันตกเป็นผลจากทุนนิยมของเอกชน แต่ในสยามความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นผลจากความสนใจของรัฐบาลต่อการค้าต่างประเทศเป็นพิเศษและการหลั่งไหลเข้ามาของชาวจีนก่อให้เกิดเศรษฐกิจตลาดขึ้น
“กระฎุมพีไทยจึงไม่มีกำเนิดเป็นอิสระจากระบบศักดินา ไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่หนีอำนาจการเมืองของพวกศักดินาไปอยู่ในชุมชนที่สร้างใหม่ตามชุมชนทางคมนาคม และพัฒนาเมืองขึ้นเป็นฐานอำนาจอิสระเป็นของตนเอง แต่กระฎุมพีไทยถือกำเนิดขึ้นได้โดยอาศัยอำนาจศักดินาของตนเองค้ำจุน จึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกศักดินา แท้ที่จริงพวกชนชั้นนำในระบบศักดินาเองเป็นผู้ถือประโยชน์จากความเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุด และแปรเปลี่ยนตัวเองเป็นกระฎุมพีมากขึ้น อาศัยทรัพย์และการค้าขายเป็นฐานอำนาจของตนเองไม่น้อยไปกว่าการได้คุมกำลังไพร่ เหตุฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงกระฎุมพีไทยในต้นรัตนโกสินทร์จึงหมายถึงชนชั้นนำในระบบศักดินา ผสมกับชาวจีนและเชื้อสายจำนวนมากทั้งที่ได้ถูกกลืนเข้าไปในระบบศักดินาแล้ว และยังไม่ได้ถูกกลืนเป็นส่วนใหญ่ คนเหล่านี้คุมอำนาจทางการเมืองของระบบศักดินาไว้อย่างเหนียวแน่นและประกอบกันขึ้นเป็นชนชั้นสูงของสังคมไทย มีบทบาทในพัฒนาการทางวัฒนธรรมชั้นสูงของสังคม”
ข้อคิดของนิธิคือช่วยทำให้การวิเคราะห์ว่าทำไมชนชั้นนายทุนไทยนับแต่ยุคแรกถึงปัจจุบันถึงไม่อาจสร้างพลังการเมืองที่เป็นของชนชั้นตนขึ้นมาได้ในการต่อรองเพื่อเข้ายึดกุมอำนาจรัฐ
เพราะโดยพื้นฐานและพัฒนาการต่อมา พวกชนชั้นนายทุนล้วนก่อตัวขึ้นมาบนและในโครงสร้างอำนาจจารีต
ในประเด็นนี้ ผมเพิ่มเติมอีกว่า จากประสบการณ์ทางการเมืองแบบกีดกันและกดทับรวมถึงการครอบงำของวัฒนธรรมแห่งรัฐ กระฎุมพีรุ่นต่อมาเป็นชนชั้นที่ไร้วัฒนธรรมเพราะสมาทานแต่วัฒนธรรมเจ้า ทำให้นายทุนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยมีอุดมการณ์และปรัชญาว่าด้วยเสรีนิยมแม้แต่นิดเดียว ระบอบประชาธิปไตยแบบทั่วไปจึงไม่อาจก่อรูปขึ้นมาได้
เราจึงมีการปฏิรูปปรับแต่งระบบการเมืองที่ไม่มีในโลกคือประชาธิปไตยครึ่งใบหรือแบบไทยๆ ที่ exclusive เฉพาะสำหรับคนไทยที่ไร้รากเท่านั้น (ยังมีต่อ)
