bg-single

ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ : จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483 สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (2)

14.08.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

หลังเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช คณะราษฎรมีความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้นพร้อมกับสถานะที่สูงเด่นของหลวงพิบูลสงคราม ในฐานะผู้บังคับบัญชากองกำลังฝ่ายรัฐบาลในการปราบกบฏ ทำให้ได้เลื่อนยศทหาร ต่อมาไม่นานก็ได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และด้วยภาพลักษณ์และผลงานอันโดดเด่น ในปี พ.ศ.2481 ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2477-2483 ถือเป็นยุคทองของระบอบใหม่ นโยบายหลายอย่างตามแนวทาง “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร ได้รับการผลักดันจนสำเร็จ รัฐบาลมีความมั่นคง ผลักดันแนวทางประชาธิปไตยหลายอย่างได้ดี มีส่วนผสมทางอุดมการณ์ที่สมดุลกันระหว่างคณะราษฎรสายพลเรือนและสายทหาร

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลให้สมดุลเสียไปเกิดขึ้นเมื่อฝรั่งเศสที่เป็นเจ้าอาณานิคมอยู่ในพื้นที่อินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) ถูกเยอรมนีบุกยึดครองสำเร็จเมื่อ 21 มิถุนายน 2483 ซึ่งเป็นสัญญาณกระตุ้นให้รัฐบาลไทยมองเห็นว่าเป็นโอกาสในการลดทอนอำนาจของฝรั่งเศสในภูมิภาค

และเมื่อฝรั่งเศสยื่นขอให้ไทยทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกันในราวเดือนกันยายน 2483 รัฐบาลไทยโดยหลวงพิบูลสงครามได้ยื่นเงื่อนไขขอดินแดนบางส่วนให้กลับมาเป็นของไทย

แน่นอน ข้อเสนอได้รับการปฏิเสธ ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยเริ่มปลุกความรู้สึกชาตินิยมแก่พลเมือง จนเกิดเป็นขบวนการเรียกร้องดินแดนอย่างกว้างขวาง นำมาสู่การเดินขบวนของคณะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองในช่วงตุลาคม 2483

ภาพการชุมนุมเรียกร้องดินแดนคืนในเดือนตุลาคมปี 2483
ที่มา : หนังสือ ไทยในสมัยสร้างชาติ

ไม่นานหลังจากนั้น ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 รัฐบาลประกาศว่ามีเครื่องบินฝรั่งเศสโจมตีทิ้งระเบิดจังหวัดนครพนมจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย รัฐบาลไทยได้ประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่เกี่ยวข้อง 24 จังหวัด พร้อมกับส่งทหารเข้าไปยึดดินแดนที่มีข้อพิพาทกัน

เหตุการณ์นี้รู้จักกันในชื่อว่า “กรณีพิพาทอินโดจีน” (Franco-Thai War)

ปลายเดือนมกราคม 2484 ความขัดแย้งสิ้นสุดลงโดยมีญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาท มีการลงนามในอนุสัญญาสันติภาพ ณ กรุงโตเกียว 11 มีนาคม 2484 ซึ่งสาระสำคัญประการหนึ่งคือ ไทยจะได้ดินแดนจำปาสัก, ไชยบุรี, เสียมราฐ และพระตะบอง มาเป็นของไทย

ซึ่งต่อมาเมืองเหล่านี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น จังหวัดนครจัมปาศักดิ์, จังหวัดลานช้าง, จังหวัดพิบูลสงคราม และจังหวัดพระตะบอง

ตามประวัติศาสตร์ชาตินิยมแบบทางการ เหตุการณ์นี้รัฐบาลถือว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชาติไทยที่มีเหนือประเทศมหาอำนาจในยุโรปที่ในอดีตเคยแย่งชิงดินแดนของไทยไปหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องดินแดนไทยกลับคืนมา

ภาพลักษณ์และสถานะทางการเมืองของหลวงพิบูลสงครามก้าวกระโดดขึ้นอย่างมากหลังเหตุการณ์นี้ กลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นนำหน้าแกนนำคณะราษฎรคนอื่นๆ ทั้งหมด และหลังเหตุการณ์ไม่นานก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “จอมพล” เมื่อ 28 กรกฎาคม 2484

บรรยากาศสังคมการเมืองไทยเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่โหมด “ทหารนิยม” แทนที่ “รัฐธรรมนูญนิยม” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักแต่เดิมหลังการปฏิวัติ 2475 ยิ่งผนวกเข้ากับบริบทการเมืองโลกที่อยู่ในบรรยากาศสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยิ่งทำให้ทิศทางของระบอบใหม่เอียงขวาไปสู่แนวทางแบบทหารนิยมที่มี จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้นำมากขึ้น แม้แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมไม่ถึงกับสูญหายไป แต่ก็ถูกเบียดบังและกดทับด้วยเหตุผลเรื่องภาวะสงคราม

ภายใต้บริบทเช่นนี้เองที่ก่อให้เกิดโครงการก่อสร้าง “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ”

26 มีนาคม 2484 คณะรัฐมนตรีมีมติตั้งกรรมการคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาการสร้างอนุสาวรีย์ผู้ที่เสียชีวิตเนื่องในการรบกับอินโดจีนฝรั่งเศส บริเวณสี่แยกถนนราชวิถี กับถนนพญาไท ตอนต้นถนนประชาธิปัตย์ (ถนนพหลโยธิน) โดยในหนังสือ “ไทยในสมัยสร้างชาติ” พ.ศ.2484 ระบุรายละเอียดการก่อสร้างดังนี้

“…จัดสร้างลานอนุสสาวรีย์เป็นพื้นคนกรีตเสริมเหล็ก มีขนาดกว้าง 131 เมตร ยาว 260 เมตร และแท่นฐานอนุสสาวรีย์จะสร้างเป็นรูปวงกลม วัดผ่าศูนย์กลาง 51 เมตร และจัดให้มีขั้นบันไดขึ้นไปสู่อนุสสาวรีย์ทั้ง 4 ด้าน สำหรับตัวอนุสสาวรีย์นั้นจะจัดทำเป็นรูปดาบปลายปืน 5 แฉก มีส่วนสูงจากพื้นดินถึงยอดดาบ 50 เมตร ส่วนดาบปลายปืนจะหล่อตัน และใช้หินล้างสีเทาอ่อนเป็นผิว พร้อมทั้งรูปทองแดงหล่อ 5 รูป มีขนาดสูง 2 เท่าคน คือ รูปทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาส ตำรวจสนาม และพลเรือน สำหรับฐานที่รองรับรูปทองแดงนั้น จะประดับด้วยหินแกรนิตที่มีในประเทศไทย และที่ฐานนี้จะให้มีแผ่นจารึกนามผู้เสียชีวิตเนื่องในการรบคราวนี้ โดยจะทำแผ่นจารึกนามนี้ด้วยหินอ่อนที่มีในประเทศไทยเช่นกัน ส่วนตัวอักษรที่จะจารึกนั้น จะใช้หล่อด้วยทองแดง”

ด้านหลังของดาบปลายปืนออกแบบเป็นห้องโถงใหญ่ สำหรับวางที่บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ออกแบบเป็นรูปกระสุนปืนใหญ่ ส่วนผนังด้านของห้องโถงออกแบบเป็นแผ่นทองแดงจารึกนามผู้เสียชีวิต มีทั้งสิ้น 160 นาย เป็นทหารบก 94 นาย ทหารเรือ 41 นาย ทหารอากาศ 13 นาย และตำรวจสนาม 12 นาย

สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คือ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล (คนเดียวกับผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) ส่วนรูปปั้นทั้ง 5 รอบอนุสาวรีย์ปั้นโดยลูกศิษย์ของศิลป์ พีระศรี (คนเดียวกับผู้ปั้นประติมากรรมนูนต่ำบริเวณฐานปีกทั้ง 4 ด้านของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) อาทิ สิทธิเดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประสุข, แช่ม ขาวมีชื่อ

อนุสาวรีย์มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อ 24 มิถุนายน 2484 โดยพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นประธาน ใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมดเพียง 1 ปี และทำพิธีเปิดเมื่อ 24 มิถุนายน 2485 โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ภาพการชุมนุมเรียกร้องดินแดนคืนในเดือนตุลาคมปี 2483
ที่มา : หนังสือ ไทยในสมัยสร้างชาติ

จากรายละเอียดการออกแบบ แม้แนวคิดบางอย่างยังถูกยึดโยงอยู่กับอุดมการณ์หลักของคณะราษฎร ทั้งการวางศิลาฤกษ์และพิธีเปิดที่กำหนดให้ตรงกับวันทำการปฏิวัติคือ 24 มิถุนายน ตลอดจนการเลือกตำแหน่งอนุสาวรีย์ตรงหัวถนนของถนนประชาธิปัตย์ ที่เชื่อมโยงมาจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเชื่อมต่อไปสู่อนุสาวรีย์ปราบกบฏที่หลักสี่

แต่แนวคิดหลักในการออกแบบกลับเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ยึดโยงเข้ากับอุดมการณ์แบบทหารนิยมมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงดาบปลายปืนที่เป็นส่วนหนึ่งของอาวุธสงคราม และการสร้างรูปปั้นทหารและตำรวจโดยรอบมากถึง 4 รูป โดยมีเพียงพลเรือนแทรกอยู่เพียง 1 รูป

รวมถึงการจารึกรายนามผู้เสียชีวิตในการรบ ทั้งหมดล้วนเป็นสัญญะที่ปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

น่าสนใจว่า แนวคิดเรื่อง “หลักหกประการ” และ “พานรัฐธรรมนูญ” ถูกละเลยอย่างสิ้นเชิงจากอนุสาวรีย์นี้ ทั้งที่เคยเป็นแนวคิดหลักในอนุสาวรีย์ก่อนหน้าหลายแห่ง ซึ่งในความเป็นจริง หลักข้อหนึ่งในหลักหกประการก็คือ “หลักเอกราช” ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับกรณีพิพาทนี้ได้หากอยากจะทำ แต่ดูเหมือนว่าอนุสาวรีย์นี้จะไม่ต้องการขายแนวคิดนี้ และต้องการทำตัวเองให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดชาตินิยมไทยเพียงอย่างเดียว

ดังบางส่วนของสุนทรพจน์กล่าวเปิดอนุสาวรีย์ โดยจอมพล ป. ตอนหนึ่งว่า

“…อนุสาวรีย์สำคัญนี้ นอกจากจะเป็นเครื่องยังความระลึกในเกียรติประวัติของวีรชนคนไทยแล้ว ยังเป็นเครื่องกล่อมเกลาเร้าใจ ให้อนุชนคนไทยรุ่นหลังมีมานะบากบั่น อดทนปลุกใจกล้าหาญ ไม่กลัวตาย ในการกู้เกียรติของชาติ ทั้งปลูกความรักชาติให้เกิดอย่างสมบูรณ์ พี่น้องร่วมชาติทุกคน เมื่อได้ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิต้องระลึกถึงคุณธรรมเหล่านี้…”

ที่สำคัญ ชาตินิยมที่ถูกปลุกขึ้นในช่วงนั้น จะว่าไปก็คือชาตินิยมที่มีลักษณะมุ่งเน้น “เชื้อชาตินิยม” ที่ค่อนข้างสุดโต่ง โดยมองว่าคนในดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสคือ “คนไทย” ที่อพยพมาด้วยกันจากเทือกเขาอัลไต

การรบครั้งนี้ในด้านหนึ่งจึงผสานเข้ากับความรู้สึกของการปลดปล่อยคนไทยจากอาณานิคมฝรั่งเศสให้กลับคืนสู่แผ่นดินแม่

และในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการผสมเข้ากับบางด้านของ “แนวคิดฟาสซิสต์” (Fascism) ที่ต้องการขยับขยายดินแดนตนเองให้กว้างใหญ่ไพศาล เป็น “มหาอาณาจักรไทย” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ประเทศฝ่ายอักษะ ณ ขณะนั้น

(เป็นการได้รับอิทธิพลบางด้าน แต่มิได้หมายความว่ารัฐไทย ณ ขณะนั้นเป็นฟาสซิสต์โดยสมบูรณ์)

ภาพหุ่นจำลองอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ที่มา : หนังสือ ไทยในสมัยสร้างชาติ

ทั้งหมดทำให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แม้จะสร้างในยุคคณะราษฎร แต่โดยเนื้อแท้แล้วมีความต่างอย่างสิ้นเชิง ไร้นัยยะเชิงสัญลักษณ์ที่ยึดโยงกับจิตวิญญาณการปฏิวัติ 2475 เป็นความแปลกแยกทางความหมายที่ถูกสอดแทรกเข้ามาในพื้นที่ประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบมาก่อนหน้านี้

ขอให้นึกถึงการสร้างพื้นที่สัญลักษณ์ประชาธิปไตยที่เชื่อมโยงกันมาตั้งแต่แนวแกนถนนราชดำเนินกลางที่มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ต่อมายังสะพานวันชาติ เข้าสู่ถนนประชาธิปัตย์ และทอดยาวขึ้นเหนือผ่านอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ไปจนถึงกลุ่มเมืองใหม่ที่ถูกออกแบบขึ้นหลัง 2475 ทั้งเมืองใหม่อยุธยา สระบุรี (ในส่วนที่ถูกวางแผนเป็นเมืองหลวงใหม่) และเมืองใหม่ลพบุรี

ทั้งหมดได้ถูกลดทอนความหมายลง (ไม่มากก็น้อย) จากการเกิดขึ้นของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

พิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 24 มิถุนายน 2485 ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

”เอกนัฏ“ ส่ง“ทีมสุดซอยพลังงาน” หอบหลักฐานยื่น กขค. ฟันเพิ่มอีก 5 คลังน้ำมัน กักตุน เก็งกำไร ประวิงเวลา ปฏิเสธการขายในช่วงวิกฤตทึ่ผ่านมา
ทำไมเกษตรกรไทยถึงยังจน? MatiTalk ดร.นุ่น รัสรินทร์ สภาพัฒน์ ไทยขาดผู้นำ ขาดวิสัยทัศน์แก้การเกษตรเชิงโครงสร้างมายาวนาน
ธงทอง จันทรางศุ | ยกเลิกตำแหน่ง ‘บรรณารักษ์’ คิดให้ดี ก่อน ‘สายเกินไป’
เส้นทางความรัก 10 ปี ของ ‘ไมเคิล ศิรชัช’ สู่วันคุกเข่าขอ ‘กุ๊กไก่’ แต่งงาน
คำตอบของมาเคียเวลลี เรื่อง ‘ผู้ปกครองดีเพราะมีกุนซือเก่งใช่หรือไม่’
กก.หมู่บ้านรักษาศีล 5 ลงพื้นที่ “เกาะช้าง” ผู้ว่าตราด ย้ำ!! ศีล 5 ทำให้สังคมปกติสุข ประชาชน “สุขกาย สบายใจ”
จับตารัฐแก้เกมไฟใต้ ส่ง ‘ปูด้วง’ คุม ‘สมช.’ แต่ยังย้ำเปิดช่องเจรจา ดึงคนพื้นที่สานสันติ
เบื้องหลัง ‘มังกรทมิฬ’ เปิดหน้ากากตำรวจหุ้นลม ผู้อยู่หลังม่านผับจีนห้วยขวาง
ยุติธรรมชำรุด | เหยี่ยวถลาลม
สงครามอิหร่าน กับการอับจนทางเลือกของทรัมป์
OZZY | กวีกระวาด : อนุชา วรรณาสุนทรไชย
เลขสิบสามหลัก | เรื่องสั้น : วัชรินทร์ จันทร์ชนะ