บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
สงครามไม่ได้แก้ปัญหาเส้นเขตแดน
ความไม่ลงรอยระหว่างกองทัพกับรัฐบาลเป็นเรื่องที่คนไทยรู้มานาน ถึงแม้รัฐบาลจะแถลงว่ากองทัพกับรัฐบาลเป็นเอกภาพ และนายพลที่โดนรัฐบาลบังคับให้ยืนแถลงจะพูดแบบเดียวกันด้วย ความไม่ลงรอยระหว่างกองทัพกับรัฐบาลก็มีอยู่จริงๆ ถึงอมบ้านจันทร์ส่องหล้ามาพูดว่าไม่มีก็ไม่มีใครเชื่อเลย
คำพูดคุณแพทองธาร ชินวัตร กับ “อังเคิล” ว่าแม่ทัพภาค 2 เป็น “ฝ่ายตรงข้าม” เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีวันลบทิ้งได้
เช่นเดียวกับคำแก้ตัวของพ่อนายกฯ ว่า “ฝ่ายตรงข้าม” หมายถึง “ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง” ก็ยิ่งตอกย้ำความไม่ลงรอยของกองทัพกับรัฐบาลมากขึ้น จนไม่รู้ว่าจะพูดไปทำไม
ล่าสุด กองทัพภาค 2 โพสต์ขอรับบริจาครั้วลวดหนามกั้น 4 จังหวัดชายแดน รักษาการนายกฯ ก็ตอบโต้ว่าไม่ต้องโพสต์ อยากได้อะไรให้ขอรัฐบาลมา เดี๋ยวประชาชนจะด่ารัฐบาลว่าไม่ให้เงิน ส่วน พล.ต.วินธัย สุวารี ก็โต้กลับว่าเงินน่ะมี แต่ซื้อแบบปกติต้องรอ 1 เดือน ซึ่งก็ยิ่งทำให้คนวิพากษ์ความเชื่องช้าของรัฐบาล
เพื่อตอกย้ำความไม่ลงรอยกับรัฐบาลให้ชัดเจนขึ้น กองทัพภาค 2 โพสต์เฟซบุ๊กขอรับบริจาครั้วลวดหนามอีกหลังจากที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ห้าม โดยกองทัพระบุว่าลวดหนามขาดตลาด เป็นของจำเป็นต่อชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพล
หรือพูดตรงๆ คือตบหน้ารัฐบาลว่าไม่สนใจความปลอดภัยกำลังพลเลย
ทั้งหมดนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ผิดปกติแน่ๆ เพราะตามกฎหมายแล้วรัฐบาลคือผู้บังคับบัญชาของกองทัพ
แต่ทันทีที่รัฐบาลซึ่งผลงานแย่อยู่แล้วทำผิดเรื่องคลิปลับอังเคิล กองทัพก็ค่อยๆ ประกาศเอกราชจากรัฐบาลแทบทุกเรื่อง
ส่วนรัฐบาลไม่มีแม้แต่รัฐมนตรีกลาโหมเพื่อควบคุมกองทัพโดยตรง
ปัญหามีอยู่ว่า แล้วกองทัพกับรัฐบาลจะเอาอย่างไรกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาดี
นายพลทหารอินฟลูฯ คนหนึ่งพูดทันทีที่ไทยกับกัมพูชาหยุดยิงว่าทหารอยากรบต่ออีก 7 วัน มิหนำซ้ำยังท้ากัมพูชาด้วยว่าแน่จริงมายิงกันไหม รอบนี้เอาให้จบๆ ใครได้ดินแดนแค่ไหนเอาแค่นั้น และทันที่พลทหารกับจ่าเหยียบกับระเบิดขาขาด นายพลอินฟลูฯ คนเดิมก็อัดคลิปว่าถึงเวลารบให้เด็ดขาดสักที
นอกจากนายพลจะแสดงออกว่าอยากรบทั้งที่ไม่ได้ไปรบเอง สื่อ, อินฟลูฯ และเครือข่าย IO กองทัพก็สร้างวาทกรรมว่าหยุดยิงทำให้กัมพูชาได้เปรียบ, สหรัฐให้หยุดยิงเพราะเข้าข้างกัมพูชา, F-16 พร้อมถล่ม, ไทยรอยึดปราสาทตาควาย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างวาทกรรมให้เลิกข้อตกลงหยุดยิงทันที
ประเด็นคือ แน่ใจหรือว่าการเลิกข้อตกลงหยุดยิงจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จริงๆ
ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดจาก “ความขัดแย้งทางโครงสร้าง” ที่ข้อพิพาทเส้นเขตแดนซึ่งมีเป็นร้อยปี (Borderline Dispute) ยกระดับเป็นข้อพิพาทชายแดน (Border Dispute) และลามไปสู่การปะทะชายแดน (Border Clash) จนจบที่การปะทะข้ามพรมแดน (Cross-border Clash) ในปัจจุบัน
ตรรกะของการเลิกหยุดยิงคือยิงแล้วไทยชนะจนได้เขตแดนที่เป็นปัญหาคืนมา แต่การได้เขตแดนในโลกสมัยใหม่ไม่มีกรณีไหนที่ได้มาโดยนำกองทัพข้ามพรมแดนไปยึดดินแดนเหมือนยุคเจงกีสข่าน, บุเรงนอง หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะข้อพิพาทเขตแดนทุกกรณีล้วนจบที่โต๊ะเจรจา
ข้อพิพาทเส้นเขตแดนคือปัญหาอมตะที่ฝรั่งเศสยุคอาณานิคมทิ้งให้ไทยกับกัมพูชาเหมือนหลายประเทศ เส้นสมมุติที่เรียกว่า “เขตแดน” ถูกเขียนเป็นแผนที่ด้วยเทคโนโลยียุค ร.5 ซึ่งโทรเลขยังเป็นเรื่องล้ำยุค
ผลก็คือ “เขตแดน” บนแผนที่ไม่มีทางตรงกับ “ชายแดน” บนผืนดินจริงในภูมิศาสตร์โลกเลย
ตรงข้ามกับความเข้าใจง่ายๆ ว่า “เส้นเขตแดน” บนแผนที่บอกว่าไทยอยูที่ไหน “ชายแดน” บนผืนดินจริงก็เป็นไปตามนั้น เพราะ “เส้นเขตแดน” ไม่ตรงเป๊ะกับ “ชายแดน” ข้อพิพาทเรื่องชายแดนทั่วโลกจึงต้องจบที่ถึงมีการปะทะก็ต้องจบที่เจรจา ไม่ใช่ส่งทหารไปยึดเมืองหลวงเหมือนยุคบุเรงนอง
ถ้าเทียบ “ชายแดน” เป็นที่ดิน ข้อพิพาทชายแดนก็เหมือนที่ดินซึ่งโฉนดแปลงเดียวกันมีเจ้าของซ้อนกัน 2 คน
ทางแก้ไม่ใช่เจ้าของคนหนึ่งยึดที่ดินจากอีกคนแล้วจบ เพราะยึดที่ดินได้ก็ไม่ได้แปลว่าได้สิทธิเหนือโฉนดไปด้วย วันไหนอีกฝ่ายยึดกลับก็จบ เผลอๆ ถึงศาลแล้วถูกตัดสินว่าผิดทั้งคู่ไปเลย
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องแก้มีอยู่ 4 เรื่องด้วยกัน
ข้อแรก การปะทะทางทหารข้ามพรมแดนที่กัมพูชามีการโจมตีพื้นที่พลเรือนจนมีเด็ก, ผู้หญิง และพลเรือนเสียชีวิต ทางแก้เรื่องนี้คือรัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพดำเนินคดีผ่านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ด้วยกลไกต่างๆ เช่น อัยการหรือคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่าย แต่ต้องทำ
นักวิชาการบางคนบอกว่าการทำแบบนี้อาจกระทบต่อการเจรจาหยุดยิงกับกัมพูชา แต่การไม่ทำแบบนี้จะยิ่งทำให้กัมพูชายิงพื้นที่พลเรือนโดยไม่ต้องสนใจความผิดยิ่งขึ้น เรื่องนี้จึงไม่ทำไม่ได้
เช่นเดียวกับการอายัดทรัพย์สินของผู้นำกัมพูชาในไทยเพื่อชดเชยความสูญเสียที่เกิดกับประชาชนไทย
ข้อสอง การปะทะตามแนวชายแดนที่กัมพูชามีการวางทุ่นระเบิด ทางแก้คือรัฐบาลต้องฟ้องกัมพูชาต่อกรรมการอนุสัญญาออตตาวาที่จะประชุมปลายปีนี้ ถึงอนุสัญญาจะไม่มีบทลงโทษทางเศรษฐกิจหรือกำลังทหาร แต่จะถูกประณามหรือสูญเสียความช่วยเหลือจากประชาคมโลกอย่างรุนแรง
เรื่องนี้เป็นงานของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งรัฐมนตรีและผู้ช่วยไม่กระตือรือร้นเลย
ถ้าถามว่าน้อยขนาดไหน ก็น้อยระดับคุณเศรษฐา ทวีสิน จากเพื่อไทยต้องโพสต์ว่ารัฐมนตรีและผู้ช่วยจากเพื่อไทยทำเรื่องนี้น้อยเกินไป ถึงแม้สื่อ, พรรคประชาชน และนักวิชาการจะพูดเรื่องนี้มานานแล้วก็ตาม
ข้อสาม ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ทางแก้คือรัฐบาลจะต้องทำให้ชายแดนหยุดยิงให้ได้ ปัญหาคือตอนนี้การจัดการชายแดนทั้งไทยและกัมพูชาล้วนอยู่ใต้อิทธิพลทหาร และผู้นำทหารทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีวาระเรื่องหยุดยิงเท่ากับยิงกันต่อ เพราะการยิงทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์กว่าหยุดยิง
พูดง่ายๆ การหยุดยิงรอบที่ผ่านมาเกิดจากแรงกดดันจากมหาอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจและการทูต ทหารไทยและกัมพูชาไม่ได้หยุดยิงเพราะรบกันจนถึงสถานการณ์ที่มี “ทางตันจากความเจ็บปวดร่วม” (Mutually Hurting Stalemate) ทั้งไทยและกัมพูชาจึงไม่ได้มีความตั้งใจที่แท้จริงที่จะหยุดยิงเลย
ในแง่นี้ การหยุดยิงเป็นกลยุทธ์ในการซื้อเวลาที่ไทยและกัมพูชาจำยอมเพื่อให้แต่ละฝ่ายฟื้นฟูความพร้อมด้านอาวุธและกำลังพล คำประกาศของทหารไทยจึงพูดตลอดว่าพร้อมรบและท้าให้กัมพูชารบอีกครั้ง ขณะที่กัมพูชาเองก็ยั่วยุให้ไทยโจมตีกลับเพื่อรอโอกาสปะทะกันอีกรอบด้วยเช่นกัน
ถ้ารัฐบาลคุมกองทัพไม่ได้ โอกาสที่การหยุดยิงจะเกิดย่อมยากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพราะกองทัพยังไม่แสดงความเต็มใจหยุดยิงมากเท่ากับความต้องการยิงอีกที
ข้อสี่ ข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดน ไม่ว่าไทยกับกัมพูชาจะยิงกันต่อหรือไม่ และต่อให้ไทยบุกกัมพูชาแบบที่กลุ่มขวาจัดทั้งในและนอกกองทัพพูดถึงขั้น “ถล่มพนมเปญ” ทั้งสองประเทศก็ต้องกลับมาที่โต๊ะเจรจาเพื่อแก้ปัญหาเส้นเขตแดนอยู่ดี เพราะไทยไม่มีทางถล่มหรือยึดพนมเปญได้ตลอดกาล
ในจินตนาการหรือ “วาทกรรม” ที่กลุ่มสุดโต่งบางกลุ่มพูดกัน ไทยควรใช้กำลังรบปลดอาวุธกองทัพกัมพูชาไปเลย แต่การปลดอาวุธหรือ Demilitarization เป็นเรื่องใหญ่ระดับสหรัฐปลดอาวุธญี่ปุ่น, สหประชาชาติปลดอาวุธอัฟกานิสถาน ฯลฯ ซึ่งไทยไม่มีทางมีศักยภาพทำแบบนั้นได้เลย
แม้เวลานี้การพูดถึงการหยุดยิงอย่างถาวรจะดูไกลเกินไป
แต่สังคมไทยควรตระหนักว่าการยิงไม่ได้แก้ปัญหาเขตแดนหรือชายแดน
ยิ่งยิงยิ่งมีคนกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่ประเทศอยู่ในสภาวะ ” กึ่งสงคราม”
และในที่สุดปัญหาเส้นเขตแดนและชายแดนก็ต้องวนกลับไปโต๊ะเจรจา
สังคมไทยต้องแก้ปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน แต่สงครามไม่เคยเป็นหลักประกันของชัยชนะด้านเส้นเขตแดน ซ้ำล้มหยุดยิงจะยิ่งทำให้การเจรจาเรื่องเขตแดนยากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
