On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ความพยายามในการลำเลียงหินก้อนขนาดใหญ่มหึมา มายังบริเวณที่ราบซอลส์บรี เพื่อสร้างเป็นอะไรที่เรียกว่า “สโตนเฮนจ์” นั้น แสดงให้เห็นถึงการให้คุณค่า และความสำคัญต่อทั้งพื้นที่บริเวณที่มีการสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา และต่อบรรดาหินก้อนต่างๆ ที่ถูกนำเข้ามาด้วย อย่างไม่มีอะไรต้องสงสัยเลย
ส่วนความสำคัญของพื้นที่บริเวณที่มีการก่อสร้างสโตนเฮนจ์นั้น จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะมีการสร้างกลุ่มหินตั้งขึ้นมา ก็เป็นพื้นที่หลุมฝังศพของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่เมื่อ 5,000-4,500 ปีที่แล้ว โดยซากศพส่วนใหญ่ที่นั่นมีการเผาศพก่อนที่จะถูกฝัง
ในช่วงสมัยนั้น บริเวณพื้นที่ตั้งสโตนเฮนจ์มีลักษณะเป็นคันดินทรงกลม มีคูน้ำล้อมรอบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 110 เมตร มีทางเข้าขนาดใหญ่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทางเข้าขนาดเล็กกว่าทางทิศใต้ ตั้งอยู่บนทุ่งหญ้าโล่งบนพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อย
นักโบราณคดียุโรปเรียกว่า “enclosed cremation cemetery” ที่อาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สุสานบรรจุอัฐิแบบปิด” ซึ่งเป็นที่นิยมในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ ช่วงปลายยุคหินใหม่-ต้นยุคสำริดของพื้นที่บริเวณดังกล่าว
โดยลักษณะของการฝังอัฐิหลังจากมีการฌาปนกิจแล้ว เป็นสิ่งที่เริ่มพบมาก่อนในไอร์แลนด์ตั้งแต่เมื่อ 6,000 ปีที่แล้ว แล้วจึงค่อยแพร่กระจายเข้ามาในอังกฤษ โดยมีสโตนเฮนจ์เป็นตัวอย่างแรกๆ ในเขตพื้นที่ประเทศอังกฤษปัจจุบันนั่นเอง
ในกรณีของสโตนเฮนจ์นั้น ภายในขอบด้านนอกของคันดิน มีแนวของหลุมจำนวน 56 หลุมเรียงรายเป็นรูปวงกลม แต่ละหลุมมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร โดยเรียกกันว่า ‘หลุมออเบรย์’ (Aubrey holes) ตามชื่อของจอห์น ออเบรย์ (John Aubrey, พ.ศ.2169-2240) ผู้สนใจศึกษาโบราณวัตถุสถาน (antiquary) ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นใครคนแรกที่ระบุถึงหลุมต่างๆ เหล่านี้
ที่สำคัญก็คือ หลุมเหล่านี้อาจเคยมีเสาไม้ (standing timber) ที่ก่อเรียงรายจนกลายเป็นแนวไม้รูปวงกลม (timber circle/woodhenge) มาก่อน
และนั่นก็หมายความว่าก่อนหน้าที่จะมีการนำหินมาตั้งเรียงรายเป็นรูปทรงต่างๆ ตามลักษณะสิ่งปลูกสร้างในวัฒนธรรมหินตั้งนั้น บริเวณพื้นที่ตั้งของสโตนเฮนจ์มีวงของเสาไม้ตั้งเรียงรายอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาจึงค่อยเปลี่ยนเป็นวงหินในภายหลังนั่นแหละครับ
แน่นอนว่า วงเสาไม้นี้ย่อมเกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายด้วย เพราะที่อยู่ข้างใต้พื้นดินนั้น ก็คือสุสานดีๆ นี่เอง
แถมในจำนวนหลุมออเบรย์ ที่มีเสาไม้ปักเอาไว้ทั้งหมดนั้น มีอย่างน้อย 25 หลุมที่ตรวจสอบพบว่ามีการนำกระดูกมนุษย์ที่ผ่านการฌาปนกิจแล้ว ไปใส่ไว้ข้างใต้ของเสาไม้
นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ผู้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่สโตนเฮนจ์เป็นคนแรก เมื่อช่วงระหว่าง พ.ศ.2462-2469 อย่าง วิลเลียม ฮอว์ลีย์ (William Hawley, พ.ศ.2394-2484) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลุมที่ถูกขุดเพื่อนำกระดูกไปไว้ข้างใต้เสาไม้นั้น มีสัณฐานเป็นรูปกลม
ดังนั้น กระดูกเหล่านี้จึงควรเคยถูกห่อรวมใส่ไว้ในถุงซึ่งอาจจะทำจากอินทรียวัตถุ ที่ย่อยสลายไปแล้ว เช่น หนังสัตว์ เป็นต้น
ลักษณะอย่างนี้ย่อมชวนให้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “เสาไม้” กับ “กระดูก” ซึ่งคือส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ของ “ผู้ตาย”
แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะเมื่อคราวที่ฮอว์ลีย์ได้ขุดกระดูกเหล่านี้ขึ้นมานั้น ไม่ได้เห็นความสำคัญของกระดูกเหล่านี้เสียเท่าไร จึงไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือเก็บข้อมูลที่ดีนัก (อันเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในช่วงที่งานโบราณคดีอย่างเป็นระบบเพิ่งจะตั้งไข่) แถมในปี พ.ศ.2478 เขายังได้รวมเก็บเอาไว้ด้วยกันแล้วฝังกลับลงไปในหลุมออเบรย์ หมายเลข 7 เพียงหลุมเดียว
แน่นอนว่า การกระทำดังกล่าวของฮอว์ลีย์ทำให้กระดูกเหล่านั้นผสมปนเปกันจนมั่วไปหมด จึงทำให้เป็นเรื่องยากต่อการนำกระดูกเหล่านี้กลับมาศึกษาใหม่ เพราะหลักฐานได้ถูกรบกวนบริบทแวดล้อมแต่ดั้งเดิมไปเสียแล้ว
ดังนั้น เราจึงไม่อาจจะรู้ได้อีกเลยว่า กระดูกของใครเคยถูกฝังไว้ที่เสาไม้ต้นไหน มีระเบียบการจัดการพื้นที่อย่างไร หรือมีแบบแผนในการฝังถุงหนังบรรจุอัฐิอย่างไร และแตกต่างกันหรือไม่ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง รวมไปถึงความแตกต่างระหว่างสถานภาพทางสังคม ฯลฯ
แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้มีทีมวิจัยที่ได้ทำการพยายามวิเคราะห์จำแนกเศษชิ้นส่วนกระดูกจำนวนมากกว่า 50,000 ชิ้นเหล่านี้เสียใหม่
จนพบว่าเป็นกระดูกของมนุษย์จำนวน 63 คน โดยรวมมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างกระดูกของผู้หญิงกับผู้ชาย มีกระดูกของเด็กปะปนอยู่บ้างจำนวนหนึ่ง รวมไปถึงลักษณะทางพยาธิสภาพต่างๆ
โดยกระดูกที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดกำหนดอายุจากค่าคาร์บอนกัมมันตรังสีได้ในช่วงราว 5,000 ปีมาแล้ว
นอกจากนี้ ยังพบบรรดาเศษภาชนะดินเผา ที่เป็นไปได้ว่า อาจเป็นภาชนะบรรจุอัฐิของผู้ตายบางส่วนที่สโตนเฮนจ์อีกด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญสำหรับเราในที่นี้คือ การวิเคราะห์กระดูกเหล่านี้ช่วยในการลำดับอายุสมัยของกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สโตนเฮนจ์ ไม่ว่าจะเป็นการขุดคูน้ำคันดิน การฝังอัฐิธาตุของผู้ตาย หรือการสร้างหินตั้ง ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นมากทีเดียว
ในระยะแรกสุดเมื่อราว 5,000 ปีที่แล้ว บริเวณพื้นที่สโตนเฮนจ์เป็นสุสานบรรจุอัฐิแบบปิด มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ พื้นที่ภายในมีวงเสาไม้ตั้งเรียงรายอยู่ตลอดแนวขอบสุสานติดกับคันดินด้านใน ที่ข้างใต้ของเสาไม้หลายเสามีการขุดพบเศษกระดูกที่เคยถูกบรรจุอยู่ในถุงหนังสัตว์ หรือไม่ก็ภาชนะดินเผาฝังอยู่
ต่อมาเมื่อราว 4,600-4,500 ปีที่แล้ว จึงค่อยมีการนำหินบลูสโตน จากเนินเขาเพรสเซลลี ในเวลส์ และหินแท่นบูชา จากแอ่งออร์คาเดียน สกอตแลนด์ที่อยู่ห่างออกไป 690 กิโลเมตร เข้ามาจัดวางเป็นหินตั้ง พร้อมๆ กับเริ่มเสื่อมความนิยมในการใช้เสาไม้
จากนั้น ในช่วงราว 4,400 ปีที่แล้ว จึงได้มีการนำหินซาร์เซน จากเวสต์วูดส์ มาสร้างเป็นวงหินตั้งชั้นนอกสุด โดยมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ด้วยว่า การใช้อาณาบริเวณสโตนเฮนจ์เป็นพื้นที่สุสานนั้นสิ้นสุดลงเมื่อราว 4,140 ปีที่แล้ว หลังจากที่วงหินตั้งซาร์เซนที่สโตนเฮนจ์สร้างจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
และเรื่องราวก็คงจะจบลงเพียงเท่านี้ ถ้านักโบราณคดีผู้คร่ำหวอดกับการศึกษาวิจัยสโตนเฮนจ์ ในระดับเจ้าพ่อแห่งสโตนเฮนจ์คนปัจจุบันอย่าง ศาสตราจารย์ไมค์ พาร์กเกอร์ เพียร์สัน (Mike Parker Pearson) แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London หรือ UCL) ประกาศว่า อะไรที่เคยอยู่ในหลุมออเบรย์นั้นเป็น “เสาหิน” มาตั้งแต่แรก ไม่ใช่ “เสาไม้” อย่างที่เข้าใจกันเสียหน่อย
เพียร์สันได้ชี้ให้เห็นว่า หินบลูสโตนที่สโตนเฮนจ์นั้น ควรจะถูกย้ายไปจากวงหินตั้งเดิม ซึ่งเคยตั้งอยู่ที่แหล่งโบราณคดีไวน์ เมาน์ (Waun Mawn) ที่ตั้งอยู่ในเขตเนินเขาเพรสเซลลี ประเทศเวลส์ อันเป็นพื้นที่แหล่งเหมืองหินบลูสโตน อย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังกันไปในตอนแรกของชุดบทความชิ้นนี้ โดยอาจจะถูกเคลื่อนย้ายไปตั้งที่สโตนเฮนจ์ทั้งหมด หรืออย่างน้อยคือมีบางส่วนอยู่ที่สโตนเฮนจ์ ก็เป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง
หลักฐานสำคัญก็คือ ฐานของเสาหินต้นหนึ่งมีลักษณะเป็นห้าเหลี่ยม ที่แปลกกว่าเสาอื่นซึ่งมีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ต้องตรงกันกับรอยประทับที่เกิดจากเสาหินที่เป็นรูปทรงห้าเหลี่ยมของต้นเสาหิน ซึ่งเคยตั้งอยู่ในพื้นที่ไวน์ เมาน์ อันเป็นร่องรอยที่เพียร์สันค้นพบจากการขุดค้น
เพียร์สันยังได้ชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า ค่าอายุของดินตะกอนที่รอยประทับที่เกิดจากเสาหิน ในหลุมขุดค้นที่ไวน์ เมาน์ ซึ่งกำหนดอายุด้วยวิธี OSL (optically stimulated luminescence, คือวิธีการหาค่าอายุของตะกอนทางธรณีวิทยา ด้วยการกระตุ้นด้วยแสงเพื่อวัดปริมาณรังสีไอออไนซ์ [Ionizing radiation]) แล้วพบว่า วงหินตั้งที่ไวน์ เมาน์ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 5,400-5.200 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะถูกรื้อถอนออกไปในอีก 300-400 ปีต่อมา อันเป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกันกับระยะเวลาที่ได้เริ่มมีการสร้างสุสานบรรจุอัฐิแบบปิดที่สโตนเฮนจ์
ดังนั้น เพียร์สันจึงเชื่อว่า เสาที่เคยตั้งอยู่ที่หลุมออเบรย์จึงไม่ใช่ “เสาไม้” แต่เป็น “เสาหิน” ที่ถูกขนย้ายมาจากไวน์ เมาน์ อันเป็นแหล่งเหมืองหินบลูสโตน และการขาดช่วงไปของหลักฐานการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่ไวน์ เมาน์ ในช่วงหลังจากที่มีการขนย้ายวงหินตั้งที่นี่ออกไป ก็ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ได้อพยพไปยังที่อื่น พร้อมกับนำวงหินตั้งไปด้วย
ข้อสันนิษฐานเรื่องการอพยพของผู้คนจากไวน์ เมาน์ของเพียร์สันนั้น ดูจะสอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ.2561 อีกชิ้นหนึ่ง ที่ศึกษาค่าของธาตุสตรอนเซียม (strontium) อันเป็นธาตุโลหะชนิดหนึ่ง ที่สะสมอยู่ในกระดูกที่ถูกฝังอยู่ที่สโตนเฮนจ์ แล้วพบว่า กระดูกของมนุษย์ที่มีอายุอยู่ในช่วงร่วมสมัยกับการสร้างสโตนเฮนจ์เมื่อราว 5,000 ปีที่แล้ว มีถิ่นฐานอยู่ที่ในเขตเนินเขาเพรสเซลลี อันเป็นเหมืองหินบลูสโตน ในเวลส์ และไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในที่ราบซอลส์บรีนานนัก ก่อนที่จะเสียชีวิตลง
ถ้าข้อเสนอของเพียร์สันถูกต้อง การสร้างหินตั้งที่สโตนเฮนจ์ก็จะเก่าขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ถึง 500 ปี และเสาหินในวัฒนธรรมหินตั้งเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับความเป็นสุสานโดยตรง ตั้งแต่สมัยแรกสร้างเลยทีเดียว (มีต่อ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
