bg-single

หัวใจที่ ‘ไม่พร้อม’ ยังคงร้องว่า ‘คนไทยยังไม่พร้อม’

18.08.2025

เหยี่ยวถลาลม

หัวใจที่ ‘ไม่พร้อม’

ยังคงร้องว่า

‘คนไทยยังไม่พร้อม’

ถึง พ.ศ.นี้ยังคงมีคำพูดว่า “คนไทยยังไม่พร้อม”

ประโยคนี้สื่อความหมายชัดว่าคนไทยยัง “โง่” ต้องถูกปกครองด้วยภาคบังคับ ยังไม่เหมาะกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยในแบบฉบับสากล

สื่อความหมายต่อไปอีกว่า “อำนาจ” และ “หน้าที่” ในการปกครองนั้นควรเป็นของ “ชนชั้นนำ”

ที่เรียกว่า “พลเมือง” นั้น ยังไม่พร้อม ยังไม่ควร!

พลเมืองควรจะยินดีเสียสละด้วยการปิดปาก ปิดหู ปิดตา ปิดจมูก หยุดการเคลื่อนไหว ให้อยู่แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว และให้หยุดสงสัย ไม่ต้องมีจินตนาการ ปิดสวิตช์เสียให้หมด ไม่พูด ไม่เถียง ไม่อภิปราย ไม่วิพากษ์วิจารณ์อันอาจจะก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ท่านผู้นำหรือชนชั้นนำ

ประพฤติตนเช่นนั้นแล้วท่านจะได้ชื่อว่าเป็นคนดี

“แนวคิด” เช่นนั้นดำเนินมาและดำรงอยู่ได้อย่างไร

ถ้าหากย้อนไปสืบค้นกันจริงๆ จะเห็นพ้องต้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี พ.ศ.2475 นั้น เกิดจาก “แนวความคิด” และ “การลงมือ” ของนายทหารชั้นสูงกับปัญญาชนหัวก้าวหน้าจำนวนหนึ่ง

พลเมืองสยามไม่ได้มีความรู้มีความคิดความเชื่อหรือตื่นตัวทางการเมือง ผู้คนทั่วไปไม่ได้รู้สึกสงสัยการบริหารกิจการบ้านเมือง ไม่ได้รู้จักและไม่ได้เรียกหา “สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ” คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการ “การมีส่วนร่วม” ทางการเมือง ไม่รู้จักประชาธิปไตย ผู้คนต่างคุ้นเคยกับวาทกรรมชี้นำที่ว่า “พ่อปกครองลูก” ประชาชนจึงมีหน้าที่ “ฟัง” ทั้งยังต้อง “เชื่อ” และ “ปฏิบัติตาม” ใครคิดหรือทำสิ่งที่นอกเหนือจะถูกเรียกว่า นอกคอก มีอันตราย

เมื่อเข้าโรงเรียน ครูที่โรงเรียนก็จะพูดให้ฟัง เพื่อให้จดจำ และเชื่อ และเมื่อจะเลื่อนชั้นเรียนสูงขึ้นไปก็จะมี “ข้อสอบ” เพื่อทดสอบ “ความจำ” และ “การเชื่อฟัง” ใครจดจำได้ดีและเชื่อที่ครูสอนได้แม่นยำกว่าจะได้คะแนนดีกว่าและจะได้เลื่อนชั้นสูงขึ้น

จึงเกิดวาทกรรมประจำยุคสมัยว่า “ความรู้คืออำนาจ”

ในประเทศไทย ที่ผู้มีอำนาจพูดคือความรู้ ต้องจำ ต้องทำตาม

ความรู้ในระบบการศึกษาจึงถูกผลิตขึ้นเพื่อรับใช้ระบบความคิด จารีตวัฒนธรรมเพื่อค้ำยัน “สิ่งที่มีอยู่เดิม”

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การเมืองไทยไม่ได้ดำเนินไปในทาง “ประชาธิปไตย”

หากแต่จำเป็นต้องคง “ชื่อ” กับ “รูปแบบ” บางประการเอาไว้เพื่อจะได้ชื่อว่าศิวิไลซ์ แท้จริงแล้ว “ทหารบก” คือ “ชนชั้นนำ” ที่มีบทบาทสำคัญในทางการเมือง

จะว่าไปแล้ว ความก้าวหน้าของทหารบกก็ต้องมีที่มา

ทหารบกมาก่อนกาล เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ “ก่อน” เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แต่ในครั้งคราวนั้นก่อการพ่ายแพ้ จึงกลายเป็น “กบฏ”

เรียกว่า “กบฏ ร.ศ.130” เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2454

ถือว่าเป็น “สารตั้งต้น” ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นั้น มีผู้นำก่อการ 2 สาย

สายหนึ่งคือทหาร นำโดย หลวงพิบูลสงคราม ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นพลเรือน นำโดย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งต่อมาขัดแย้งและล้างผลาญกันเอง

จนกระทั่งถึง “รัฐประหาร 2490” บทบาทของ “สายพลเรือน” ก็ถึงกาลอวสาน

ประชาธิปไตยที่ใฝ่ฝันตามแบบฉบับสากลปิดฉากลง!

“ทหารบก” ที่มีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่ 2475 พัฒนาการแข็งแกร่งจนกลายเป็น “ชนชั้นนำทางการเมือง” มีบทบาทครอบงำการเมืองการปกครองของไทยต่อเนื่องมาจวบจนถึงปัจจุบัน จากทหารทวด ถึงทหารปู่ ถึงทหารพ่อ ถึงทหารลูก ถึงทหารหลาน

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ยังคงมีคนที่เชื่อว่า “คนไทยยังไม่พร้อม” กับระบอบประชาธิปไตย

เรื่องนี้ เรย์มอนด์ บี. สตีเว่นส์ ชาวตะวันตกผู้เป็นที่ปรึกษารัฐบาลสมัยรัชกาลที่ 7 ได้เคยให้ความเห็นเอาไว้ในสมัยนั้นว่า “ชาวสยามยังไม่มีความเหมาะสมที่จะมีส่วนร่วมในรัฐบาลแห่งชาติได้ในเวลานี้”

คำกล่าวนั้นไม่น่าจะผิด

หัวใจสำคัญของวิถีประชาธิปไตยคือ ความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วม ได้รู้เห็น ได้ตรวจสอบ ซักถาม อภิปราย และถ่วงดุลเพื่อไม่ให้มีการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล

แต่ประเทศไทย แม้จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า 90 ปีแล้ว สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์วิทยาการทุกด้านมีการพัฒนาก้าวไกล หากแต่ในด้านการเมืองการปกครองยังคงมีผู้ที่เชื่อว่า หรือพูดว่า “พลเมืองไทยยังไม่พร้อม” สำหรับการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ถ้า “ส่อง” สปอตไลต์ไปที่อุปนิสัย

บ่อยครั้งจะพบปรากฏการณ์ทางการประพฤติแนวอำนาจนิยม

“ข่ม” ทันทีถ้ารู้สึกว่าตัวเองใหญ่ หรือมีสถานะสูงกว่า กับ “หงอย” ทันทีถ้าพบว่าตัวเองด้อยกว่า

คำว่า “อวดเบ่งกับข่มเหงรังแก” จึงเป็นปรากฏการณ์ทางการประพฤติที่สามารถพบเห็นได้ในทุกวงการ

ผู้คนมีแนวโน้มสนใจกับ “อำนาจ” มากกว่าการใช้ “เหตุผล” หรือตรรกะเอาชนะปัญหาและอุปสรรค ความคิดใหม่ๆ ดีๆ ทันสมัย จึงไม่ค่อยปรากฏตัว

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมา 93 ปี เมล็ดพันธุ์ความคิดเสรีก็ไม่เจริญงอกงาม

แน่นอนว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยน่าจะเป็น “1” ในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “คนเชื่อง” รอที่จะ “ฟัง” จากผู้ที่นิยมชมชอบ กับ “เชื่อ” โดยที่ไม่เคยใช้ “หลักโยนิโสมนสิการ” เพื่อฉลาดคิด ใคร่ครวญ จำแนกแยกแยะ ตรวจสอบ

ซึ่งในทางโลกตะวันตก “เดส์การ์ตส์” ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งปรัชญายุคใหม่” ก็เห็นเช่นนั้นเหมือนกันด้วยการกล่าวว่า อย่าเชื่อง่ายๆ อย่าเร่งด่วนรับรองอะไรว่าจริง จะต้องแยกแยะพิจารณา ใช้ความคิดให้ถูกตามตรรกะ หลักเหตุผล และต้องทดสอบผลได้ว่าเป็นจริง แม้แต่ประสาทสัมผัสก็อาจลวงเราได้ เช่น สิ่งที่ใหญ่ เมื่ออยู่ไกล จะเห็นเล็กนิดเดียว

ในประเทศไทย ปี พ.ศ.2568 นี้ สถานการณ์การเมืองมีความระส่ำ รัฐบาลง่อนแง่น “คนหน้าเก่าเจ้าเดิม” ไม่พร้อมที่จะให้ “รัฐบาลพลเรือน” ที่มาตามระบอบ ได้บริหารประเทศตามวาระ จึงชักชวนกันจุดไฟอีกแล้ว

คนหน้าเก่าเจ้าเดิมๆ เป็นพลเมืองไทยที่ “ยังไม่พร้อม” รุ่นสุดท้ายของทศวรรษนี้!?!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 4) เรื่อง ปัญหา JBC | สุรชาติ บำรุงสุข
วันหนึ่ง ณ ตึกสันติไมตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถามถึง ‘ไอ้บ๊อบ’ การเมือง ‘ทองใบ ทองเปาด์’ ทนายแม็กไซไซ
ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ ‘เสริมโอกาส สร้างอาชีพ’ ปี 4 ประเดิมที่แรก APCD หนุนกลุ่มเปราะบาง
เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)