บทความในประเทศ
ภูมิ ‘ธรรม’
ต้อง ‘ทำ’
รีบ ‘ทำ’
ไม่ผิดนัก ถ้าจะเรียก “นายภูมิธรรม เวชยชัย” ว่าเป็น “ยาสามัญประจำบ้านจันทร์ส่องหล้า”
ในสภาพที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาวะอ่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เสถียรภาพทางการเมืองเปราะบาง ได้เห็น นายภูมิธรรม รองนายกฯ เข้ามาเป็นรักษาการนายกฯ ทำหน้าที่กัปตันพาเรือรัฐนาวาประเทศไทยฝ่าคลื่นพายุ
เช่นที่เคยเกิดขึ้นในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ก่อนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ได้นายภูมิธรรม เข้ามาเป็นรักษาการนายกฯ
หรือย้อนกลับไปนานหน่อย พรรคเพื่อไทยยุคการเมืองไทยถูกแช่แข็งจากรัฐบาล คสช. ก็ได้ภูมิธรรมคนนี้ รับบทเลขาธิการพรรค ช่วยประคับประคองพรรคยามตกต่ำและถูกเล่นงานจากรัฐบาลทหารทุกมิติ
เมื่อเพื่อไทยพลิกขั้วตั้งรัฐบาลสำเร็จเมื่อราว 2 ปีก่อน จึงเป็น “ขาขึ้น” ของนายภูมิธรรมอย่างไม่ต้องแปลกใจ
ตั้งแต่ตำแหน่งรองนายกฯ และดูแลระดับกระทรวงคือ รมว.พาณิชย์ สู่ รมว.กลาโหม และ รมว.มหาดไทย เปลี่ยนไปตามโจทย์และบทบาทของพรรคเพื่อไทย
ในวันที่ความชอบธรรมและศรัทธาทางการเมืองของเพื่อไทยอยู่ในช่วง “ขาลง” อีกครั้ง นายภูมิธรรมจึงกลับมาโดดเด่นโดยมี 3 บทบาทสำคัญ
1.ในฐานะรักษาการนายกฯ
บทบาทผู้ดูแลภาพรวมประเทศ เรื่องใหญ่สุดวันนี้หนีไม่พ้นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชายแดนไทย-กัมพูชา
ในวิกฤตการปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา นายภูมิธรรมในฐานะรักษาการนายกฯ สามารถประคับประคองสถานการณ์การรบตลอด 5 วัน ไปสู่จุดยุติการสู้รบชั่วคราวได้
โดยเฉพาะการรับมือกับท่าทีการแทรกแซงของมหาอำนาจ และการตกลงเจรจายุติการสู้รบกันที่มาเลเซีย แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องการใช้เวทีแถลงการณ์ไม่คุ้มค่า แต่โดยใจความสำคัญนายภูมิธรรมก็มิได้ทำให้ประเทศไทยตกเป็นรอง หรือเสียเปรียบในทางการทูต ซ้ำยังสามารถดึงกัมพูชากลับมาสู่เวทีทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาได้อีก
ขณะเรื่องการเยียวยาและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็ถือว่านายภูมิธรรมผลักดันวาระสำคัญได้รวดเร็ว มีการอนุมัติสูงถึง 404.60 ล้านบาท
นายภูมิธรรมยังมีการสั่งการเชิงรุกหลายเรื่องเพื่อแก้ไขสถานการณ์ เช่น การสั่งปรับแผนพีอาร์เชิงรุก หลังถูกวิจารณ์ว่ารัฐบาลทำงานช้า สู้กัมพูชาไม่ได้ หรือการสั่งเก็บหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อชี้แจงต่อประชาคมโลกกรณีที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
ตลอดระยะเวลาแห่งความขัดแย้ง นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์สม่ำเสมอว่ายึดหลักการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อลดความรุนแรง และยึดหลักสันติภาพ พร้อมๆ กันนั้นก็มีจุดยืนรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกเรื่องตามหลักการป้องกันประเทศ
แม้นายภูมิธรรมจะพยายามยึดหลักการทูตและหลักเจรจาในการแก้ปัญหาที่ผ่านมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าโดยภาพรวมของการแก้ปัญหา รัฐบาลยังทำได้ไม่ดีพอ “กระแสทหารนิยม” ได้กลายมาเป็นแนวทาง “กระแสหลัก” ในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศไปเรียบร้อย
ความผิดพลาดจากกรณีคลิปเสียงหลุด การปล่อยว่างเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม การขาดบทบาทการทูตเชิงรุกในช่วงแรก ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ทำให้กองทัพเข้ามามีอำนาจนำในการแก้ปัญหามากขึ้นโดยปริยาย
วันนี้กองทัพเป็นผู้คุมเกมการสื่อสารทางการเมืองเป็นที่เรียบร้อย กรณีขอบริจาคลวดหนามหีบเพลง จนทัวร์ลงคนวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก คือตัวอย่างล่าสุด
ขนาดนายภูมิธรรมยืนยันว่าทหารขออะไรรัฐบาลไม่เคยขวาง เพื่อการป้องกันประเทศ รัฐบาลพร้อมใช้งบฯ กลางทำให้หมดด้วยวิธีพิเศษ แต่เรื่องลวดหนามหีบเพลง กองทัพไม่ได้ขอ ก็ยังไม่พ้นถูกทัวร์ลง ทั้งที่นายภูมิธรรมก็พูดถูกตามหลักการทุกอย่าง
หรือกรณีเสียงเชียร์ให้ต่ออายุราชการ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ที่จะเกษียณอายุราชการไปอีก 2 ปี นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วย เพราะตามระบบของทหารก็มีผู้ที่มีศักยภาพจ่อคิวตามอายุรออยู่ และถ้าหากว่าจำเป็นจริงๆ ก็ให้เป็นเรื่องของกองทัพพิจารณาเสนอมาตามกระบวนการ หากสั่งการไปแบบฝืนระบบก็จะทำให้โครงสร้างที่มีมาผิดเพี้ยน
จะเห็นว่าที่นายภูมิธรรมพูด ก็เป็นการอิงไปตามหลักการที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่พ้นถูกทัวร์ลงอีกเช่นเคย
ทั้งหมดจึงสะท้อนภาวะกระแสนิยมทหาร มองทหารเป็นฮีโร่ จนพร้อมจะละเลยหลักการบางอย่าง และในอีกแง่หนึ่งก็สะท้อนว่ารัฐบาลเพื่อไทยในภาพรวม ไม่สามารถสร้างการยินยอม/สร้างการยอมรับการแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงของประเทศได้ ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจทางการเมืองและทางการทูตที่บกพร่องแต่แรกของรัฐบาลเอง
โดยไม่ได้ตั้งใจ นายภูมิธรรมวันนี้จึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านด้านการแก้ปัญหาการทูตไปเสียอย่างนั้น แม้จะมีหลักการอยู่บนหลักเหตุผล แต่ในภาพรวมต้องยอมรับถึงการถูกมองว่า “ยังไม่เพียงพอ”
2.ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
บทบาทนี้เป็นการเดินเกมรุกทางการเมืองของรัฐบาลเพื่อไทยโดยหวังใช้กลไกกระทรวงมหาดไทยเป็นเครื่องมือสร้างผลงาน
หลังเข้ารับตำแหน่ง นายภูมิธรรมสั่งคิกออฟเดินเกมปราบยาเสพติด เร่งเครื่องเปิดปฏิบัติการเชิงรุกในทุกจังหวัดมีการประกาศตั้งหน่วยเฉพาะกิจปราบยาเสพติดทั่วราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม
นอกจากนี้ยังมีการเดินเครื่องปราบผู้มีอิทธิพลและจัดระเบียบสังคมด้วยวิธีเด็ดขาด และคาดโทษผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลย เช่น การส่งเด้งนายอำเภอธัญบุรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม หลังฝ่ายปกครองบุกจับผับชื่อดังพบนักเที่ยวอายุต่ำ 20 ปี ฉี่ม่วงเกลื่อน
หรือจะเป็นกรณีผู้ว่าฯ อุบลราชธานีถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องเบิกจ่ายงบประมาณช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายภูมิธรรมก็สั่งย้ายทันที เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม
ยุคสมัยนายภูมิธรรมเป็น รมว.มหาดไทยยังเป็นผู้เซ็นคำสั่งปลดล็อกโป๊กเกอร์เพื่อการกีฬา เพื่อยกระดับการกีฬาและสร้างรายได้ให้ประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะตั้งใจดี แต่ภาพรวมก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกวิจารณ์ เพราะเพื่อไทยปล่อยให้พรรคการเมืองอื่นนั่งเก้าอี้บริหารงานในกระทรวงนี้มากว่า 2 ปี การที่นายภูมิธรรมเข้ามาตามแก้ไขปัญหาวันนี้จึงยังอยู่ในกรอบของการสางปัญหาเดิม
ไม่รู้ว่าที่พยายามรับทำอยู่นั้น อย่างตั้งใจและรวดเร็ว จะสำเร็จตามเป้าหมายที่หวังหรือไม่?
3.ในฐานะแม่ทัพสีแดงรบค่ายสีน้ำเงิน
เป็นบทบาทผู้นำขุนพลรบกับขั้วสีน้ำเงินที่นายภูมิธรรมถือธงนำตั้งแต่กรณีสอบฮั้ว ส.ว.สีน้ำเงิน ในฐานะประธานบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.)
เมื่อมานั่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย เห็นชัดว่านายภูมิธรรมก็เดินเครื่องรื้อเครือข่ายสีน้ำเงินที่วางตำแหน่งไว้ในระดับบนอย่างหนาแน่น
มากกว่านั้นการรุกคืบเอาคืนที่ดินเขากระโดง โดยยึดคำสั่งศาลฎีกา
ซึ่งเป็นที่รู้กันดีกว่านี่คือการกระทำทางการเมืองครั้งใหญ่ต่อ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ศัตรูทางการเมืองของตระกูลชินวัตร
ทั้ง 3 เรื่องล้วนเป็นเรื่องใหญ่ ระดับ “จุดเปลี่ยนทางการเมือง” เลยทีเดียว หากนายภูมิธรรมทำสำเร็จ
จะเห็นว่าเรื่องที่นายภูมิธรรมต้อง “แบกอยู่บนบ่า” มีไม่น้อยทีเดียว
1. ต้องแบกการเมืองของตระกูลชินวัตร รับหน้าที่แทน น.ส.แพทองธาร
2. ต้องแบกรัฐบาล บริหารกิจการแผ่นดิน ฝ่าภาวะที่เพื่อไทยเจอวิกฤตรุมกระหน่ำ โดยเฉพาะวิกฤตการต่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์
3. แบกพรรคเพื่อไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่วันนี้คะแนนนิยมกลับตกต่ำให้เตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า
4. แบกผลงานมหาดไทย ต้องใช้กลไกมหาดไทย สร้างผลงานให้รัฐบาล
5. นำทัพสู้สีน้ำเงิน ที่วันนี้กลายสภาพจากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นฝ่ายแค้นแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
6. ยืนหยัดสู้ค่ายสีส้ม ซึ่งเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งและได้รับความนิยมสูง
ต้องยอมรับว่า “ภาระ” ทางการเมืองที่นายภูมิธรรมแบกรับไว้ในสถานะ “รักษาการนายกฯ” ยิ่งใหญ่และจัดการได้ยากยิ่ง
ขณะที่เครื่องไม้เครื่องมือที่รัฐบาลมีก็อยู่ในสภาพผุพัง แรงสนับสนุนก็น้อยนิด แม้จะพยายามยืนอยู่บนหลักการ ใช้หลังพิงอยู่กับเหตุผลและเจตนารมณ์ที่ดี แต่ก็นั่นแหละ
ความเปราะบาง ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง การเดินเกมการเมืองที่ผิดพลาด ส่งผลให้ปัญหารุมล้อมประเทศลุกลามสาหัสยิ่งขึ้น
นายภูมิธรรมเข้ามาในจังหวะที่ประเทศกำลังเป็นผู้ป่วยสาหัส ต่อให้จิตใจดีแค่ไหน แต่ร่างกายไม่ค่อยตอบสนอง ก็ยากที่จะทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติ
ทำได้เพียงประคองอาการ และทำให้วิกฤตนี้ไม่ลุกลามจนยากจะแก้ไข
แม้จะได้ชื่อ “ยาสามัญประจำบ้านจันทร์ส่องหล้า” นายภูมิธรรม ก็ต้องทำและรีบทำ ไม่งั้นแย่ยิ่งกว่านี้…
