ดับเครื่องชน | เรื่องสั้น : ส.เทพรำเพย
ตํารวจคนเดิมอีกแล้วที่ทำผิดกฎระเบียบจราจร ขับรถมอเตอร์ไซค์เกือบจะฝ่าไฟแดงอยู่เป็นประจำ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ บ่อยครั้งที่ตั้งด่านจับคนขับรถผิดกฎจราจร แต่เขาชอบขับรถฝ่าไฟแดงตรงสี่แยกใกล้วินมอเตอร์ไซค์ที่ปลิวขับรถรับจ้างอยู่กับเพื่อนๆ อีกสี่ห้าคน โดยเฉพาะช่วงที่ไฟจราจรเป็นสีส้มก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาจะใช้ช่วงจังหวะนั้นเร่งเครื่องแล่นรถออกไปทันทีก่อนอีกทางจะเปลี่ยนจากไฟแดงเป็นไฟเขียวและคนขับขี่ยังไม่ตั้งตัวออกรถ
เพื่อนๆ และปลิวรู้จักตำรวจสารวัตรยศร้อยเอกคนนี้กันดี เขามาประจำที่สถานีตำรวจได้ปีกว่า มีเสียงลือกันว่าเป็น “เด็กเส้น” ของผู้หลักผู้ใหญ่ จนไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องและตอแยด้วย มีตำรวจยศสูงคอยหนุนหลัง ดูท่าสารวัตรจะเชื่อมั่นในตัวเองสูง บางครั้งเคยทำงานทับเส้นกับผู้ร่วมงานสายเดียวกัน เขาไม่ยอมลดราวาศอกให้คนอื่น อย่างเรื่องวินมอเตอร์ไซค์ที่ปลิวทำงานหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่
แรกๆ นั้นเพื่อนๆ ร่วมอาชีพเดียวกับปลิวได้ลงทะเบียนเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับสารวัตรสองสามคนก่อนหน้านี้ที่ย้ายไปสังกัดที่อื่นแล้ว ต่างมีประวัติและทำตามที่ทางการสั่งมาอย่างถูกต้อง ทำงานรับจ้างอยู่ในวินและตามคิวอย่างเป็นระเบียบทุกอย่าง มีเสื้อกั๊กสีส้มใส่ระหว่างขับรถรับส่งลูกค้าไปตามที่ต่างๆ ตามราคาที่กำหนดไว้อย่างเป็นธรรม
วันเวลาที่ผ่านมาต่างทำงานไม่เคยมีปัญหากับตำรวจท้องที่ ที่หนักใจคือการทำมาหากินที่ยากลำบากขึ้นทุกวัน บางวันลูกค้ามีไม่มากพอ เม็ดเงินที่จะมาตกอยู่ในกระเป๋าเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เพื่อนๆ บางคนเคยบ่นว่าอยากไปทำอาชีพอื่น พอหันไปทำงานสายอื่นหรือค้าขายเล็กๆ น้อยๆ อย่างอิสระ แต่ก็ไม่มีใครไปตลอดรอดฝั่ง ต้องกลับมาสวมเสื้อกั๊กสีส้มตัวเก่งขับรถรับจ้างเหมือนเดิม…
ตรงที่เก่าที่ทุกคนคุ้นเคยเหมือนถูกสาปและไม่มีวันจะจากที่นั่นไปได้นาน
ปลิวนึกถึงเมียที่มาจากบ้านนอกด้วยกัน มาอยู่ในเมืองกรุงช่วยกันทำงาน เธอตามปลิวมากัดก้อนเกลือกินกันอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะทุกข์ยากลำบากเพียงใด พอมองเห็นหน้าลูกอีกสองคนที่กำลังกินกำลังนอนและยังเรียนอยู่ชั้นประถม ก็ลุกขึ้นสู้ชีวิตทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ทำเพื่อลูกและครอบครัว เมียรักไม่ได้งอมืองอเท้าอยู่เพียงเฉยๆ ในห้องเช่าเล็กๆ เธอออกมาสู้ชีวิตทำงานเป็นเสมียนในร้านขายกระดาษไม่ไกลจากที่พัก ปลิวจำต้องฝากลูกสองคนกับพ่อตาแม่ยายที่บ้านนอก พอตกเย็นก็โทรไลน์เปิดกล้องไปคุยกับลูก ได้มองเห็นหน้ากันให้หายคิดถึง พูดคุยถามไถ่ถึงทุกข์สุข ปลิวกำชับทุกครั้งให้ลูกอย่าทำตัวดื้อ ต้องขยันเรียนหนังสือจะได้ไม่ลำบากเหมือนเขา
เพื่อนๆ และปลิวต้องพยายามดิ้นรนหางานเพิ่มให้กับตัวเอง นอกจากจะขับรถรับส่งผู้ว่าจ้างขาจรแล้ว ต่างก็มีลูกค้าขาประจำที่ใช้งานกันทุกครั้งที่ว่าจ้าง ปลิวยังได้ลูกค้าที่ใช้เขาไปซื้อของตามที่ต้องการ โดยเฉพาะของกินในตลาดและร้านอาหารดังๆ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักต้องรอคิวนานพอควร แล้วยังมีบริษัทร้านค้าที่ให้งานปลิวคอยรับส่งเอกสารกับลูกค้าคนอื่นๆ ซึ่งช่วยปลิวให้มีเงินติดกระเป๋ากลับบ้านไปทุกวัน อย่างน้อยตอนปลายเดือนก็ยังพอมีเงินส่งไปให้ลูกได้
ตรงสี่แยกใกล้วินมอเตอร์ไซค์ที่เคยมีการจราจรหนาแน่นและจอแจมาช้านาน บัดนี้มีรถไฟฟ้าใต้ดินผ่าน คนที่อยู่แถวนั้นดีอกดีใจที่จะได้ใช้บริการ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะเลี่ยงหนีรถติดสาหัสสากรรจ์ที่น่าเบื่อหน่ายได้บ้าง
ตอนที่มีการก่อสร้างสถานีรถไฟใต้ดิน การจราจรบางวันถึงกับเป็นอัมพาต รถติดเป็นแถวยาว ช่วงนั้นที่วินมอเตอร์ไซค์มีลูกค้ามาใช้บริการกันตลอด เป็นช่วงที่หาเงินคล่องมือ กินอิ่มนอนหลับอย่างสบายใจ เพื่อนในวินคนหนึ่งถึงกับพูดเล่นว่าไม่อยากให้สถานีรถไฟใต้ดินสร้างเสร็จ หรือให้ใช้เวลาก่อสร้างนานๆ
อีกคนตั้งคำถามขึ้นอย่างน่าสนใจว่า หากวันหนึ่งที่สถานีรถไฟใต้ดินสร้างเสร็จพร้อมบริการผู้โดยสาร มันจะมีผลกระทบกับอาชีพขับรถรับจ้างกันหรือไม่ คนจะหันไปนั่งรถไฟฟ้าแทนเสียหมด วินมอเตอร์ไซค์อาจมีคนใช้บริการน้อยลง
หลายคนเงียบไปเหมือนลมที่พัดมาเอื่อยๆ หยุดนิ่ง ในหัวคิดเหมือนเพื่อนที่เปรยขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ปลิวจะทำเช่นใด ในความเงียบไม่มีคำตอบอื่นมาปลอบชโลมใจ จนเพื่อนในวินอีกคนบอกเหมือนจะปลอบใจว่าเหตุการณ์ที่คาดเดายังไม่เกิด อย่าคิดไปก่อนล่วงหน้า ขยันทำงานเป็นพอ ทุกคนถึงได้สบายใจขึ้น
อีกปัญหาหนึ่งที่วินมอเตอร์ไซค์ต้องเจอนั่นคือลูกค้าเริ่มเรียกใช้บริการรถผ่านแอพพ์ในมือถือซึ่งมีอยู่หลายเจ้าแข่งกัน ราคาก็ถูกกว่าที่วิน แล้วยังไปรับลูกค้าถึงหน้าคอนโดฯ และหน้าบ้านอีกด้วย หัวหน้าบอกให้ทุกคนตั้งใจทำงานและบริการลูกค้าให้เต็มที่
เมื่อสถานีรถไฟใต้ดินเสร็จพร้อมรับส่งผู้โดยสาร แรกๆ วินมอเตอร์ไซค์มีลูกค้าบางตาลงตามที่คิดกันไว้ แต่ไม่นานทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม มีทั้งคนใช้บริการซ้อนมอเตอร์ไซค์ที่คล่องตัวกว่า การจราจรก็ยังคับคั่งเหมือนเดิม
วันเวลาที่ผ่านไปมีทั้งดีและไม่ดีผสมปนเปไป จนวันหนึ่งที่สารวัตรคนใหม่เข้ามาประจำโรงพักตามช่วงเวลาการหมุนเวียนโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งและท้องที่นั่นแหละ มันช่างเป็นฝันร้ายที่เข้ามาหลอกหลอนเพื่อนๆ และปลิวตรงวินแห่งนั้นอย่างที่นึกไม่ถึงและร้ายแรงกว่าผู้ใช้บริการลดน้อยลงเสียอีก
ปลิวจำวันนั้นได้ดี สารวัตรหล่อหัวเกรียนตรงเข้าไปที่วินมอเตอร์ไซค์และคุยกับทุกคนว่า จะมีการจัดระเบียบใหม่ จะยกเลิกวินแหล่งหากินของเพื่อนๆ และปลิวเสีย แล้วจะย้ายไปเปิดวินใหม่ที่อยู่ปากทางเข้าออกของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ทุกคนมองหน้ากันงงๆ และไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่มีใครปริปากพูดและโต้แย้ง ต่างเหมือนคนใบ้ที่ถูกตัดลิ้นจนพูดไม่ได้
หรือใครจะทำตัวเป็นหนูเอากระดิ่งไปแขวนคอแมว
หรือใครจะอาจหาญกล้าไปต่อกรกับสารวัตรหนุ่มดาวเด่นที่มาเหมือนกระแสน้ำเชี่ยว ใครจะเข้าไปต้านกระแสนั้นได้
ปลิวเริ่มมองเห็นปัญหาหนักหน่วงกำลังก่อตัวขึ้นเหมือนฝุ่นพีเอ็มที่แผ่กระจายปกคลุมไปทั้งเมืองจนต้องมาหันมาสวมหน้ากากป้องกันตัว ไม่ให้สูดเข้าไปในปอดซึ่งเป็นอันตรายกับระบบการหายใจ หลังจากที่เคยสวมใส่เพื่อป้องกันจากโรคหวัดโควิดไปแล้วก็ยังไม่วายต้องหันมาใส่ซ้ำกันอีกอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น…ปัญหามาพร้อมๆ กับสารวัตรคนใหม่ที่ทำตัวกร่างและหลงระเริงบ้าอำนาจ
จากนั้นไม่นานสารวัตรก็ให้ผู้ช่วยมาบอกกับคนขับมอเตอร์ไซค์ที่วินว่า
“พอย้ายวินไปฝั่งทางเข้าสถานีรถไฟฟ้าแล้ว เสื้อกั๊กสีส้มจะต้องเปลี่ยนใหม่ด้วย ต้องปักชื่อถนนใหม่” ตำรวจลูกน้องพูดเสียงเข้ม น้ำเสียงจริงจังมากจนคนฟังวิตกกังวล ทำให้กลางคืนนอนไม่หลับและฝันร้ายในบางคราว
เพื่อนๆ และปลิวพอรู้ว่าเป็นเพราะผู้ช่วยตัวแสบที่ไปชี้โพรงให้กระรอกกับสารวัตรหนุ่มในเรื่องวินมอเตอร์ไซค์ ตำรวจลูกสมุนอยากช่วยเพื่อนรุ่นน้องแถวๆ นั้นให้มีแหล่งทำมาหากินด้วยรับจ้างขับรถเหมือนปลิวกับเพื่อนๆ มีผลให้ที่ทำกินต้องมาทับซ้อนใกล้ๆ กัน และที่สำคัญยังสามารถเก็บเงินเข้าพกเข้าห่อเข้ากระเป๋าส่วนตัวเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย
ต่างรู้จุดประสงค์ของตำรวจยศร้อยเอกทันที เขาต้องการขายเสื้อกั๊กกับวินแห่งใหม่ ซึ่งอยู่กันคนละฝั่งหรือตรงข้ามกันกับวินที่ปลิวอยู่
อีกไม่กี่วันตำรวจลูกไล่ของสารวัตรมาบอกราคาเสื้อกั๊กตัวใหม่ให้คนขับรถที่วินถึงกับอ้าปากค้าง…วันนั้นทุกคนกินข้าวกันไม่ลงคอและไม่รับรู้ถึงรสชาติความเอร็ดอร่อยของข้าวแกงริมถนน เท่าที่รับจ้างขับรถรับส่งลูกค้าในแต่ละวันยังหาเงินยาก นี่มันจะมารีดเลือดจากปูชัดๆ ปลิวนึกสบถด่าทอตำรวจเฮงซวยคนนั้นอยู่ในใจ มันช่างชั่วช้าต่ำทรามเสียจริง
“มีคนมาจองคิวเอาเสื้อกันบ้างแล้ว รีบๆ ตัดสินใจจองก่อนคิวจะหมดเสียก่อน” ตำรวจลูกน้องสำทับเสียงหนักแน่นอย่างไม่นึกสงสารเห็นใจคนหาเช้ากินค่ำ
ท่าทางของตำรวจลูกน้องวางมาดเชิดอกเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ เพราะมีคนคอยหนุนหลังให้ท้าย จนเพื่อนของปลิวมองด้วยความหมั่นไส้อยากเข้าไปซัดหมัดใส่ ทุกคนได้แต่ห้ามกันด้วยสายตา หากทำลงไปแล้วเรื่องคงบานปลายและไม่ได้เกิดผลดี อย่างที่เขาพูดกันว่าจะตีหมายังต้องดูเจ้าของ
“อย่าตัดสินใจช้าล่ะ จะยกเลิกวินตรงนี้และจัดระเบียบกันใหม่”
ตำรวจลูกน้องพูดทิ้งท้ายก่อนจากไป ปล่อยให้คนขับรถรับจ้างกลางแดดกลางฝนหากินด้วยความยากลำบากมองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะทำอย่างไรกันดี จะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร
ระยะหลังนี้ปลิวกลับห้องพักด้วยใจเป็นทุกข์ แม้ทุกวันจะกลับไปด้วยความเหนื่อยเพลียแต่ก็ไม่ทุกข์ใจเท่าครั้งนี้ เหนื่อยเพลียพักผ่อนก็หายไปได้ แต่ความทุกข์ในใจนั้นยังเกาะแน่นเกินกว่าจะสลัดและลืมเลือนไปได้ มันคาค้างอยู่ในใจไม่หายไปได้ง่ายๆ
เมียเตรียมอาหารโปรดอย่างหมูย่างน้ำจิ้มแจ่วและซุบหน่อไม้ให้ปลิว ปกติพอเห็นของชอบปลิวจะตั้งหน้าตั้งตากินด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข มือตักข้าวเข้าปากอย่างอารมณ์ดี ลิ้นรับรู้ถึงรสชาติกลมกล่อมและเคี้ยวช้าๆ ให้ละเอียดก่อนกลืนลงคอไปอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยหยอกล้อกับเมียรักสนุกสนาน
แต่หลังๆ นี้เขากินข้าวไม่อร่อยดังเคย จนคู่ชีวิตทักขึ้น
“กับข้าวไม่ถูกปากเหรอพี่”
“อร่อย แต่กินไม่ลง อากาศร้อนด้วย”
เมียสังเกตเห็นความเปลี่ยนไปของปลิวผัวรัก แต่ก็ไม่ถามถึง ยังเก็บเงียบไว้ในใจ
อากาศร้อนจนกินข้าวได้น้อยลงเป็นจริงอย่างที่ปากพูด แต่ในใจของปลิวมีเรื่องที่หนักหนากว่าอากาศร้อนรอบตัวเสียอีก เขาไม่อยากเล่าสู่ให้คนรักฟังและรับรู้ถึงปัญหาที่กำลังก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นเมฆฝนสีเทาทะมึนดำมืดกลุ่มก้อนมหึมา…และจะตกมาเป็นฝนห่าใหญ่ในอีกไม่นานนี้ ปลิวไม่อยากให้เมียรักมารับรู้และร่วมทุกข์ร้อนไปด้วยกัน
เมียอดเป็นห่วงผัวไม่ได้ คอยเอาอกเอาใจ เมื่อปลิวกินไม่ลง เธอก็เตรียมผลไม้และนมให้ ปลิวซาบซึ้งในน้ำใจของคู่ชีวิต เขาคิดไม่ผิดที่เลือกเธอมาเป็นคู่ยากร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันและมาเป็นแม่ของลูกๆ เขาด้วยความอิ่มเอมใจ
อากาศร้อนยิ่งทำให้นอนไม่หลับ พัดลมตัวเดียวไม่อาจสู้อากาศร้อนอ้าวได้ ปลิวนอนหันหลังให้คู่ชีวิต ฝ่ายหญิงหันไปกอดก่ายอีกฝ่ายเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา พลางลูบมือปลิวเบาๆ หากเป็นเมื่อก่อนเขาจะหันกลับไปสบตาทันทีท่ามกลางความมืด แล้วหอมจูบเมียรัก ฝ่ายชายรู้ทันทีว่าธรรมชาติของผู้หญิงต้องการความรักจากผู้ชาย แล้วปลิวต้องกอดรัดเมียจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ปลิวกลับนอนเฉย ไม่โต้ตอบอีกฝ่ายที่เริ่มคลางแคลงใจและมีคำถามมากมายอยู่ในใจ
“พี่คิดอะไรอยู่เหรอ” ฝ่ายหญิงตัดสินใจพูดออกไปท่ามกลางความมืด
“ไม่มีอะไรหรอก” ปลิวพูดเสียงเบา
“ช่วงนี้พี่ปลิวเปลี่ยนไป พี่รู้ตัวหรือเปล่า” เมียเริ่มคิดมาก ความคิดของคนเรามักจะกระโดดเกินหน้าเกินตาไปไกลจนไร้ขอบเขตเสมอ อาจเป็นไปได้ที่ผัวหนุ่มต้องพบปะลูกค้ามากหน้าหลายตา และอาจมีหญิงอื่นเข้ามาพัวพันก็เป็นได้
คราวนี้ฝ่ายชายเงียบไป ไม่ตอบเมียรัก แต่ในใจยังวนเวียนคิดแต่เรื่องทำมาหากินที่เป็นปัญหาอยู่ในวันนี้
“พี่ปลิวไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย หรือว่าพี่แอบไปมีคนอื่น พี่ปลิวพูดความจริงออกมา อย่าได้โกหกกัน” ฝ่ายหญิงอดคิดระแวงไม่ได้
ปกติปลิวจะร่วมหลับนอนกับเธอเกือบทุกคืน ทั้งสองอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ปลิวยังหนุ่มแน่นเหมือนกระทิงหนุ่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาพร้อมจะตอบสนองเมียสาวได้ทุกเวลาที่เธอปรารถนา ปลิวมักเป็นฝ่ายเริ่มหรือสะกิดเมียก่อนเสียมากกว่า พอมีเรื่องปัญหาวินมอเตอร์ไซค์ อารมณ์หนุ่มที่เคยคุกรุ่นราวภูเขาไฟที่ส่งควันลอยบนปากปล่องก็พลอยหดหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ
ปลิวไม่อยากเชื่อว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจะมีอิทธิพลและผลกระทบกับชีวิตประจำวันของเขาถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะเรื่องการกินอยู่ และอารมณ์ทางเพศซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาคู่ชีวิตในครอบครัวแตกร้าวได้
“พี่ไม่เคยมองหรือสนใจผู้หญิงอื่นนอกจากเมียคนเดียว” ปลิวพูดจากใจจริง ไม่เคยคิดเจ้าชู้ หน้าตาของเขาไม่ขี้เหร่ แม้จะไม่หล่อเหลาอย่างพระเอกพระรอง แต่มองดูดีและเท่อยู่ไม่น้อย รูปร่างสูง ไม่มีพุงยื่นเกะกะสายตา ถอดเสื้อออกมาเห็นกล้ามหน้าท้องเป็นรอนสวยงามที่เมียชอบลูบคลำเล่นในตอนนอน รูปร่างหน้าตาไม่ได้ด้อยไปกว่าชายทั่วๆ ไป ก่อนออกวินรับลูกค้าเขายังทาน้ำหอมอ่อนๆ จางๆ กลบกลิ่นตัว แน่นอนว่าเป็นที่เตะตาต้องใจของลูกค้าบางคนอยู่บ้าง แม้จะมีผู้หญิงมาให้ท่าทอดสะพาน ปลิวก็ไม่เคยตอบรับไมตรีหรือพูดให้ความหวังกับผู้ใด จนบางคนถึงกับพาลโกรธและบอกว่าปลิวเป็นคนโง่
“แต่พี่ปลิวเปลี่ยนไป เหมือนไปหลับนอนกับคนอื่นมา แล้วไม่อยากมีอะไรกับเมียของตัวเอง” ฝ่ายหญิงตัดพ้อและคิดไปต่างๆ นานา คิดไปไกลว่าผัวจะไปติดผู้หญิงอื่น
“พี่ขอยืนยันว่าไม่มีใครทั้งนั้น” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง “แต่ตอนนี้พี่กับเพื่อนที่วินมอเตอร์ไซค์กำลังมีปัญหาหนักอก ตำรวจจะยุบวินที่พวกเราทำมาหากิน แล้วย้ายไปรวมกับวินใหม่ตรงทางออกสถานีรถไฟใต้ดิน” ปลิวตัดสินใจเล่าออกไป ทั้งๆ ที่คิดว่าจะเก็บเอาไว้ในใจ ไม่อยากบอกกล่าว
คนเป็นเมียเริ่มจะเข้าใจหัวอกของผัว มองเห็นปัญหาผุดลอยขึ้นมาในบัดดล
“ทุกคนต้องเริ่มต้นใหม่ ถูกบังคับให้ซื้อเสื้อกั๊กตัวใหม่ ราคาหลายอยู่ แต่ละคนไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหน ไม่ใช่เงินหลักร้อยหลักพัน”
คนเป็นเมียแม้จะทำงานอยู่ในบริษัทเล็กๆ เธอเคยได้ยินมาว่าบางแห่งแหล่งธุรกิจใจกลางเมืองผู้คนพลุกพล่านเขาซื้อขายเสื้อกั๊กสีส้มไว้ขับรับส่งผู้โดยสารในราคาหลักแสนด้วยซ้ำไป เมียเกิดอาการห่วงผัวขึ้นมา อารมณ์แห่งความปรารถนาหายวับไปทันที แม้กระทั่งความน้อยใจก็พลอยมลายหายตามไปด้วย เธอเอื้อมมือไปบีบมือพ่อของลูกเบาๆ เป็นการปลอบใจ
“ขอโทษนะพี่ที่ฉันคิดอะไรเกินเลย และมองพี่ไม่ดี” น้ำเสียงอ่อยๆ อย่างคนสำนึกผิด
“พี่ไม่โกรธเอ็งหรอก หากพี่เป็นเอ็งก็อาจคิดเหมือนกัน”
“แล้วพี่กับเพื่อนๆ จะทำยังไง แก้ไขยังไง”
“ยังไม่รู้กันเลย”
แล้วทั้งสองก็นอนลืมตาอยู่ในความมืดและเงียบงัน ได้ยินเสียงถอนหายใจในบางครั้ง ปลิวไม่น่าเอาเรื่องปัญหาหนักอกที่แก้ไม่ตกมาบอกให้เมียรับรู้…ด้วยตั้งใจจะเก็บเป็นความลับแต่แรก ต่างหลับตาไม่ลง นอนไม่หลับเสียแล้ว
“หากพี่ไม่ขับรถหรือไม่อยู่ เธอดูแลลูกไหวมั้ย” ปลิวถามอีกฝ่ายที่นอนอยู่ข้างๆ
“ทำไมพี่ถามอย่างนั้นล่ะ ฟังดูแปลกๆ นะพี่ปลิว ยังไงฉันก็ต้องเลี้ยงลูกให้ได้”
ปลิวนึกขอบคุณเมียที่ออกปากจะรับผิดชอบลูกสองคน เขาคิดเอาไว้ในใจอยู่แล้วว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ปัญหานั้นคลี่คลาย ได้เพียงแต่คิด…มิได้เอ่ยปากเล่าให้ผู้ใดฟัง
ถึงคราวที่ปลิวจะเสียสละเพื่อเพื่อนๆ ที่วินมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะหัวหน้าวินที่ให้โอกาสพาเขาเข้ามาร่วมงานด้วย ข่วยเหลือเขาและพาไปทำประวัติที่สถานีตำรวจ ทำให้เขามีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องลูกเมียด้วย ปลิวรู้ว่าทุกคนกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ต่างไม่มีทางไป…และหาทางออกไม่ได้
ปลิวตั้งใจจะสู้อย่าง “ดับเครื่องชน” กับสารวัตรที่เข้ามาใช้อำนาจจัดระเบียบให้ชีวิตทุกคนตรงวินมอเตอร์ไซค์วุ่นวายกันไปหมด เขาไม่ปริปากเล่าให้ใครฟัง ไม่ปรึกษาหัวหน้าที่ช่วยเขามา ไม่บอกแม้กระทั่งเมียของตัวเอง
ปลิวพร้อมแล้ว…พร้อมที่จะทำตามที่ตั้งใจไว้
ทุกวันปลิวจะนั่งรออยู่ที่วิน ระหว่างที่รอลูกค้าปลิวจะสังเกตสารวัตรมาคุยกับลูกทีมใหม่ที่วินตรงปากทางสถานีรถไฟฟ้า เขาแวะมาคุยกับกลุ่มนั้นเกือบทุกวัน พอทักทายพูดคุยยิ้มแย้มก็ควบรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจแล่นออกไป บางวันก็แล่นฝ่าไฟเพิ่งจะเปลี่ยนจากไฟส้มเป็นไฟแดงออกไปอย่างเฉียดฉิว ปลิวได้แต่ภาวนาขอให้มีรถแล่นออกจากตรงสี่แยกชนเข้าอย่างจังๆ สักที แต่ก็ไม่เคยได้เห็นจังหวะนั้นสักครั้ง ในเมื่อความหวังของเขาไม่สัมฤทธิผล เขาจะเป็นฝ่ายลงมือทำให้มันเกิดขึ้นเอง
ปลิวคิดดีแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น กล้องวงจรปิดตรงสี่แยกจะเป็นหลักฐานช่วยให้เขาพ้นผิดได้ เขาไม่ได้ฝ่าไฟแดงอย่างสารวัตรตัวแสบที่ชอบทำจนเป็นนิสัยเสีย
วันนี้ตอนบ่ายสารวัตรแวะไปที่วินตรงสถานีรถไฟฟ้า ปลิวขึ้นนั่งบนรถมอเตอร์ไซค์ตามแผนที่นึกไว้ในใจ สวมหมวกกันน็อกเตรียมพร้อม เขาสังเกตเห็นสารวัตรก้าวขึ้นรถ ครั้งนี้ตำรวจไม่สวมหมวกกันน็อกอย่างเคย และเป็นช่วงจังหวะที่ไฟส้มกำลังจะเปลี่ยนเป็นไฟแดงทางฝ่ายของสารวัตร ปลิวติดเครื่องพุ่งรถออกไปด้วยรู้ว่าตำรวจใหญ่ต้องขับรถออกมาอย่างแน่นอน แต่ปลิวรู้สึกว่าจะออกรถช้าไปกว่าอีกคันที่อยู่ข้างๆ ท่าทางเขาจะใจร้อนแข่งกับแดดร้อนรุนแรงไม่ลดละ แล้วเสียงก็ดัง “ตูม” สนั่นตรงสี่แยก ปลิวแทบจะเบรกรถไม่ทัน แต่ก็หักเลี้ยวจนรถพลิกคว่ำอยู่ไม่ไกลจากรถมอเตอร์ไซค์สองคันชนปะทะกันสนั่น เศษชิ้นส่วนของรถแตกหักพังกระจัดกระจายเกลื่อนตรงสี่แยกต่างทิศทาง หลายคนทำท่าตื่นตกใจที่เห็นคนหนึ่งในชุดตำรวจนอนเลือดอาบปางตาย อีกหนึ่งเป็นหนุ่มวัยรุ่นที่เจ็บตัวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
“อ้ายปลิวเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงหัวหน้าตรงวินดังขึ้นแล้ววิ่งไปช่วยพยุง
“ไม่เป็นไร เจ็บนิดหน่อย” ปลิวบอกแล้วลุกขึ้นเดินกะเผลกเกาะไหล่หัวหน้าไปที่วิน
“ดีนะที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก” เพื่อนอีกคนพูดขึ้น
ปลิวนึกยิ้มอยู่ในใจ หากหนุ่มคนนั้นไม่ออกรถไปก่อนเขา ปลิวคงได้นอนอยู่ตรงสี่แยกนั้นตามที่ตั้งใจไว้เป็นแน่ อย่างน้อยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ช่วยให้เรื่องยกเลิกวินมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนๆ และปลิวเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด….หรืออาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
เกือบไปเสียแล้ว…ปลิวนึกแล้วเสียวสันหลังวาบ
