bg-single

ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ : จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483 สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (3)

21.08.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

: จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483

สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (3)

เพียงราว 5 เดือนเศษหลังทำพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เช้ามืดของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นนำกำลังทหารรุกเข้าดินแดนไทยหลายจุด ทั้งการยกพลขึ้นบกที่สงขลา ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร บางปู และทางบกเข้ามาทางจังหวัดพิบูลสงคราม ด้วยเหตุผลต้องการอาศัยไทยเป็นทางผ่านในการเคลื่อนทัพเพื่อทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร

มีการสู้รบต่อต้านในหลายจุด แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตัดสินใจสั่งหยุดรบยุติและอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านประเทศได้ และเหตุการณ์นี้คือจุดเริ่มต้นที่นำไทยเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพาอย่างเป็นทางการ

ความภาคภูมิใจในชาติไทยอันยิ่งใหญ่เมื่อ 5 เดือนก่อนที่สามารถรบชนะมหาอำนาจยุโรปได้ ถูกกลบทับด้วยการถูกรุกรานด้วยมหาอำนาจเอเชียอย่างรวดเร็ว โดยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังสร้างไม่ทันเสร็จเลย

แม้ในวันทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 24 มิถุนายน 2485 ยังคงยิ่งใหญ่ แต่นัยทางความหมายที่สื่อสารออกจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ในวันเปิดย่อมแตกต่างจากความตั้งใจเดิมอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย

แม้สัญญะในการออกแบบจะสะท้อนการยกย่องทหารอย่างเต็มที่ แต่ผมอยากจะชวนคิดว่า ความหมายดั้งเดิมอาจจะไม่ได้ต้องการให้มีกลิ่นอายของแนวคิดทหารนิยมที่รุนแรงนักก็เป็นได้

อีกทั้งช่วงก่อนญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก แม้ไทยจะมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากกับญี่ปุ่น แต่ก็ยังวางสถานะตนเองเป็นประเทศเป็นกลางที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

แต่ภายหลังญี่ปุ่นบุก ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรฝ่ายอักษะเต็มตัว ทำให้แนวคิดทหารนิยม เชื้อชาตินิยม ตลอดจนไอเดียว่าด้วย “มหาอาณาจักรไทย” ที่วางรากฐานมาก่อนหน้านี้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างชัดเจนและจริงจังมากขึ้น

ภาพพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 24 มิถุนายน 2485 แสดงให้เห็นนายทหารญี่ปุ่นหลายนายที่เข้ามาร่วมพิธี

ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอวันเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อ 24 มิถุนายน 2485 ที่ถูกบันทึกไว้โดยสำนักข่าว NHK ทั้งการสวนสนามของทหารหน่วยต่างๆ เครื่องบินรบที่บินเหนืออนุสาวรีย์ ธงชาติไทยที่ประดับตกแต่งทั่วบริเวณและคลุมรูปปั้นทั้ง 5 รูปรอบอนุสาวรีย์ คณะรัฐบาลที่แต่งกายเครื่องแบบทหารเต็มยศ

และองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งคือ การเข้าร่วมพิธีของ พล.ท.อาเคโตะ นากามูระ (Aketo Nakamura) ผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นในไทย และตัวแทนรัฐบาลเยอรมนี

พิธีเปิดในวันนั้น ผมอยากเสนอว่า ได้ทำให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถูกเพิ่มนัยยะทางความหมายซ้อนเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง จากเดิมที่เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของไทยเหนือฝรั่งเศส ไปสู่นัยยะของการสะท้อนชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประเทศฝ่ายอักษะเหนือฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง อนุสาวรีย์แห่งนี้มีความหมายที่ลักลั่นในตัวเอง ตัวมันถูกสร้างขึ้นเพื่อยืนยันถึงชัยชนะในการรบของไทย ตลอดจนการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ แต่พิธีเปิดกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศของการถูกรุกราน คำถามต่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ ภาพของนายทหารชั้นสูงจากญี่ปุ่นและเยอรมนีจึงมีทั้งนัยยะของการให้เกียรติมาร่วมงาน และการเข้ามาสอดส่องแทรกแซงและควบคุมไปพร้อมกัน

สำหรับผมแล้ว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจึงเต็มไปด้วย “การแปลกแยกทางความหมาย” ทั้งแปลกแยกจากจิตวิญญาณการปฏิวัติ 2475 โดยคณะราษฎร (กล่าวไปในสัปดาห์ก่อน) และแปลกแยกจากอนุสาวรีย์ชาตินิยมที่สร้างเพื่อฉลองชัยชนะในการทำสงครามของชาติโดยทั่วไป

เป็นอนุสรณ์ที่เอาเข้าจริงแล้วไม่รู้ว่าจะสะท้อน “ชัยชนะ” (กรณีพิพาทอินโดจีน) หรือ “ความพ่ายแพ้” (การยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่น) กันแน่

ภาพปกหนังสือ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพผู้ที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลีและเพื่อประเทศชาติ 24 มีนาคม 2498 สะท้อนความหมายใหม่ของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ความแปลกแยกจะเริ่มถูกทำให้หายไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทั้งคณะราษฎรและฝ่ายอักษะถูกกำจัดออกไปจากเวทีการเมือง โดยถูกแทนที่ด้วยอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาภายใต้บรรยากาศ “ยุคสงครามเย็น” อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้กลายมาเป็นที่บรรจุอัฐิและจารึกรายชื่อของทหารที่เสียชีวิตในการทำ “สงครามโลกครั้งที่ 2”, “สงครามเกาหลี” และการปราบกบฏต่างๆ

หลังสงครามโลกยุติ มีการจารึกชื่อทหารผู้เสียชีวิตจากการสู้รบต่อต้านญี่ปุ่นในเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพิ่มลงไปบนอนุสาวรีย์ ซึ่งกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนความหมายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปอย่างสำคัญ

จากวันเปิดอนุสาวรีย์ที่ไม่มีแม้แต่การพูดถึงทหารที่เสียชีวิตเหล่านี้ อีกทั้งยังมีนายทหารญี่ปุ่นมาเข้าร่วมงานเปิดด้วย มาสู่ การจารึกชื่อผู้เสียชีวิตเพิ่มลงไป ซึ่งเป็นการสื่อนัยยะโดยตรงของการปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (และฝ่ายอักษะ) เปิดเผยชัดเจนว่าเหตุการณ์ในเช้าวันนั้นคือการรุกรานอธิปไตยของชาติ

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ไทยในยุคสงครามเย็น กลายเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ภายใต้เครือข่ายของประเทศ “โลกเสรี” (นำโดยสหรัฐ) ที่มีภารกิจในการทำสงครามต่อต้าน “คอมมิวนิสต์” (นำโดยโซเวียตและจีน)

ประเทศไทยในยุคนี้มิใช่มหาอาณาจักรไทยอีกต่อไป แต่คือประเทศในนิยามใหม่ที่คำนึงถึงเสรีภาพและประชาธิปไตย

ในช่วงเวลาดังกล่าวมีสงครามหลักที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องคือ “สงครามเกาหลี” โดยหลังสงครามได้มีการจัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารที่เสียชีวิตในสงคราม (รวมถึงเหตุการณ์อื่นด้วย) ณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นงานใหญ่ระดับชาติ

และภายหลังงานได้นำอัฐิของทหารทั้งหมดบรรจุเข้าภายในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิพร้อมจารึกชื่อบนผนังเพิ่มลงไปอีกชุดหนึ่ง

(ดูรายละเอียดใน หนังสือ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพผู้ที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลีและเพื่อประเทศชาติ 24 มีนาคม 2498)

ภาพวันทหารผ่านศึก พ.ศ.2566
ที่มา : เพจ สำนักข่าวไทย

ทั้งสองเหตุการณ์ที่กล่าวมา เป็นเสมือนการขยายความหมายของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิให้กว้างออกไปจากการเป็นที่ระลึกถึงกรณีพิพาทอินโดจีนเพียงอย่างเดียว

เมื่อผนวกเข้ากับการเริ่มต้นจัดงาน “วันทหารผ่านศึก” ขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2491 ซึ่งหลังจากนั้นมาจะกลายเป็นพิธีสำคัญประจำปีของทหาร โดยสถานที่จัดงานคืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภายในงานมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสดุดีและรำลึกถึงวีรกรรมของทหารผ่านศึก มีการวางพวงหรีดที่อนุสาวรีย์ การสวนสนามของทหาร และการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ทหารผ่านศึก ตลอดจนกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัวที่ยากลำบาก

ทั้งหมดนี้ได้เข้ามาช่วยปรับความหมายของการเป็นอนุสาวรีย์ทหารนิยม เชื้อชาตินิยม และตัวแทนของแนวคิดมหาอาณาจักรไทย ในยุคสงครามโลก ให้กลายมาเป็นอนุสาวรีย์ทหารนิยมในมิติของการปกป้องรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติแทน

ในบริเวณพื้นที่โดยรอบของอนุสาวรีย์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพัฒนาพื้นที่โดยรอบอย่างสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลสงฆ์ขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2490 อีกทั้งการเป็นพื้นที่ต้นถนนพหลโยธิน ที่มีเครือข่ายถนนเชื่อมโยงไปสู่พื้นที่ส่วนอื่นๆ ของเมือง ได้ทำให้บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์กลายมาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

หากพิจารณาในเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว พื้นที่บริเวณนี้มีศักยภาพสูงที่จะกลายมาเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองของประชาชนเป็นจำนวนมาก

เพราะทั้งสะดวกในการเดินทาง มีพื้นที่กว้างขวาง สามารถสร้างผลกระทบ (ความเดือดร้อน) ในการใช้สอยพื้นที่เมืองในระดับที่มากพอจะเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจหันมาสนใจการชุมนุมได้ แม้กระทั่งการเป็นพื้นที่มีแลนด์มาร์ก (จุดหมายตา) ในการเป็นจุดศูนย์รวมผู้คน นั่นก็คืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ถึงแม้จะมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคสมัยใหม่ พื้นที่นี้กลับไม่เคยได้รับความสนใจจากประชาชนในการเลือกให้เป็นพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองเลย เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าคุณสมบัติทางกายภาพ คือ คุณสมบัติทางสัญลักษณ์

ความหมายของอนุสาวรีย์แห่งนี้ผูกโยงยึดแน่นกับแนวคิดทหารนิยม ไม่ว่าจะเป็นทหารนิยมแบบยุคสงครามโลกหรือสงครามเย็นก็ตาม

พูดง่ายๆ คือเป็นอนุสาวรีย์เชิดชูทหาร ในขณะที่การชุมนุมทางการเมืองของไทยครั้งสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ยุคต้นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการชุมนุมเพื่อต่อต้านทหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535 ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พื้นที่นี้จะถูกเลือก

แม้ในเวลาต่อมาจะมีการชุมนุมในบริเวณนี้บ้าง แต่ก็เป็นการชุมนุมที่ไม่มีนัยยะสำคัญมากนัก (ประเด็นนี้พูดถึงแล้วในตอนแรกของชุดบทความนี้)

สำหรับผู้สนใจประเด็นเรื่องการเมือง พื้นที่ และอนุสาวรีย์ ไม่น่าจะมีใครคิดว่าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะกลายมาเป็นพื้นที่การชุมนุมหลักในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัยได้ แต่เหตุการณ์ชุมนุมของ “กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” เมื่อ 28 มิถุนายน 2568 กลับทำให้ประเด็นนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน