ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ : จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483 สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (3)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ทำไมต้องอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
: จากกรณีพิพาทอินโดจีน 2483
สู่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568 (3)
เพียงราว 5 เดือนเศษหลังทำพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เช้ามืดของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นนำกำลังทหารรุกเข้าดินแดนไทยหลายจุด ทั้งการยกพลขึ้นบกที่สงขลา ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร บางปู และทางบกเข้ามาทางจังหวัดพิบูลสงคราม ด้วยเหตุผลต้องการอาศัยไทยเป็นทางผ่านในการเคลื่อนทัพเพื่อทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร
มีการสู้รบต่อต้านในหลายจุด แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตัดสินใจสั่งหยุดรบยุติและอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านประเทศได้ และเหตุการณ์นี้คือจุดเริ่มต้นที่นำไทยเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพาอย่างเป็นทางการ
ความภาคภูมิใจในชาติไทยอันยิ่งใหญ่เมื่อ 5 เดือนก่อนที่สามารถรบชนะมหาอำนาจยุโรปได้ ถูกกลบทับด้วยการถูกรุกรานด้วยมหาอำนาจเอเชียอย่างรวดเร็ว โดยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังสร้างไม่ทันเสร็จเลย
แม้ในวันทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 24 มิถุนายน 2485 ยังคงยิ่งใหญ่ แต่นัยทางความหมายที่สื่อสารออกจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ในวันเปิดย่อมแตกต่างจากความตั้งใจเดิมอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย
แม้สัญญะในการออกแบบจะสะท้อนการยกย่องทหารอย่างเต็มที่ แต่ผมอยากจะชวนคิดว่า ความหมายดั้งเดิมอาจจะไม่ได้ต้องการให้มีกลิ่นอายของแนวคิดทหารนิยมที่รุนแรงนักก็เป็นได้
อีกทั้งช่วงก่อนญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก แม้ไทยจะมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากกับญี่ปุ่น แต่ก็ยังวางสถานะตนเองเป็นประเทศเป็นกลางที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
แต่ภายหลังญี่ปุ่นบุก ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรฝ่ายอักษะเต็มตัว ทำให้แนวคิดทหารนิยม เชื้อชาตินิยม ตลอดจนไอเดียว่าด้วย “มหาอาณาจักรไทย” ที่วางรากฐานมาก่อนหน้านี้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างชัดเจนและจริงจังมากขึ้น

ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอวันเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อ 24 มิถุนายน 2485 ที่ถูกบันทึกไว้โดยสำนักข่าว NHK ทั้งการสวนสนามของทหารหน่วยต่างๆ เครื่องบินรบที่บินเหนืออนุสาวรีย์ ธงชาติไทยที่ประดับตกแต่งทั่วบริเวณและคลุมรูปปั้นทั้ง 5 รูปรอบอนุสาวรีย์ คณะรัฐบาลที่แต่งกายเครื่องแบบทหารเต็มยศ
และองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งคือ การเข้าร่วมพิธีของ พล.ท.อาเคโตะ นากามูระ (Aketo Nakamura) ผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นในไทย และตัวแทนรัฐบาลเยอรมนี
พิธีเปิดในวันนั้น ผมอยากเสนอว่า ได้ทำให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถูกเพิ่มนัยยะทางความหมายซ้อนเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง จากเดิมที่เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของไทยเหนือฝรั่งเศส ไปสู่นัยยะของการสะท้อนชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประเทศฝ่ายอักษะเหนือฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อนุสาวรีย์แห่งนี้มีความหมายที่ลักลั่นในตัวเอง ตัวมันถูกสร้างขึ้นเพื่อยืนยันถึงชัยชนะในการรบของไทย ตลอดจนการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ แต่พิธีเปิดกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศของการถูกรุกราน คำถามต่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ ภาพของนายทหารชั้นสูงจากญี่ปุ่นและเยอรมนีจึงมีทั้งนัยยะของการให้เกียรติมาร่วมงาน และการเข้ามาสอดส่องแทรกแซงและควบคุมไปพร้อมกัน
สำหรับผมแล้ว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจึงเต็มไปด้วย “การแปลกแยกทางความหมาย” ทั้งแปลกแยกจากจิตวิญญาณการปฏิวัติ 2475 โดยคณะราษฎร (กล่าวไปในสัปดาห์ก่อน) และแปลกแยกจากอนุสาวรีย์ชาตินิยมที่สร้างเพื่อฉลองชัยชนะในการทำสงครามของชาติโดยทั่วไป
เป็นอนุสรณ์ที่เอาเข้าจริงแล้วไม่รู้ว่าจะสะท้อน “ชัยชนะ” (กรณีพิพาทอินโดจีน) หรือ “ความพ่ายแพ้” (การยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่น) กันแน่

ความแปลกแยกจะเริ่มถูกทำให้หายไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทั้งคณะราษฎรและฝ่ายอักษะถูกกำจัดออกไปจากเวทีการเมือง โดยถูกแทนที่ด้วยอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาภายใต้บรรยากาศ “ยุคสงครามเย็น” อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้กลายมาเป็นที่บรรจุอัฐิและจารึกรายชื่อของทหารที่เสียชีวิตในการทำ “สงครามโลกครั้งที่ 2”, “สงครามเกาหลี” และการปราบกบฏต่างๆ
หลังสงครามโลกยุติ มีการจารึกชื่อทหารผู้เสียชีวิตจากการสู้รบต่อต้านญี่ปุ่นในเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพิ่มลงไปบนอนุสาวรีย์ ซึ่งกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนความหมายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปอย่างสำคัญ
จากวันเปิดอนุสาวรีย์ที่ไม่มีแม้แต่การพูดถึงทหารที่เสียชีวิตเหล่านี้ อีกทั้งยังมีนายทหารญี่ปุ่นมาเข้าร่วมงานเปิดด้วย มาสู่ การจารึกชื่อผู้เสียชีวิตเพิ่มลงไป ซึ่งเป็นการสื่อนัยยะโดยตรงของการปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (และฝ่ายอักษะ) เปิดเผยชัดเจนว่าเหตุการณ์ในเช้าวันนั้นคือการรุกรานอธิปไตยของชาติ
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ไทยในยุคสงครามเย็น กลายเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ภายใต้เครือข่ายของประเทศ “โลกเสรี” (นำโดยสหรัฐ) ที่มีภารกิจในการทำสงครามต่อต้าน “คอมมิวนิสต์” (นำโดยโซเวียตและจีน)
ประเทศไทยในยุคนี้มิใช่มหาอาณาจักรไทยอีกต่อไป แต่คือประเทศในนิยามใหม่ที่คำนึงถึงเสรีภาพและประชาธิปไตย
ในช่วงเวลาดังกล่าวมีสงครามหลักที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องคือ “สงครามเกาหลี” โดยหลังสงครามได้มีการจัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารที่เสียชีวิตในสงคราม (รวมถึงเหตุการณ์อื่นด้วย) ณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นงานใหญ่ระดับชาติ
และภายหลังงานได้นำอัฐิของทหารทั้งหมดบรรจุเข้าภายในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิพร้อมจารึกชื่อบนผนังเพิ่มลงไปอีกชุดหนึ่ง
(ดูรายละเอียดใน หนังสือ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพผู้ที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลีและเพื่อประเทศชาติ 24 มีนาคม 2498)

ที่มา : เพจ สำนักข่าวไทย
ทั้งสองเหตุการณ์ที่กล่าวมา เป็นเสมือนการขยายความหมายของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิให้กว้างออกไปจากการเป็นที่ระลึกถึงกรณีพิพาทอินโดจีนเพียงอย่างเดียว
เมื่อผนวกเข้ากับการเริ่มต้นจัดงาน “วันทหารผ่านศึก” ขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2491 ซึ่งหลังจากนั้นมาจะกลายเป็นพิธีสำคัญประจำปีของทหาร โดยสถานที่จัดงานคืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ภายในงานมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสดุดีและรำลึกถึงวีรกรรมของทหารผ่านศึก มีการวางพวงหรีดที่อนุสาวรีย์ การสวนสนามของทหาร และการมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ทหารผ่านศึก ตลอดจนกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัวที่ยากลำบาก
ทั้งหมดนี้ได้เข้ามาช่วยปรับความหมายของการเป็นอนุสาวรีย์ทหารนิยม เชื้อชาตินิยม และตัวแทนของแนวคิดมหาอาณาจักรไทย ในยุคสงครามโลก ให้กลายมาเป็นอนุสาวรีย์ทหารนิยมในมิติของการปกป้องรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติแทน
ในบริเวณพื้นที่โดยรอบของอนุสาวรีย์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการพัฒนาพื้นที่โดยรอบอย่างสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลสงฆ์ขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2490 อีกทั้งการเป็นพื้นที่ต้นถนนพหลโยธิน ที่มีเครือข่ายถนนเชื่อมโยงไปสู่พื้นที่ส่วนอื่นๆ ของเมือง ได้ทำให้บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์กลายมาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
หากพิจารณาในเชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว พื้นที่บริเวณนี้มีศักยภาพสูงที่จะกลายมาเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองของประชาชนเป็นจำนวนมาก
เพราะทั้งสะดวกในการเดินทาง มีพื้นที่กว้างขวาง สามารถสร้างผลกระทบ (ความเดือดร้อน) ในการใช้สอยพื้นที่เมืองในระดับที่มากพอจะเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจหันมาสนใจการชุมนุมได้ แม้กระทั่งการเป็นพื้นที่มีแลนด์มาร์ก (จุดหมายตา) ในการเป็นจุดศูนย์รวมผู้คน นั่นก็คืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ถึงแม้จะมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคสมัยใหม่ พื้นที่นี้กลับไม่เคยได้รับความสนใจจากประชาชนในการเลือกให้เป็นพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองเลย เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าคุณสมบัติทางกายภาพ คือ คุณสมบัติทางสัญลักษณ์
ความหมายของอนุสาวรีย์แห่งนี้ผูกโยงยึดแน่นกับแนวคิดทหารนิยม ไม่ว่าจะเป็นทหารนิยมแบบยุคสงครามโลกหรือสงครามเย็นก็ตาม
พูดง่ายๆ คือเป็นอนุสาวรีย์เชิดชูทหาร ในขณะที่การชุมนุมทางการเมืองของไทยครั้งสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ยุคต้นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการชุมนุมเพื่อต่อต้านทหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2535 ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พื้นที่นี้จะถูกเลือก
แม้ในเวลาต่อมาจะมีการชุมนุมในบริเวณนี้บ้าง แต่ก็เป็นการชุมนุมที่ไม่มีนัยยะสำคัญมากนัก (ประเด็นนี้พูดถึงแล้วในตอนแรกของชุดบทความนี้)
สำหรับผู้สนใจประเด็นเรื่องการเมือง พื้นที่ และอนุสาวรีย์ ไม่น่าจะมีใครคิดว่าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะกลายมาเป็นพื้นที่การชุมนุมหลักในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัยได้ แต่เหตุการณ์ชุมนุมของ “กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” เมื่อ 28 มิถุนายน 2568 กลับทำให้ประเด็นนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
