กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ทรัมป์กับรางวัลโนเบลสันติภาพ
: อัตราต่อรองร้อนแรงยิ่งนัก!
หลายวงสภากาแฟที่ผมนั่งสนทนาด้วยในช่วงหลังนี้มีการพนันขันต่อเรื่องโอกาสที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหรือไม่?
อัตราต่อรองเดิมพันกันอย่างน่าตื่นเต้นเลยทีเดียว
ผมจะยังไม่เปิดเผยว่าคะแนนต่อรองล่าสุดในวงสนทนาเป็นเท่าไร แต่บอกได้ว่าดุเดือดและร้อนแรงยิ่งนัก
ถกกันแบบเอาเป็นเอาตายกันเลย
กรุณาอย่าถามการประเมินส่วนตัวของผมในเรื่องนี้ เพราะต้อง “รักษาความไร้อคติ” ในฐานะคนข่าวที่ต้องให้ความเห็นครบทุกด้าน (หรืออีกนัยหนึ่ง…ฉันงงไปหมดแล้ว 555)
เริ่มต้นต้องยอมรับว่ามีผู้คนที่เสนอชื่อทรัมป์ให้ได้รางวัลนี้น่าประทับใจไม่น้อย
ส่วนใหญ่เป็นเพราะต้องการ “อวย” ทรัมป์ จะด้วยเจตนาแฝงเร้นอย่างไรก็คงอ่านได้ไม่ยาก
แต่ก็มีคนที่เสนออย่างเป็นจริงเป็นจังเพราะผลงานในความพยายามจะยุติสงครามและความขัดแย้งเหมือนกัน
แต่ที่ผมสนใจจริงๆ คือคณะกรรมการพิจารณารางวัล Nobel Peace Prize ปีนี้จะถกแถลงกันอย่างถึงพริกถึงขิงเพียงใด
เริ่มด้วยบุคคลและประเทศที่ได้เสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
1. คริสเตียน ไทบริน-เยดเด (นอร์เวย์)
ส.ส.ขวาจัดของนอร์เวย์ เสนอชื่อทรัมป์ในปี 2018 (จากการพบกับคิม จองอึน แห่งเกาหลีเหนือ) และอีกครั้งในปี 2020 (จากบทบาทใน “ข้อตกลงอับราฮัม” หรือ Abraham Accords ที่สหรัฐเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายประเทศ)
2. แม็กนัส จาคอบสัน (สวีเดน)
ส.ส.พรรคคริสเตียนเดโมแครตของสวีเดน เสนอชื่อทรัมป์ในปี 2020 จากความพยายามทางการทูตในกรณีเซอร์เบียและโคโซโว
3. คลอเดีย เทนนีย์ (สหรัฐ)
สมาชิกรัฐสภาสหรัฐ เสนอชื่อทรัมป์ (ปี 2022-2024) จากบทบาทในข้อตกลงอับราฮัมและการทูตในตะวันออกกลาง
4. เบนจามิน เนทันยาฮู (อิสราเอล)
นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเสนอชื่อทรัมป์ปีนี้เอง ยกย่องบทบาทในการจัดทำข้อตกลงอับราฮัม
5. รัฐบาลปากีสถาน
เสนอชื่อทรัมป์อย่างเป็นทางการเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2026 โดยให้เหตุผลว่ามีบทบาททางการทูตสำคัญในวิกฤตอินเดีย-ปากีสถาน
6. กัมพูชา (ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี)
เสนอชื่อทรัมป์ในเดือนสิงหาคมนี้ จากการไกล่เกลี่ยหยุดยิงในข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
7. ผู้นำอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน
สนับสนุนทรัมป์ร่วมกันหลังจากได้รับเชิญไปสงบศึกระหว่างกันที่ทำเนียบขาวเมื่อต้นเดือนนี้
8. สมาชิกรัฐสภาสหรัฐ (เช่น บัดดี้ คาร์เตอร์)
เสนอชื่อทรัมป์จากบทบาทในการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงความพยายามทางการทูตอื่นๆ
พอรู้ว่ามีใครเสนอแล้วก็มีคำถามที่สำคัญต่อมา…คนที่เขามีอำนาจตัดสินคิดอย่างไร
และมีประเพณีกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร
ต้องรับรู้ก่อนว่าคณะกรรมการโนเบลมีข้อกำหนดเก็บข้อมูลการเสนอชื่อเป็นความลับ 50 ปี
ดังนั้น ข้อมูลที่มีคือเฉพาะที่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะเท่านั้น
แล้วเกณฑ์ของการตัดสินรางวัลล่ะ?
ไม่มีใครบอกได้แน่ชัด เพราะตัวกรรมการเองไม่ตอบคำถามนี้กับใครและแต่ละปีก็อาจจะมีคำถามคำตอบไม่เหมือนกัน
ถ้างั้น ถามใหม่ : ทรัมป์ควรได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหรือไม่?
คําตอบก็ขึ้นอยู่กับ “เลนส์” ที่ใช้มองความหมายของรางวัลนี้คืออะไร
และให้น้ำหนักกับผลงานของทรัมป์มากน้อยเพียงใด
ย้อนไปอ่านพินัยกรรมของอัลเฟรด โนเบล ผู้ที่ทิ้งมรดกนี้ไว้ โดยเริ่มมีการแจกรางวัลครั้งแรกในปี 1901
แกเขียนไว้ชัดว่า รางวัลนี้ควรมอบให้กับบุคคลที่ “ทำงานหนักที่สุดหรือดีที่สุดเพื่อสร้างความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศ เพื่อลดหรือเลิกกองทัพ และเพื่อจัดหรือส่งเสริมการประชุมปรึกษาหารือเพื่อสันติภาพ”
เขียนไว้อย่างนี้ก็ย่อมตีความได้กว้างไกล
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกณฑ์นี้ถูกตีความไปได้หลากหลายมุมมอง
ตั้งแต่การมอบให้กับการทำสนธิสัญญาสันติภาพจริงจัง (เช่น ข้อตกลงแคมป์เดวิด ปี 1978) ไปจนถึงการมอบให้เป็นสัญลักษณ์เพื่อกระตุ้นความหวัง (เช่น บารัก โอบามา ปี 2009 ช่วงต้นรับตำแหน่ง)
ถ้าอย่างนั้น ลองไล่เรียงเหตุผลที่ “อาจ” ทำให้ทรัมป์เข้าเกณฑ์ผู้ควรได้รับรางวัลนี้
การทูตตะวันออกกลาง – ข้อตกลงอับราฮัม (2020) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โมร็อกโก และซูดาน กลับมาปกติ โดยไม่เกิดสงครามใหญ่
ถือเป็นผลงานทางการทูตที่จับต้องได้
กองเชียร์ก็จะชี้ไปว่าทรัมป์ไม่ได้เปิดศึกสงครามใหญ่ใหม่ๆ
แม้สไตล์ของแกจะดุดัน แต่ถึงวันนี้ภายใต้การนำของแกสหรัฐก็ไม่ได้เข้าสู่สงครามใหญ่ครั้งใหม่
ประเด็นการหยิบยื่นไมตรีต่อเกาหลีเหนือก็น่าสนใจ
การประชุมสุดยอดกับคิม จองอึน ปี 2018-2019 ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำสองชาติพบกัน
แม้จะไม่บรรลุข้อตกลงปลดนิวเคลียร์ถาวร
แล้วเหตุผลที่ยืนยันนั่งยันว่าทรัมป์ “ไม่คู่ควร” กับรางวัลอันทรงเกียรตินี้คืออะไร
ผลงานไม่ยั่งยืน – หลายโครงการ เช่น การเจรจากับเกาหลีเหนือ จบลงแบบไม่ก่อให้เกิดสัญญาสันติภาพอะไรเลย
เป็นแค่จับมือถ่ายรูปเป็นข่าวพาดหัวหรือที่เรียกว่า Photo Op เฉยๆ
เหตุผลที่ชัดเจนของฝ่ายต่อต้านคือทรัมป์เป็นผู้นำที่แบ่งขั้วแรง สร้างความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง
ที่ผ่านมา คณะกรรมการมักตั้งคำถามว่าผู้ควรได้รับรางวัลมีบทบาทสร้างความสามัคคีในเวทีโลกหรือไม่
วันนี้ ทรัมป์ยังเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ทำให้โลกแตกเป็นหลายขั้ว ที่น่าจะทำให้คะแนนทรัมป์ติดลบเอามากๆ คือเรื่องปัญหาการเมืองภายใน
คนวิพากษ์บอกว่านโยบายทรัมป์ส่วนใหญ่เป็นเชิงธุรกรรมและไม่คงเส้นคงวา
นโยบาย Make America Great Again นี่มุ่งแต่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้สหรัฐ แต่ชาติอื่นเป็นอย่างไรไม่สน
บางครั้งยังทำให้พันธมิตรระแวงมากกว่าจะสร้าง “ความเป็นพี่น้องในเวทีสากล”
ที่มองข้ามไม่ได้คือ คณะกรรมการเองก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองด้วย
ถ้าลงมติมอบรางวัลนี้ให้ทรัมป์อาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของ “เหตุผลทางการเมือง” อย่างโจ่งแจ้ง
ไม่ต่างอะไรกับตอนมอบรางวัลนี้ให้อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ช่วงรับตำแหน่งใหม่ๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่ปรากฏผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน
ถ้าเกณฑ์รางวัลนี้เน้น “ผลงานด้านการทูตแบบเป็นรูปธรรม” แค่เพียงอย่างเดียว ข้อตกลงอับราฮัมก็นับว่าเป็นแต้มแข็งของทรัมป์ – อาจแข็งกว่าผู้ชนะบางคนในอดีตด้วยซ้ำ
ผมลองจำลองบทสนทนาของคณะกรรมการโนเบลที่ถกกันอย่างร้อนแรงหากชื่อทรัมป์ถูกยกขึ้นมาเป็นแคนดิเดตรางวัลนี้
ฉาก : ห้องประชุมไม้โอ๊ก ณ กรุงออสโล
ประธาน : “ท่านทั้งหลาย… วาระต่อไป – โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”
กรรมการคนที่หนึ่ง : “ผมเชียร์ครับ ทรัมป์ทำให้อิสราเอลกับยูเออีอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ยิงขีปนาวุธ ข้อตกลงอับราฮัมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ”
กรรมการอีกคน : “ก็จริงของคุณ แต่ทรัมป์เคยทวีตว่าจะ ‘ทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก’ นะครับ แบบนี้มันมีในคู่มือสันติภาพตรงไหน?”
อีกคน (นักประวัติศาสตร์) : “แต่ถ้าจะพูดกันตรงๆ เราก็เคยมอบให้คนที่ทำมาน้อยกว่านี้นะ… ปี 2009 จำได้ไหม?”
อีกคน (นักปฏิบัติ) : “พูดตรงๆ เลย ครึ่งโลกจะเฮ ครึ่งโลกจะบุกอาคารพร้อมคบเพลิง รางวัลสันติภาพมีไว้สร้างความสงบ ไม่ใช่สงครามเย็นในอีเมลของเรา”
กรรมการสายขำ : “แล้วถ้าได้รางวัล เขาอาจจะพูดขอบคุณ 3 ชั่วโมง แล้วมอบหมวก MAGA ชุบทองให้พวกเราทุกคน”
ผลโหวต : ไม่ 3, ใช่ 1, อีก 1 บอก “ให้ก็ได้ ถ้าได้ไลฟ์สดเรียกเรตติ้ง”
ปิดประชุม : “งั้นข้ามไปชื่อแคนดิเดตคนต่อไป!”
