bg-single

ทรัมป์กับรางวัลโนเบลสันติภาพ : อัตราต่อรองร้อนแรงยิ่งนัก!

26.08.2025

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ทรัมป์กับรางวัลโนเบลสันติภาพ

: อัตราต่อรองร้อนแรงยิ่งนัก!

หลายวงสภากาแฟที่ผมนั่งสนทนาด้วยในช่วงหลังนี้มีการพนันขันต่อเรื่องโอกาสที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหรือไม่?

อัตราต่อรองเดิมพันกันอย่างน่าตื่นเต้นเลยทีเดียว

ผมจะยังไม่เปิดเผยว่าคะแนนต่อรองล่าสุดในวงสนทนาเป็นเท่าไร แต่บอกได้ว่าดุเดือดและร้อนแรงยิ่งนัก

ถกกันแบบเอาเป็นเอาตายกันเลย

กรุณาอย่าถามการประเมินส่วนตัวของผมในเรื่องนี้ เพราะต้อง “รักษาความไร้อคติ” ในฐานะคนข่าวที่ต้องให้ความเห็นครบทุกด้าน (หรืออีกนัยหนึ่ง…ฉันงงไปหมดแล้ว 555)

เริ่มต้นต้องยอมรับว่ามีผู้คนที่เสนอชื่อทรัมป์ให้ได้รางวัลนี้น่าประทับใจไม่น้อย

ส่วนใหญ่เป็นเพราะต้องการ “อวย” ทรัมป์ จะด้วยเจตนาแฝงเร้นอย่างไรก็คงอ่านได้ไม่ยาก

แต่ก็มีคนที่เสนออย่างเป็นจริงเป็นจังเพราะผลงานในความพยายามจะยุติสงครามและความขัดแย้งเหมือนกัน

แต่ที่ผมสนใจจริงๆ คือคณะกรรมการพิจารณารางวัล Nobel Peace Prize ปีนี้จะถกแถลงกันอย่างถึงพริกถึงขิงเพียงใด

เริ่มด้วยบุคคลและประเทศที่ได้เสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

1. คริสเตียน ไทบริน-เยดเด (นอร์เวย์)

ส.ส.ขวาจัดของนอร์เวย์ เสนอชื่อทรัมป์ในปี 2018 (จากการพบกับคิม จองอึน แห่งเกาหลีเหนือ) และอีกครั้งในปี 2020 (จากบทบาทใน “ข้อตกลงอับราฮัม” หรือ Abraham Accords ที่สหรัฐเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายประเทศ)

2. แม็กนัส จาคอบสัน (สวีเดน)

ส.ส.พรรคคริสเตียนเดโมแครตของสวีเดน เสนอชื่อทรัมป์ในปี 2020 จากความพยายามทางการทูตในกรณีเซอร์เบียและโคโซโว

3. คลอเดีย เทนนีย์ (สหรัฐ)

สมาชิกรัฐสภาสหรัฐ เสนอชื่อทรัมป์ (ปี 2022-2024) จากบทบาทในข้อตกลงอับราฮัมและการทูตในตะวันออกกลาง

4. เบนจามิน เนทันยาฮู (อิสราเอล)

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเสนอชื่อทรัมป์ปีนี้เอง ยกย่องบทบาทในการจัดทำข้อตกลงอับราฮัม

5. รัฐบาลปากีสถาน

เสนอชื่อทรัมป์อย่างเป็นทางการเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2026 โดยให้เหตุผลว่ามีบทบาททางการทูตสำคัญในวิกฤตอินเดีย-ปากีสถาน

6. กัมพูชา (ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี)

เสนอชื่อทรัมป์ในเดือนสิงหาคมนี้ จากการไกล่เกลี่ยหยุดยิงในข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

7. ผู้นำอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน

สนับสนุนทรัมป์ร่วมกันหลังจากได้รับเชิญไปสงบศึกระหว่างกันที่ทำเนียบขาวเมื่อต้นเดือนนี้

8. สมาชิกรัฐสภาสหรัฐ (เช่น บัดดี้ คาร์เตอร์)

เสนอชื่อทรัมป์จากบทบาทในการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงความพยายามทางการทูตอื่นๆ

พอรู้ว่ามีใครเสนอแล้วก็มีคำถามที่สำคัญต่อมา…คนที่เขามีอำนาจตัดสินคิดอย่างไร

และมีประเพณีกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร

ต้องรับรู้ก่อนว่าคณะกรรมการโนเบลมีข้อกำหนดเก็บข้อมูลการเสนอชื่อเป็นความลับ 50 ปี

ดังนั้น ข้อมูลที่มีคือเฉพาะที่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะเท่านั้น

แล้วเกณฑ์ของการตัดสินรางวัลล่ะ?

ไม่มีใครบอกได้แน่ชัด เพราะตัวกรรมการเองไม่ตอบคำถามนี้กับใครและแต่ละปีก็อาจจะมีคำถามคำตอบไม่เหมือนกัน

ถ้างั้น ถามใหม่ : ทรัมป์ควรได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหรือไม่?

คําตอบก็ขึ้นอยู่กับ “เลนส์” ที่ใช้มองความหมายของรางวัลนี้คืออะไร

และให้น้ำหนักกับผลงานของทรัมป์มากน้อยเพียงใด

ย้อนไปอ่านพินัยกรรมของอัลเฟรด โนเบล ผู้ที่ทิ้งมรดกนี้ไว้ โดยเริ่มมีการแจกรางวัลครั้งแรกในปี 1901

แกเขียนไว้ชัดว่า รางวัลนี้ควรมอบให้กับบุคคลที่ “ทำงานหนักที่สุดหรือดีที่สุดเพื่อสร้างความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศ เพื่อลดหรือเลิกกองทัพ และเพื่อจัดหรือส่งเสริมการประชุมปรึกษาหารือเพื่อสันติภาพ”

เขียนไว้อย่างนี้ก็ย่อมตีความได้กว้างไกล

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกณฑ์นี้ถูกตีความไปได้หลากหลายมุมมอง

ตั้งแต่การมอบให้กับการทำสนธิสัญญาสันติภาพจริงจัง (เช่น ข้อตกลงแคมป์เดวิด ปี 1978) ไปจนถึงการมอบให้เป็นสัญลักษณ์เพื่อกระตุ้นความหวัง (เช่น บารัก โอบามา ปี 2009 ช่วงต้นรับตำแหน่ง)

ถ้าอย่างนั้น ลองไล่เรียงเหตุผลที่ “อาจ” ทำให้ทรัมป์เข้าเกณฑ์ผู้ควรได้รับรางวัลนี้

การทูตตะวันออกกลาง – ข้อตกลงอับราฮัม (2020) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โมร็อกโก และซูดาน กลับมาปกติ โดยไม่เกิดสงครามใหญ่

ถือเป็นผลงานทางการทูตที่จับต้องได้

กองเชียร์ก็จะชี้ไปว่าทรัมป์ไม่ได้เปิดศึกสงครามใหญ่ใหม่ๆ

แม้สไตล์ของแกจะดุดัน แต่ถึงวันนี้ภายใต้การนำของแกสหรัฐก็ไม่ได้เข้าสู่สงครามใหญ่ครั้งใหม่

ประเด็นการหยิบยื่นไมตรีต่อเกาหลีเหนือก็น่าสนใจ

การประชุมสุดยอดกับคิม จองอึน ปี 2018-2019 ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำสองชาติพบกัน

แม้จะไม่บรรลุข้อตกลงปลดนิวเคลียร์ถาวร

แล้วเหตุผลที่ยืนยันนั่งยันว่าทรัมป์ “ไม่คู่ควร” กับรางวัลอันทรงเกียรตินี้คืออะไร

ผลงานไม่ยั่งยืน – หลายโครงการ เช่น การเจรจากับเกาหลีเหนือ จบลงแบบไม่ก่อให้เกิดสัญญาสันติภาพอะไรเลย

เป็นแค่จับมือถ่ายรูปเป็นข่าวพาดหัวหรือที่เรียกว่า Photo Op เฉยๆ

เหตุผลที่ชัดเจนของฝ่ายต่อต้านคือทรัมป์เป็นผู้นำที่แบ่งขั้วแรง สร้างความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง

ที่ผ่านมา คณะกรรมการมักตั้งคำถามว่าผู้ควรได้รับรางวัลมีบทบาทสร้างความสามัคคีในเวทีโลกหรือไม่

วันนี้ ทรัมป์ยังเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ทำให้โลกแตกเป็นหลายขั้ว ที่น่าจะทำให้คะแนนทรัมป์ติดลบเอามากๆ คือเรื่องปัญหาการเมืองภายใน

คนวิพากษ์บอกว่านโยบายทรัมป์ส่วนใหญ่เป็นเชิงธุรกรรมและไม่คงเส้นคงวา

นโยบาย Make America Great Again นี่มุ่งแต่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้สหรัฐ แต่ชาติอื่นเป็นอย่างไรไม่สน

บางครั้งยังทำให้พันธมิตรระแวงมากกว่าจะสร้าง “ความเป็นพี่น้องในเวทีสากล”

ที่มองข้ามไม่ได้คือ คณะกรรมการเองก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองด้วย

ถ้าลงมติมอบรางวัลนี้ให้ทรัมป์อาจถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของ “เหตุผลทางการเมือง” อย่างโจ่งแจ้ง

ไม่ต่างอะไรกับตอนมอบรางวัลนี้ให้อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ช่วงรับตำแหน่งใหม่ๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่ปรากฏผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

ถ้าเกณฑ์รางวัลนี้เน้น “ผลงานด้านการทูตแบบเป็นรูปธรรม” แค่เพียงอย่างเดียว ข้อตกลงอับราฮัมก็นับว่าเป็นแต้มแข็งของทรัมป์ – อาจแข็งกว่าผู้ชนะบางคนในอดีตด้วยซ้ำ

ผมลองจำลองบทสนทนาของคณะกรรมการโนเบลที่ถกกันอย่างร้อนแรงหากชื่อทรัมป์ถูกยกขึ้นมาเป็นแคนดิเดตรางวัลนี้

ฉาก : ห้องประชุมไม้โอ๊ก ณ กรุงออสโล

ประธาน : “ท่านทั้งหลาย… วาระต่อไป – โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

กรรมการคนที่หนึ่ง : “ผมเชียร์ครับ ทรัมป์ทำให้อิสราเอลกับยูเออีอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ยิงขีปนาวุธ ข้อตกลงอับราฮัมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ”

กรรมการอีกคน : “ก็จริงของคุณ แต่ทรัมป์เคยทวีตว่าจะ ‘ทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก’ นะครับ แบบนี้มันมีในคู่มือสันติภาพตรงไหน?”

อีกคน (นักประวัติศาสตร์) : “แต่ถ้าจะพูดกันตรงๆ เราก็เคยมอบให้คนที่ทำมาน้อยกว่านี้นะ… ปี 2009 จำได้ไหม?”

อีกคน (นักปฏิบัติ) : “พูดตรงๆ เลย ครึ่งโลกจะเฮ ครึ่งโลกจะบุกอาคารพร้อมคบเพลิง รางวัลสันติภาพมีไว้สร้างความสงบ ไม่ใช่สงครามเย็นในอีเมลของเรา”

กรรมการสายขำ : “แล้วถ้าได้รางวัล เขาอาจจะพูดขอบคุณ 3 ชั่วโมง แล้วมอบหมวก MAGA ชุบทองให้พวกเราทุกคน”

ผลโหวต : ไม่ 3, ใช่ 1, อีก 1 บอก “ให้ก็ได้ ถ้าได้ไลฟ์สดเรียกเรตติ้ง”

ปิดประชุม : “งั้นข้ามไปชื่อแคนดิเดตคนต่อไป!”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี