จับตา ‘ก.ค.ศ.’ ปฏิรูปองค์กร เดินเครื่องยกสถานะเป็นนิติบุคคล
| การศึกษา
เปิดประเด็น ขอยกสถานะ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นนิติบุคล อีกหน่วยงาน หลัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขึ้นแท่น เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ไปเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา
ล่าสุด นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ระบุว่า ได้หารือกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอขอยกฐานะสำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นนิติบุคคล เช่นเดียวกับ สกร. เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็รับทราบและขอให้ไปดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งนี้ ปัจจุบันสำนักงาน ก.ค.ศ.เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักงานปลัด ศธ. ส่งผลให้ไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารงาน เรื่องต่างๆ ยังต้องอิงอยู่กับสำนักงานปลัด ศธ. ส่งผลให้การบริหารงานบางอย่างมีข้อจำกัดทางกฎหมาย
“ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ค.ศ.เคยมีข้อเสนอยกฐานะเป็นนิติบุคคล แต่ก็มีความเห็นว่าควรรอกฎหมายแม่ คือ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ฉบับใหม่ ประกาศใช้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปกำหนดไว้ในกฎหมายลูก ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน เพราะยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างในหลายประเด็น ดังนั้น ถ้าสามารถดำเนินแนวทางเดียวกับ สกร. คือยกร่างกฎหมายใหม่ เพื่อยกฐานะเป็นนิติบุคคลได้ก่อน ก็จะส่งผลดีต่อการบริหารงาน โดยเฉพาะการบริหารอัตรากำลังภายในสำนักงานฯ ที่จะสามารถเลื่อนไหลได้ตามเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ บุคลากรเกิดขวัญกำลังใจ เพราะมองเห็นโอกาสก้าวหน้าในเส้นทางการทำงานของตัวเอง” นายธนูกล่าว
สําหรับข้อจำกัดในเรื่องของการเป็นนิติบุคคลมีตั้งแต่ปี 2546 ในช่วงที่มีการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และเมื่อเกิด พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ขึ้น ส่งผลให้ สำนักงาน ก.ค.ศ.เปลี่ยนฐานะจากนิติบุคคล มาเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานปลัด ศธ. จากนั้นก็มีความพยายามปรับฐานะกลับไปเป็นนิติบุคคล โดยมีการยกร่างกฎหมายไว้แล้ว และเท่าที่ดูหากมีความพร้อมก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที ซึ่งในทางนโยบายได้มีการเสนอแนวทางดังกล่าวกับรัฐมนตรีว่าการ ศธ. รวมถึงได้หารือกับนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. เรียบร้อยแล้ว
ที่ผ่านมาทุกคนเห็นด้วยว่า สำนักงาน ก.ค.ศ.ควรมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่ไปผูกติดว่าควรรอให้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เรียบร้อยก่อน ค่อยออกเป็นกฎหมายลูกตามมา ซึ่งอาจต้องใช้เวลา
ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ.จึงอยากขอโอกาสจัดทำกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนฐานะเป็นนิติบุคคลก่อน โดยไม่ต้องรอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ
ขณะที่นักวิชาการด้านการศึกษา อย่างนายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา ระบุว่า ส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจที่หน่วยงานที่เทียบเท่าระดับกรมอย่างสำนักงาน ก.ค.ศ. ซึ่งมีเลขาธิการเป็นผู้บริหารระดับ 10 กลับยังไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคล ความเป็นนิติบุคคลที่ ก.ค.ศ.ในปัจจุบันพยายามจะทำให้เกิดขึ้น โดยที่จะไม่รอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. มีผลบังคับใช้ เพราะอาจต้องรอนาน และพยายามที่จะปรับแก้ในส่วนของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 หรือยกร่าง พ.ร.บ.ใหม่ให้ ก.ค.ศ.มีสถานะเป็นนิติบุคคลถือเป็นสิ่งที่สมควรทำ
“โดยหลักการ หน่วยงานระดับนี้ควรจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่ปัญหาคือความเป็นนิติบุคคลไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว ซึ่งควรจะมีกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกับหน่วยงานนั้นๆ อย่างแท้จริง ปัจจุบันแม้กระทั่งโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศก็มีการกำหนดให้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แต่ก็จะพบว่าโรงเรียนก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) อยู่ดี หรือพูดง่ายๆ ว่ายังมีผู้บังคับบัญชาและไม่มีกฎหมายอื่นที่เอื้อกับการบริหารด้วยตนเอง เช่น ไม่สามารถสรรหาผู้อำนวยการโรงเรียนด้วยตนเอง เป็นต้น” นายอดิศรกล่าว
ดังนั้น ถ้าจะปรับให้ ก.ค.ศ.กลับมาเป็นนิติบุคคลก็ควรจะลงลึกไปให้ถึงบทบาท อำนาจ หน้าที่ ของหน่วยงานที่จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานได้ อย่าเพียงแค่สถานะอย่างเดียวเหมือนกับสถานศึกษาซึ่งอยู่ใน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เช่นเดียวกันแต่ไม่สามารถบริหารได้อย่างคล่องตัว ก.ค.ศ.ต้องปรับให้เป็นนิติบุคคลพร้อมกับเป็นอิสระจากสำนักงานปลัด ศธ. แต่ไม่ใช่ให้หลุดจากการดูแลของ สป.ศธ. อย่างสิ้นเชิง เพราะจะไม่สามารถกำกับดูแลได้ เพียงแต่ต้องมีอิสระในลักษณะที่มีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน และสามารถดำเนินการแบบนิติบุคคลได้อย่างแท้จริง
“ก.ค.ศ.ควรจะทำให้เป็นนิติบุคคลเหมือนกับมหาวิทยาลัยที่แม้จะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานปลัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่มี พ.ร.บ.จัดตั้งมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ จึงมีความเป็นนิติบุคคลที่สามารถบริหารได้อย่างคล่องตัว ฉะนั้น ก.ค.ศ.ควรจะทำกฎหมายในเรื่องนี้ให้ดีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการบริหารอย่างคล่องตัวซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับวงการครูทั่วประเทศ” นายอดิศรกล่าว
จากนี้คงต้องจับตาว่า ความพยายามของสำนักงาน ก.ค.ศ.ในรอบนี้จะประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ แต่หวังว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ยึดโยงคุณภาพทางการศึกษาของประเทศเป็นสำคัญ
