bg-single

ไทยกับการเอาตัว (จะไม่) รอดในช่วงวิกฤต : ระบบต้านโกง กับรัฐบาลง่อยเปลี้ย สู่การเติบโตของฮีโร่และการบริจาค

03.09.2025

Cityzense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

สิบกว่าปีมานี้ คนไทยเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่จัดการยากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลที่ดูเหมือนจะพึ่งพาได้ก็กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม จนประชาชนต้องหาทางช่วยเหลือกันเองผ่านการบริจาคเงิน

ล่าสุดคือ ประเด็นที่ทหารเปิดรับการบริจาคเพื่อซื้ออุปกรณ์สนับสนุนการรบให้กับความขัดแย้งชายแดน

บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้

ย้อนไปในปี 2556 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตกเป็นข่าวว่า สตง.ลงตรวจสอบงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และท้วงติงเรื่องอำนาจหน้าที่การป้องกันโรคว่าเป็นภารกิจของ อปท.หรือไม่ กรณีการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าบริการประชาชน ด้วยระบบราชการที่ล่าช้า จึงใช้เวลาไปปีกว่า ถึงจะสรุปได้ว่ามีอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 จนทำให้เชื้อพิษสุนัขบ้ากลับมาระบาดอีกครั้งในช่วงปี 2559

เบื้องหลังของกรณีนี้คือ อำนาจของ สตง.ที่สั่งเบรกต่อหน่วยราชการใด หน่วยราชการทั้งหลายก็จำต้องเชื่อฟัง มิเช่นนั้นแล้ว หากยังดื้อดึงจะถูกหาว่าใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินผิดประเภท

ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วคือ เมื่อปี 2556 สตง.จังหวัดนครราชสีมาได้เรียกเงินงบประมาณฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าคืน จากเทศบาลตำบลสุรนารี เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามประกาศของกรมปศุสัตว์ จนต้องเรียกประชุมร่วมระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมปศุสัตว์ จนพบว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด และไม่ต้องคืนเงิน แต่นั่นก็เห็นได้ว่า ระบบมันเป็นอุปสรรคต่อการทำงานขนาดไหน จะเห็นว่า สตง.เป็นตัวละครสำคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้ตรวจสอบการใช้เงินของหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น

ต้องเข้าใจว่ากระแสการต้านคอร์รัปชั่นและการโกงของนักการเมืองและข้าราชการเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่เป็นเสมือนดาบสองคม ก็คือ ควบคุมการทุจริต ขณะเดียวกันระบบก็หน่วงการทำงานให้ช้าลง สตง.ถือเป็นดาบเล่มหนึ่งที่เริ่มส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาพิษสุนัขบ้า

ตัวละครที่ 2 ก็คือ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เป็นความตั้งใจที่จะสร้างมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุที่เคยกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ระบบรวมศูนย์เช่นนี้ทำให้การควบคุมกลายเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย

นอกจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว พบว่าหน่วยงานทั้งหลายประสบความยุ่งยากจากกฎหมายใหม่นี้ จนมีผู้ทำวิจัยถึงประเด็นนี้อยู่หลายเล่ม เช่น ของคุณณัฐชนน ศิริพงษ์สุรภา ที่เขียนเรื่อง ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุของหน่วยงานของรัฐ : พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 (2564) ที่ชี้ว่า องค์กรสนับสนุนดูแลด้านนี้ไม่เหมาะสมกับภารกิจ, ไม่มีบทบัญญัติกรณีราคาที่เสนอสูงกว่าราคากลาง, เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอขาดความยืดหยุ่นและยังไม่เหมาะสม, สิทธิการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครอง และบทกำหนดโทษไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ จนทำให้การจัดซื้อจัดจ้างไม่คุ้มค่า, ไม่โปร่งใส, ไม่เสมอภาค, ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ที่สำคัญไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ

ส่วนงานวิจัย แนวทางพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรณีศึกษา : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (2563) ของคุณเลิศภิรักษ์ เลิศกมลสิน ก็ชี้ให้เห็นปัญหาที่สะท้อนในระดับหน่วยงานของ กฟผ.เอง พบว่า รูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุมีการดำเนินงานแบบเชิงรับ ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ, การบริหารจัดการคลังพัสดุไม่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพทำให้เกิดความล่าช้า, ความล่าช้าด้านเอกสารเนื่องมาจากต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและดุลยพินิจสูง, ผู้ปฏิบัติงานบางส่วนขาดความเข้าใจ, กฟผ.เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีหน่วยงานจัดซื้อฯ จำนวนมาก เกิดความยุ่งยากและซับซ้อน และขาดการพัฒนาระบบหรือเทคโนโลยีมาใช้จัดซื้อจัดจ้าง

ตัวกฎหมายเองอาจไม่ใช่ปัญหาโดยตรง เนื่องจากการสร้างระเบียบหรือข้อบัญญัติเช่นนี้แม้ในสหภาพยุโรปก็ให้ความสำคัญที่จะต้องมีระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสและยุติธรรม มีการตรากฎหมายแม่แบบอย่าง EU Public Sector Directives และ Eu Utilities Directives และให้ประเทศสมาชิกนำหลักเกณฑ์ไปปรับใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างในประเทศของตน โดยเน้นหลักความโปร่งใส, หลักการปฏิบัติที่เท่าเทียม, หลักการไม่เลือกปฏิบัติ

แต่ปัญหาของกฎหมายนี้ของไทยเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง นั่นคือ วาระการควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ ที่เห็นได้ชัดคือการที่ศาลรัฐธรรมนูญเบรกร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หรือที่รู้จักกันว่าคืองบฯ สร้างรถไฟความเร็วสูง เมื่อปี 2557, การรัฐประหาร 2557 การวางแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี (2561-2580) โดยไร้การมีส่วนร่วมของประชาชนในยุคเผด็จการ ทำให้พลังของกฎหมายนี้ออกแนวการตรวจสอบอย่างเข้มงวดภายใต้การชี้นำว่าประเทศควรมีทิศทางไปอย่างไรของคนกลุ่มเล็กๆ

ผู้มีอำนาจไม่คาดคิดว่าชาติจะเผชิญกับวิกฤตนานาชนิดที่ดาหน้าเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดโควิด-19, น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ, กระทั่งล่าสุดคือ ปัญหาชายแดน การเบิกจ่ายงบประมาณ จัดซื้อจัดจ้างโดยปกติอาจไม่มีปัญหา เพราะทำตามแผนและรอได้ แต่ในช่วงภัยพิบัติที่เข้ามา ความล่าช้า คือความพินาศอย่างไม่ต้องพูดถึง

สิ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาปลายเหตุทั้งหลายก็คือ การใช้เงินนอกงบประมาณ ที่เรารู้จักกันดีคือ เงินบริจาค ที่เป็นกระแสกันและรู้จักกันดีก็คือ การวิ่งรับเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลของตูน อาทิวราห์ คงมาลัย ในนามโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เขาวิ่งจากเบตงไปแม่สายใช้เวลา 55 วัน ยอดเงินบริจาคสูงถึง 1,142 ล้านบาท ช่วยโรงพยาบาลกว่า 11 แห่ง เมื่อปี 2560

หรือกรณีกัน จอมพลัง ที่รับบริจาคเพื่อช่วยเหลือทหารกรณีความขัดแย้งชายแดนก็ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

อันที่จริงเงินบริจาคตามสังคมชาวพุทธจะคุ้นเคยกันดีผ่านการทำบุญให้พระและวัด ไม่กี่ปีมานี้เงินวัดเริ่มเป็นที่น่าสงสัยว่า เงินบริจาคญาติโยมนั้นเดินทางไปในกระเป๋าเงินหรือบัญชีส่วนตัวของพระแล้วถูกนำไปใช้อย่างผิดๆ แค่ไหน กรณีการเปิดโปงสีกาคนหนึ่งกับพระที่มีตำแหน่งใหญ่โตก็เป็นเรื่องอื้อฉาวที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านขึ้นอย่างกว้างขวาง ซึ่งนี่คือปลายทางของการบริจาคที่ไร้ระบบการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

ไม่เพียงเท่านั้น ระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องการความเชี่ยวชาญ ยังส่งผลต่อคนเล็กคนน้อยด้วย อย่างที่เราเห็นข่าวครูมัท อนุสรา ชวนรัมย์ ที่เลือกจบชีวิตและเขียนจดหมายให้เห็นปัญหาการแบกรับภาระทางการเงินและการบัญชีของโรงเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาการไม่มีตำแหน่งคนมาทำหน้าที่การเงินและพัสดุเท่านั้น แต่มันหมายถึงความละเอียดซับซ้อนของระเบียบที่ต้องพบเจอ

ดังนั้น ไม่มีใครอยากต้องมารับผิดชอบอะไรเช่นนี้โดยไม่จำเป็นแน่

ข่าวหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบทที่ถูกสอบวินัยร้ายแรงจนมีมติให้ออกจากราชการ ก็เนื่องมาจากช่วงสถานการณ์โควิด-19 กรณีการจัดซื้อชุด ATK ที่ถูกใช้เป็นข้อกล่าวหา เนื่องจากขณะนั้นกระทรวงสาธารณสุขยังไม่เน้นการจัดหา ATK ให้โรงพยาบาลในภูมิภาค จึงต้องจัดซื้อฉุกเฉิน

แต่ในอีกด้านก็ถูกมองว่าเป็นการถูกเล่นงานเพราะความขัดแย้งทางการเมืองกับผู้มีอำนาจในกระทรวง แต่นั่นแหละ ความยุ่งยากของการจัดซื้อจัดจ้างนั้น เกิดมาจากระบบที่ถูกวางไว้อย่างซับซ้อนดังที่กล่าวไป

กรณีที่กองทัพให้ข่าวเรื่องการรับบริจาคสิ่งของสนับสนุนการรบ จนถูกโจมตีว่า ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงอย่างยิ่งก็ยังมีหน้ามาของบประมาณ ก็ได้ชี้แจงว่า การขอรับบริจาคเป็นไปเพื่อความจำเป็นเร่งด่วนด้านความปลอดภัย “แต่ปัญหาคือกระบวนการจัดซื้อตามระเบียบราชการจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งนานเกินไปสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ และลวดหนามหีบเพลงที่ใช้ในทางยุทธวิธีของทหารยังเป็นแบบพิเศษที่ต้องสั่งผลิต ทำให้ใช้เวลาจัดหานานยิ่งขึ้น” โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงไว้เช่นนี้

ไม่แน่ใจนักว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีข้อยกเว้นกรณีเร่งด่วนเช่นนี้หรือไม่ หากมีไฉนโฆษกกองทัพบกจึงให้เหตุผลเช่นนี้ แต่หากไม่มีแสดงว่ากฎหมายดังกล่าวได้สร้างปัญหาแน่ๆ ดังนั้น ก็น่าสนใจว่า กฎหมายดังกล่าวเองเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญหรือไม่ที่สร้างข้อจำกัดในการทำงาน

ประเทศไทยจึงถูกทำให้เชื่องช้าลงโดยระบบไม่ว่าจะด้วยกฎหมาย หรือองค์กรทั้งหลาย อย่าว่าแต่จะไปแข่งขันกับใครเลย แค่จัดการปัญหาภายในประเทศก็ทุลักทุเลมากพอแล้ว

เราจำเป็นที่จะต้องทบทวนระบบการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวใหม่ว่า อย่างไรถึงจะพอเหมาะกับการควบคุมไม่ให้เกิดการทุจริต และแค่ไหนถึงจะยืดหยุ่นมากพอที่จะเอื้อให้การทำงานและคนทำงานเพื่อแก้ไขวิกฤตข้างหน้าที่เราอาจจะยังประเมินไม่ได้ และเพื่อการปรับตัวเพื่อแข่งขันกับชาวโลก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย